1/27/2007
อยากเข้าสปานี้มานานแล้ว แต่มองจากด้านนอกดูอลังการล้านแปด
เลยคิดว่าคงไม่มีโอกาสได้เข้า และแล้วฝันก็เป็นจริง เมื่อจีรศักดิ์บรรจุ
โปรแกรมนวดที่สุโขลงไปในตารางทัวร์ทางวัฒนธรรมของนักเรียนเกาหลี
ก็เลยได้มานวดฟรีที่นี่ในฐานะหัวหน้าโครงการ อิ อิ
สุโขสปา พอย่างกรายเข้าไป ก็ได้ยินเสียงฆ้อง ผ่าง... ราวกับเจ้าเสด็จ
อลังการจิงๆ บรรยากาศก็ดูผ่อนคลายและโออ่า พนักงานก็แต่งกายสวยงามแบบไทยๆ
เขาให้ส่วนลดกว่าครึ่ง เหลือแค่นวดไทยชั่วโมงละ 500 บาท
พร้อมของว่างก่อนและหลังจากนวดเสร็จ (ได้ข่าวว่าติดต่อผ่านบริษัททัวร์จะถูกกว่านี้อีก)
บรรยากาศห้องนวดดีมั่กๆ แอร์เย็นฉ่ำ ดนตรีเพราะพริ้ง มีห้องเปลี่ยนเสื้อในตัวด้วย
พนักงานก็นวดดีมาก มือนิ่มสุดๆ อยากหลับไปเลยไม่ต้องตื่น
แต่มีข้อติติงนิดนึงว่า พนักงานบางคนไม่ค่อยยิ้มแย้มและอ่อนหวานเท่าที่ควร
ยิ่งแคชเชียร์หน้าตาอย่างกับเรามาขอเขากินข้าว สงสัยเมื่อคืนสามีไม่ยอมทำการบ้าน..
แต่โดยรวมแล้วโอเคมากๆ รู้สึกอยากกลับไปใช้บริการอีก
ติดใจดนตรีที่เขาเปิดบรรเลงในสปา และเห็นมีขายพอดีก็เลยซื้อมา
ดนตรีเขาเรียบเรียงขึ้นมาเองโดยเฉพาะสำหรับสุโขสปา ราคาร้อยกว่าบาท
ฟังเพราะพริ้งเหง่งหง่างระฆังดิ้นมากๆ ว่าจะไปซื้ออีกแผ่น เพราะเขาทำมาหลายชุด
กลับมาบ้าน เปิดเพลงของสุโขสปาไป เล่นเนทไป สุโขจริงๆๆ
1/16/2007
จีรศักดิ์เป็นคนไม่ธรรมดา เหตุผลจึงไม่ธรรมดา
1. ครูสัมผัสกับเชื้อโรคมากกว่าคนปกติ
เมื่อวานตรวจข้อสอบ คิดได้ว่ากระดาษคำตอบที่จีรศักดิ์จับอยู่
อาจเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกนานาชนิด ลองคิดภาพดูสิตอนที่นักเรียนกำลังทำข้อสอบ
บางคนแคะขี้มูก บางคนเอานิ้วแตะน้ำลายพลิกกระดาษ บางคนเกาหัวรังแคว่อน
ทั้งไอทั้งหวัด พุ่งใส่กระดาษอย่างไม่ปราณี
ทั้งหมดนี้ คนที่จับกระดาษนั้นอย่างพิถีพิถันคนถัดไปคือ "ครู"
2. ครูสัมผัสกับสารพิษมากกว่า
