1/31/2009
จีรศักดิ์ชอบนั่งรถไฟใต้ดินมากกว่ารถเมล์ แม้บรรดารถเมล์หลายสายจะมาจอดรอ
ง้อจีรศักดิ์ถึงในมหาลัย แต่ขอโทษเถอะ รถเมล์ทุกสายขับอย่างกับพายุบุแคม
(ไม่ลามกนะจ๊ะ มันเป็นสำนวนไทย) จากคนแทบจะไม่เคยเมารถ
ก็กลายเป็นคนที่นั่งรถแล้วมักจะมีอาการเวียนหัวจนแทบอ้วก
รถไฟฟ้าใต้ดินจึงเป็นพาหนะหลักของจีรศักดิ์ไปอย่างช่วยไม่ได้
จากการนั่งรถไฟใต้ดินบ่อยๆ ทำให้จีรศักดิ์ได้สังเกตเห็นว่า
รถไฟฟ้าใต้ดินในเกาหลี สามารถแปลงร่างตัวเองกลายเป็นสถานที่เหล่านี้ได้…
โลกแห่งความศักดิ์สิทธิ์
ชายในชุดสูท จะพาคุณไปสู่ความจริงแท้ ด้วยการป่าวประกาศความลับ
ในการติดต่อกับพระเจ้า และชี้แนะการรับสาส์นจากพระองค์ผู้จะทรงรับบาปแทนมนุษย์ทั้งปวง
(ดีดี จีรศักดิ์บาปเยอะ ช่วยเอาไปหน่อย)
สถานสงเคราะห์
ไม่ว่าคุณจะมีชีวิตที่ทุกข์ลำเค็ญขนาดไหน ก็จะมีคนเป็นสิบๆพร้อมเปิดใจรับฟังคุณ
โดยไม่เดินหนี (จริงๆกรูลงไปไหนไม่ได้โว้ย.. มันอยู่ในรถไฟอ่ะ)
และพร้อมจะให้เงินเล็กๆน้อยๆเป็นรางวัลสำหรับการเล่าเรื่องราวชีวิตลำเค็ญ
เล่าเก่งมากยิ่งได้มาก เทคนิคอีกประการคือ
การแจกกระดาษที่บรรยายชีวิตลำเค็ญให้อ่าน สักครู่ก็จะมาเดินเก็บคืน น่าแปลกที่
ถึงแม้คนส่วนใหญ่ไม่อ่าน แต่ก็ไม่ทิ้งลงพื้น รอคนมารับเอาคืนอย่างแสนเชื่อง
ชอปปิ้งสตรีท
ไม่ว่าปากกา หมากฝรั่ง ร่ม หรืออะไรก็ได้ที่คุณอยากขาย ตะโกนเลยให้สุดเสียง
ป้ายโฆษณาในรถไฟใต้ดินก็ยังไม่อาจมีอิทธิพลต่อผู้ซื้อเท่าเสียงจริงของจริง
จับได้ ต้องได้ อับดุล.. อับดุล.. ปาหี่แบบไหนเอาให้เต็มที่เล้ย
วันนี้เจอเทคนิคการขายแบบไหม่ บรรยายสรรพคุณเสร็จ
ก็เอามาไล่แจกวางที่มือเลย ถ้าไม่เอาเดี๋ยวมาเก็บคืน สุดยอดจริงๆ
ชอบปิ้งแนวใหม่ นั่งเฉยๆก็ซื้อของได้ สะดวกกว่าซื้อทางเนทอีก..
เห็นปกติคนเกาหลีเป็นคนอารมณ์ร้อน แต่น่าแปลกมากที่ทุกคนตั้งใจฟังบุคคลข้างบน
อย่างสงบเสงี่ยม ไม่มีการโวยวาย ตะโกนไล่ หรือก่นด่า มันเป็นไปได้อย่างไรนี่…
อ่านแล้วอาจจะนึกว่าจีรศักดิ์เป็นคนไม่มีหัวใจ ไม่เห็นใจคนอื่น
แต่เคยเห็นข่าวที่เค้าไปสัมภาษณ์แม่ค้าที่แอบใส่สารแปลกปลอมในอาหารไหม
ใครๆก็อ้างว่าต้องทำมาหากิน ไม่ทำก็ขายได้ลำบาก
คำว่าต้องทำมาหากิน หมายถึงการทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องมีกติกาหรือไม่
เห็นแม่ค้าแถวอนุสาวรีย์ชัยไหม ตั้งร้านขายกันจนคนต้องต้องลงมาเดินบนถนน..