ไม่ว่ากระดานจะเป็นแบบไหน ล้วนแต่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพครู
กระดานดำ ต้องใช้ชอล์คซึ่งเป็นอันตรายต่อทางเดินหายใจ
กระดานไวท์บอร์ด ผสมทินเนอร์ซึ่งเป็นอันตรายต่อสมองและปอด
3. พาหนะคู่ใจของครูมีความเสี่ยงสูงที่จะโดนกรีด
เด็กสมัยนี้ไปว่าเข้าหน่อย เอะอะก็กรีดรถครู เห็นตัวอย่างมาแล้ว
เรื่องน้ำมันเครื่องราดรถครู เหตุเกิดที่นี่เอง ใช่ไหมเอ่ย ชาวมอ.ภูเก็ต
4. ครูขาดความเป็นส่วนตัวในที่สาธารณะ
ดาราอยู่ที่ไหนคนก็รู้จัก ครูไปอยู่ที่ไหน นักเรียนก็เห็น กิริยาวาจาไม่งาม
จึงไม่สามารถแสดงออกมาได้ในที่สาธารณะ ขาดความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง
5. ครูใช้เสื้อผ้าเปลืองกว่าอีกหลายอาชีพ
คิดดู ตอนเราเป็นเด็กนักเรียน มองครูยืนอยู่หน้าชั้นทั้งชั่วโมง
สังเกตอะไรกันบ้าง วันนี้ครูใส่เสื้ออะไร เสื้อเปื้อนตรงไหน
เสื้อใส่ซ้ำแล้วกี่วันในรอบเดือน โอย สารพัดจะสังเกตสังกา
ดังนั้นครูจึงต้องมีเสื้อหลายตัว ใส่ซ้ำกันมากไม่ได้
เมื่อนับได้ห้าข้อแล้ว จีรศักดิ์ลงความเห็นว่า ครูทั้งหลาย
ควรจะได้เงินเดือนสูงกว่านี้ จบปริญญาโทได้หมื่นสี่
ชาตินี้ประเทศไทยก็ยังคงด้อยพัฒนาอยู่ต่อไป ยังไม่พอ นอกจากงานสอน
ยังต้องมีงานวิจัย งานบริการวิชาการแก่บุคคลภายนอก งานแผยแพร่วัฒนธรรม
และงานอื่นจับฉ่ายจิปาถะ เป็นที่ปรึกษาให้กับทุกคนทุกเรื่อง แฟนทิ้ง แมวกัดกัน
ตังค์ไม่พอใช้ โดนแม่ด่า หมาออกลูก สารพัดสารเพก็วิ่งมาหาครู
เขียนสะกดผิดก็เฮ้ยครูหรือแกนี่ ถามเหตุการณ์บ้านเมืองบอกไม่รู้ก็เฮ้ยครูหรือแกนี่
พูดไม่สุภาพก็เฮ้ยครูหรือแกนี่ แต่งตัวไม่เรียบร้อยก็เฮ้ยครูหรือแกนี่
คิดไปคิดมา เฮ้ย ถ้าจีรศักดิ์ไปสอบวัดแววความเป็นครู สงสัยจะสอบตก
ดีนะที่สอนมหาลัยไม่ต้องมีประกาศนียบัตรอาชีพครู ไม่งั๊นชาติหน้าสงสัยถึงจะได้เป็น
เห็นด้วยไหมเอ่ย.........
สุดท้ายนี้ หากไม่มีรูปลงเป็นธรรมเนียมเดี๋ยวจะดูประหลาด
ขอลงรูปจีรศักดิ์กับเสื้อเหลืองที่เพิ่งไปซื้อมา เพราะทนกระแสไม่ไหว เอิ๊กก
แอบถ่ายตัวเองในห้องลองเสื้อ เหอ เหอ
ไม่ชอบแบบที่เขาใส่กันทั่วบ้านทั่วเมืองน่ะ ดูเป็นทางการไป
เนื้อผ้าก็หยาบใส่แล้วคันยุบยิบ แถมสีเหลืองปี๊ดแสบตา ไม่ไหวอ่ะ
เสื้อตัวนี้ยี่ห้อ Bowling ใส่นุ่มสบาย ไม่ร้อน ไม่แพงด้วย
1/13/2007
ตอนที่คุณคมสันทำฉลากสบู่ จีรศักดิ์แนะนำให้ไปก๊อปปี้ลายของเสาที่เซ็นทรัล
วันนั้นก็เลยเดินไปด้วยกัน เธอถ่ายด้วยกล้องมือถือ และไม่กี่วันต่อมา ลายนั้นมันก็ไป
ปรากฎอยู่บนฉลากผลิตภัณฑ์อย่างกิ๊บเก๋ แต่แอบเปลี่ยนสีไป ถ้าไม่สังเกตก็ดูไม่ออก
ว่าไปขโมยลายเขามา แนบเนียนมาก ภาพซ้ายคือภาพเสาที่ห้าง ภาพขวาคือฉลากสบู่เหลว
สังเกตดีดี เหมือนกันมากกกก ไม่ต้องเสียเวลาออกแบบเองเลย ครีเอทมาก
พาลนึกไปถึงว่า ธุรกิจในเมืองไทยหลายๆอย่างเติบโตและอยู่ได้ ด้วยอาศัยต้นทุนต่ำ
(ไม่ได้ว่าแกนะไอ้สัน แค่ฉลากแกเป็นการจุดประกาย) ลองมองไปรอบๆเมืองของเรา
เก้าอี้พลาสติกกับโต๊ะสังกะสีผุผุไม่กี่ตัวก็เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวได้ มีบริษัทออกแบบด้วย
คอมพิวเตอร์กี่บริษัทที่ใช้โปรแกรมถูกกฎหมาย แม้แต่เงินเดือนของพวกเราก็ยังกดกันเอง
แม่บ้านที่มหาลัยได้เงินเดือนแค่สี่ห้าพัน...
แสดงว่าธุรกิจของพวกเราแข่งขันบนเวทีโลก โดยมีความเป็นต่ออยู่ที่ต้นทุนต่ำ
อาจจะไม่ได้เกิดจากความมีประสิทธิภาพและระบบที่ดี แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีอยู่วันหนึ่ง
เกิดสถานการณ์ที่ทำให้เรากดต้นทุนไม่ได้อีกต่อไป เราจะไปแข่งกับใครเขาได้ ?
ฝรั่งมาบ้านเราเพราะของถูก (ยอมรับกันเสียเถิดว่ามันเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักๆ)
แล้วถ้าวันหนึ่งอะไรๆไม่ถูกขึ้นมา
แล้วเราจะทำอย่างไร เราจะเอาอะไรไปดึงเขากลับมา ยิ้มสยามเหรอ ?
เห็นด้วยไหมอ่ะ ทุกท่าน
ก่อนจบวันนี้มีเรื่องเซ็งๆน่าบ่นรับปีใหม่ ดังต่อไปนี้
1. จีรศักดิ์จะไม่มีน้ำใช้ในบางเวลา
ฝ่ายดูแลระบบน้ำประปาแจ้งมาว่าจะทำการปิดน้ำในช่วงเวลาสี่ทุ่มถึงหกโมงเช้า
โดยเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 15 มกราคม เป็นต้นไป แต่เอาเข้าจริง