นอกเรื่องอีกแระ เข้าเรื่องดีกว่า.. บางครั้งรถไฟใต้ดินก็กลายเป็นเครื่องแก้เซ็งของจีรศักดิ์
โดยการเป็นพาหนะพาจีรศักดิ์ไปเพลิดเพลินกับทิวทัศน์แม่น้ำ
คือรถไฟใต้ดินในปูซานถ้าออกนอกเมืองมันก็จะวิ่งขึ้นบก เอ้ย ไม่ไช่ วิ่งลอยฟ้าสิ
ยิ่งตอนข้ามสะพานจะสวยมาก แกล้งนั่งเลยป้ายไปทางสะพานบ่อยๆ
เพราะจีรศักดิ์เป็นคนชอบน้ำ (แต่ไม่ได้ชอบอ่างน้ำนะจ๊ะ อย่าเข้าใจผิด)
พอเลยสะพานไปก็จะมีแต่ทุ่งนา เป็นธรรมชาติมากๆเลย ไม่น่าเชื่อว่าเกาหลี
จะสร้างทางล่วงหน้าไปก่อนความเจริญ กลางทุ่งนาก็ยังไปจอด ของไทยเหรอ เหอๆ
1/28/2009
ชีวิตในโซลอยู่นานๆก็อึดอัด เพราะอะไรก็แคบ และต้องเบียดเสียด
จริงๆไปอีกหลายที่ แต่ขี้เกียจเล่า เพราะส่วนใหญ่เป็นแหล่งช๊อปปิ้ง
ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหวือหวา ไว้วันหลังไปอีกจะเล่าให้ฟัง
รถไฟใต้ดินในโซลมีหลายสายมาก จะไปไหนทีต้องนั่งสำรวจพักใหญ่
ว่าจะต้องต่อรถยังไง ที่สถานีไหน แล้วจีรศักดิ์ก็ชอบเบ๊อะบ๊ะไปยืนผิดชานชาลาประจำ
ตามแผนต้องอยู่โซลอีกสองวัน แต่การเดินเยอะมากในวันก่อนๆ
ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบทุกวัน ทำให้จีรศักดิ์ขาแตก เป็นรอยแยก
อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน เจ็บด้วย ต้องเดินเขย่งๆ
เลยตัดสินใจกลับดีกว่า ไปถึงสถานีรถไฟเพื่อซื้อตั๋วกลับ
ปรากฎว่าเจ๊คนขายบอกว่าตั๋วเต็มทุกเที่ยวทั้งวันนี้และวันถัดไป
ฉิป๊ะ !! (คำหยาบเกาหลีจ๊ะ เด็กๆห้ามพูด) นี่ชั้นมาทำอะไรช่วงปีใหม่พอดี
โง่จริงๆ วันหลังถ้าเป็นช่วงปีใหม่ จีรศักดิ์จะจำศีลอยู่ที่ห้อง พร้อมกับมาม่าหนึ่งลัง
แต่เดี๋ยวก่อน เจ๊คนขายให้แสงสว่างกับจีรศักดิ์ “ถ้าเป็น… ซ่อก ซ่อก ละมีนะคะ
จะเอาเที่ยวไหน เลือกได้เลย” อ้าวเจ๊ ไหนเมื่อกี๊บอกไม่มี
ตั๋วอะไร ซ่อกๆ (คือมันฟังไม่ออกน่ะ) เอาทั้งนั้น ในที่สุด จีรศักดิ์ก็ได้ตั๋วมา
แต่นึกเอะใจ ทำไมตั๋วราคาถูกกว่าขามา พออ่านดูบนตั๋ว
เฮ้ย ไอ้อะไรซ่อกๆ นี่มันคือตั๋วอิบซ่อก (立席) แปลได้ว่าตั๋วยืนจ๊ะ
กรี๊ดดด จะให้จีรศักดิ์ยืน5ชั่วโมงกลับปูซานใช่ไหม เท้าก็เจ็บอยู่ด้วย อร๊ากกกกส์ส์
แต่ไฉนเลย ผู้มีบุญญาธิการอย่างจีรศักดิ์จะได้ยืน ตอนขึ้นรถไฟตาเหลือบไปเห็น
ป้ายโบกี้คาเฟ่ เฮ้ย รถไฟชั้นต่ำเกาหลีขบวน Mugunghwa
มีตู้คาเฟ่ด้วยเว้ย.. พอเหยียบเข้าไป โอ แม่เจ้า นี่มันสรวงสวรรค์นี่นา
มีมุมนั่งกินกาแฟ ซุ้มขายอาหารเครื่องดื่ม ตู้เกมส์ ห้องคาราโอเกะ
และมุมอินเตอร์เนตความเร็วสูง เกาหลีจงเจริญ !! เห็นแล้วนึกอนาถใจรถไฟไทยจริงๆ
จีรศักดิ์ยึดมุมอินเตอร์เนต เผอิญมีคอมมันเสียตัวนึง เลยได้นั่งที่มุมอินเตอร์เนต
ริมหน้าต่างกว้างบานใหญ่เป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว อลังการจริงๆท่าน
ยังมีคนที่ได้ตั๋วยืนมากมายยืนอัดกันในโบกี้อื่นอย่างกับหมูรอส่งโรงเชือด ฮ่าๆๆๆ
โชคดีจริงๆเรา