มันซ้อมปิดน้ำในช่วงดังกล่าวมาได้สองวันแล้ว เวลาปกติก็ใช้ว่าน้ำจะดี
อาบทุกทีแถมมอยส์เจอไรเซอร์ให้เป็นคราบหนืดๆ
ไม่แน่ใจว่าก่อนอาบกับหลังอาบ ตอนไหนตัวสะอาดกว่ากัน
2. จีรศักดิ์จะได้เงินไปเรียนปริญญาเอกที่เกาหลีหนึ่งล้านสี่แสนบาท
ดูเผินๆเหมือนเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่คิดดีดีแล้วสงสัยจะให้ไปขุดหัวไชเท้ากินที่เกาหลี
ไปอยู่โน่นสามปี ให้ตังค์เท่านี้ ค่ากิน ค่าเช่าห้อง ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ รวมหมดแล้วในล้านสี่
นี่เป็นอัตราที่มหาลัยกำหนด เพิ่งรู้ว่ะ ไปเรียนเซี่ยงไฮ้ยังได้สองล้าน คณะกรรมการคงคิดว่า
ข้าวที่เซี่ยงไฮ้ถูกกว่าข้าวเกาหลี เงินเดือนก็โลวคอสต์อยู่แล้ว ยังให้ตังค์ไปเรียนแบบโลวคอสต์อีก
ถ้าไปเรียนจริง หนังสือหนังหาไม่ต้องอ่านแล้ว เพราะต้องเอาเวลาไปขุดหัวไชเท้ามากิน
3. จีรศักดิ์จะต้องใส่เสื้อเหลืองทุกวัน
เพิ่งมีประกาศมาจากมหาลัยให้ปีใหม่นี้พนักงานในมหาลัยต้องใส่เสื้อเหลืองทุกวันจันทร์ถึงศุกร์
จีรศักดิ์คิดว่าตัวเองมีวิธีแสดงออกว่ารักในหลวงที่ดีกว่านี้ นี่ต้องซื้อเสื้อเหลืองใหม่หลายตัว
เพื่อผลัดเปลี่ยนใส่ทุกวัน นโยบายนี้สนองแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไหม ใครตอบที
(พูดมากกว่านี้เดี๋ยวเข้าคุกอ่ะ)
4. ยังไม่พ้นเรื่องเกาหลี โทรทัศน์ Samsung ของจีรศักดิ์ (คนเกาหลีเรียก "ซัมซอง"
คนอเมริกันเรียก "แซมซุง" มันจะเรียกให้เหมือนกันทั้งโลกได้ไหมเนี่ยะ) เข้าเรื่องดีกว่า
โทรทัศน์ของจีรศักดิ์วันนี้อยู่ดีดีเกิดอัศจรรย์ตะวันแก้ว (ไม่ใช่ตะวันแก้วธรรมกายขายพุทธกินนะ)
จอภาพแสดงสีได้แค่สามสี คือสีเขียว ชมพู ม่วง ว่ากันง่ายๆคือมันพังนั่นเอง โฮ
อยู่ดีดีเงินเจ็ดพันปลิวไปแล้ว เพิ่งซื้อมาใช้ได้แค่สองสามปี
เดี๋ยวไปซื้อทีวี LCD จอแบนมาประชดชีวิตซะเลย
เซ็งเป็ด เซ็งเป็ด เซ็งเป็ด
1/3/2007
ต่อจากตอนที่แล้ว เราบุกป่าฝ่าคงไปหาอัญมณีแห่งชีวิต (ไม่ใช่ชื่อหนังสือซีไรท์นะ)
ต้องเดินลุยน้ำข้ามห้วย แถมพื้นก็ลื่นสุดๆ คนทางซ้ายคิ้วดกที่สุดในปฎพีของเรา
โชคร้ายล้มหกคะเมนหัวทิ่มไปหนึ่งครั้งสังเวยเจ้าป่าเจ้าเขา
คุณคมสันก็ทะเร่อทะร่าพอกัน เอาหัวไปจิ้มหนามต้นอะไรก็ไม่รู้
ต้องหาอะไรมาพันหัว ภาวนาขอให้มันเป็นต้นไม้มีพิษ จะได้ทิ้งไว้กลางป่านี้เลย ฮ่า ฮ่า
เหนื่อยๆพวกเราก็หยุดพัก แล้วโพสต์ท่าถ่ายรูปตามประสาคนหน้าตาดี
รูปนี้พยายามให้ดูติสต์แตกที่สุด เหมือนโฆษณาแบบเสื้อบ่
ถึงแล้ว ความลับแห่งพงพีจังหวัดกระบี่ที่เราเพียรพยายามมาให้ถึง
สระมรกตของจริง ไม่ใช่ของเทียมแบบป่าพรุข้างล่าง
น้อยคนนักที่จะมีบุญบารมีมาได้ถึงที่นี่ (เว่อร์ไปแล้วโว้ย)
น้ำใสไหลเย็นแต่ไม่เห็นตัวปลา สีออกเทอร์คอยส์มรกต
งดงามดั่งคำเล่าขาน อเมซซิ่งมากๆ
คนหล่อ ไปหยุดถ่ายที่ไหน มันก็ดูดีทั้งวิวและคน
ของแบบนี้มันช่วยไม่ได้จริงๆ (เฮ้ย เลิกเว่อร์ได้แล้ว)
สะพานไม้เก่าผุจะพังมิพังแหล่ เกือบตกน้ำตายอยู่หลายครั้ง
ค่าเข้าอุทยานคนละ 20 บาทนี่มันจะมาพัฒนาถึงข้างบนนี้ไหมหนอ
หลุดออกจากป่า ท้องไส้ก็เรียกร้อง พวกเราจึงบึ่งไปหาอะไรกินกันที่ริมน้ำ
ในตัวเมืองกระบี่ จีรศักดิ์เคยมาค้างคืนที่นี่เมื่อตอนปีใหม่ 7 ปีที่แล้ว
(ด้วยเหตุผลกลใดไม่บอก) ตอนนี้เมืองกระบี่ก็ยังไม่เปลี่ยนไปมากเท่าไหร่
วันนี้ได้มาเยือนอีกครั้งเหมือนฝัน
ได้มาทักทายเขาขนาบน้ำอีกครั้ง (เห็นลิบๆอยู่ด้านหลัง) ดีใจหลาย
บรรยากาศริมน้ำแบบนี้ อาหารไม่แพงแบบนี้ หาไม่ได้ในภูเก็ตเด็ดขาด
และแล้ว ไฮไลต์วันปีใหม่ของจีรศักดิ์ก็หมดลงเพียงเท่านี้
เชื่อแล้วว่าการได้ออกไปที่ไหนสักที่สามารถบรรเทาโรคหัวใจ (ขาดรัก) ได้จริงๆ
แต่ยังแอบน้ำตาซึมในรถตอนขากลับ เพราะซีดีที่ขนมาฟังในรถมัน
มีแต่เพลงอกหัก ตอนเลือกไม่ดูตาม้าตาเรือ เลยจิตตกไปนิดนึง
ไม่ป็นไร ปีใหม่แล้ว เรามาคิดดี ทำดี สิ่งดีดี ก็จะเข้ามาหาเองเนอะ
โชคดีปีใหม่ทุกท่าน บาย..
1/2/2007
ขณะที่คนกรุงเทพฯอดเฉลิมฉลองปีใหม่ เพราะระเบิด
ของไอ้พวกสัตว์นรกที่อาศัยแผ่นดินไทยเกิด
จีรศักดิ์ตัดสินใจไปหาดป่าตองกับเพื่อน รอเวลาเที่ยงคืน
เพื่อดูพลุและโคมลอยสุดอลังการ ให้ลืมเรื่องแย่ๆของปีก่อน
หาดป่าตองในช่วงของการเฉลิมฉลองคนเยอะมาก
ผู้คนมารวมตัวกันริมหาดเพื่อมาดูพลุโดยเฉพาะ
เริ่มต้นปีใหม่ด้วยความยิ่งใหญ่สุดบรรยาย มีการจุดพลุและปล่อยโคมลอยอยู่เป็นระยะ
ทั้งๆที่ยังไม่ถึงเที่ยงคืน เสียดายตอนเที่ยงคืนพอดีแบตเตอรี่กล้องหมด
ก็เลยอดถ่ายมาให้ดูว่าในนาทีนั้นพลุสารพัดสีระเบิดเต็มฟ้าขนาดไหน
เกิดมาก็เพิ่งเห็นพลุใหญ่ขนาดนี้ เพราะตัวจุดพลุอยู่ข้างหน้าไม่เกิน 10 เมตรเอง
เช้าวันที่ 1 มกราคม แผนการนอนกลิ้งรับปีใหม่ก็พังทลาย เมื่อคุณคมสันเจ้าเก่า
ชวนไปเที่ยวกระบี่แบบไปเช้าเย็นกลับ ด้วยกลัวว่าจีรศักดิ์จะเป็นโรคซึมเศร้ารับปีใหม่
ไปกระบี่ครั้งนี้ขับรถกันไป มีนักเรียนไปด้วยอีก 2 คน เป็นนักเรียนต่างชาติชาวจีนคนนึง
ทริปนี้ไม่ไปทะเล เพราะภูเก็ตก็มีทะเลอยู่แล้ว
ทริปนี้จึงเป็นการไปแหล่งท่องเที่ยว unseen ที่เพิ่งเปิดตัวมาไม่นานของกระบี่
เปลี่ยนชื่อเถอะ คำว่า unseen น่ะ ตอนนี้ชาวบ้านชาวช่องรู้กันหมดแล้ว
แถมแห่กันไปมืดฟ้ามัวดิน ไม่เชื่อดูรูปข้างล่าง
แหล่งท่องเที่ยวแห่งแรกที่เราไปเยือนคือ "น้ำตกร้อน" คือมันเป็น
สายน้ำที่ไหลผ่านรอยแตกของความร้อนใต้โลก น้ำธรรมดาก็เลยกลายเป็น
น้ำร้อนไปโดยปริยาย จริงๆก็ไม่ถึงกับร้อน แต่มันอุ่นกำลังดีเลย
หวังจะได้แช่อย่างสงบ ที่ไหนได้ ผู้คนทั่วทุกสารทิศแห่กันมามหาศาล
เซ็งชีวิต แต่ช่วยไม่ได้ วันนี้วันปีใหม่นี่นา
ถัดจากนั้นตอนบ่าย เราไปเที่ยวสระมรกต การจะไปให้ถึงนั้น
ต้องเดินเข้าป่าไปเป็นกิโลเลย เขาทำเป็นทางให้เดินศึกษาธรรมชาติ
เห็นพื้นดำๆด่างๆ เข้าใจว่ามันเป็นเพราะแร่ธาตุน่ะ ตอนแรกนึกว่าไฟใหม้ป่า
ถึงแล้ว สระมรกต เคยเห็นในรูปมันใสมรกตกว่านี้ แต่นี่ชาวบ้านล้านแปดมารุมกันเล่นน้ำ
จนมันขุ่นไปหมด ไม่เป็นไร เรายังมีอันซีนที่อลังการกว่านั้นอีก ซึ่งน้อยคนจะได้ไปถึง
เพราะต้องเดินบุกป่าฝ่าดงขึ้นไปทางต้นน้ำอีกไกลมาก
รูปนี้ขโมยมาจากเวปอื่น นี่แหละถ้าน้ำสงบๆ มันจะสีมรกตแบบนี้
รูปขโมยมาจากเวปนี้นะ http://www.somdiary.com/_tps-14/marticle.php?id=58248
เราบุกป่าฝ่าดงกันต่อไป บางช่วงน่ากลัวมาก ต้องเดินทวนน้ำขึ้นไป
พื้นก็ลื่นสุดๆเพราะในน้ำมีแร่อะไรก็ไม่รู้จับตัวเป็นตะกรันที่พื้นน้ำ
ในรูปเผยให้เห็นคณะเพื่อนร่วมทริปนี้ (หน้าตาดูไม่น่าจะเข้ากันเลย มิน่า คนมองกันจัง)
ป่าบางช่วงทึบมาก กลัวงูสุดๆ ถ้ามาแบบอนาคอนด้าจะรีบเจรจากับมันให้กินเพื่อนก่อน ฮ่า ฮ๋า
ชีวิตของคณะเราจะเป็นอย่างไรกันต่อไป ใครจะโดนงูกินหรือไม่
แล้วที่ที่เราอุตส่าบุกป่าฝ่าดงเพื่อที่จะไปให้ถึงมันคืออะไร โปรดติดตามตอนต่อไป