ซื้อโดเรม่อนเวอร์ชั่นเกาหลีกลับมาด้วย (ที่ปูซานมันไม่มีขายอ่ะ)
เป็นวิธีเรียนภาษาเกาหลีที่สุดแสนจะเพลิดเพลิน ไม่เข้าใจก็สะกิดรูมเมทเกาหลี
แต่มันบ้าเล่นเกมส์จัด แล้วก็ใช่ว่ามันจะตอบได้ทุกอย่างนะน่ะ ขนาดภาษาไทยเราเอง
คำว่า “เป็น” กับ “คือ” ต่างกันยังไง ยังหาคนไทยอธิบายได้ไม่ค่อยมีเลย กร๊ากกก
กลับมาจากโซลคราวนี้ ทำให้จีรศักดิ์ได้เรียนรู้ว่า
1. การเที่ยวแบกเป้ ไม่เหมาะกับคนอายุสามสิบอัพ
2. การพักจิมจิลบังเกินสามวัน จะทำให้รู้สึกอึดอัด และไม่มีที่ไว้ของตอนกลางวัน
3. ไม่ควรไปไหนช่วงปีใหม่เกาหลี (ตรุษจีนนั่นแหละ) อะไรก็ปิด แถมหาตั๋วรถไฟยากด้วย
4. ฤดูหนาวเดินเหนื่อยง่ายกว่า เพราะต้องแบกเสื้อหนาว ผ้าพันคอ และโลชั่นไปด้วย
5. หิมะเริ่มละลาย พอโดนคนเหยียบ มันจะอัดตัวกัน ทำให้เหยียบแล้วลื่นง่ายกว่าน้ำมันอีก
โซลจ๋า ปิดเทอมฤดูร้อนอีกห้าเดือนข้างหน้า เจอกันใหม่…..
1/27/2009

บ่ายแก่ๆจีรศักดิ์ก็มาถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลี (National Museum of Korea)
เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อสามสี่ปีที่แล้ว เห็นอาคารครั้งแรก วู๊ว แม่เจ้าโวย
ประเทศเล็กเท่าหางอึ่งอย่างเกาหลีทำไมมีพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ขนาดนี้ได้
(ภาพถ่ายตอนกลางคืนขากลับน่ะ) ที่เห็นในรูปนั้นเป็นแค่ส่วนของทางเข้านะ
(แต่ก็ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลกอยู่ดี)
ข้างในหรูฟู่ฟ่า มีศิลปะวัตถุมากมาย แต่เมื่อเทียบกับขนาดอาคารแล้วดูเหมือนว่ามีของโชว์
ไม่มากเท่าไหร่ ต้องแบบไทยนี่..ของล้ำค่ามากมายกว่า แต่วางโชว์แบบถูกๆลุ๊คชี๊พ
ยัดใส่ตู้กระจกอย่างกับตู้ขายของในโรงอาหาร ของเกาหลีนี่ถ้าชิ้นไหนสำคัญ
จะมีห้องโชว์แยกต่างหากเลย และจัดแสดงได้ขลังอลังการมาก
ว่ากันตรงๆโบราณวัตถุของเกาหลีบางชิ้นก็งั๊นๆแหละ เผลอๆถ้วยโถแบบนี้อาม่าเราก็มี
กร๊ากๆ แต่เค้าจัดดิสเพลย์ได้เว่อร์ม๊ากมากๆๆๆๆๆ
ศิลปะโบราณวัตถุล้ำค่ามาสเตอร์พีซอันดับหนึ่งของเกาหลี พระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตย
อยู่ในห้องมืดฉายไฟส้มๆให้ดูขลังมีดนตรีประกอบ แม่เจ้า ดูแล้วอินจริงๆ
ชิ้นนี้เค้าห้ามถ่ายรูป แต่จีรศักดิ์ก็อุตส่าห์ถ่ายแชะๆมาซะหลายรูป (ไม่มีใครเห็นนี่หว่า)
ทำเป็นวอลเปเปอร์คอมสวยอย่างแรง
แต่ที่น่ารักที่สุดในพิพิธภัณฑ์คือตุ๊กตาโบราณในหลุมศพสมัยแรกๆของเกาหลี
ตุ๊กตาเหล่านี้แสดงให้เห็นชีวิตของมนุษย์ที่ไม่พ้นเรื่องเซ็กส์ เกิด และตาย
โดยเฉพาะเรื่องของความตายซึ่งมนุษย์เราปัจจุบันปฏิเสธและหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมัน
นักคิดบางคนกล่าวไว้ว่า “เราอยู่ในสังคมที่ปฎิเสธการตาย”
เรามักหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมัน หรือเตรียมรับมือกับมัน
พอมันเข้ามากระทันหัน เราก็ทำอะไรไม่ถูก… ในรูปคงไม่ต้องบอกว่าเค้าจะสื่อถึงอะไรนะจ๊ะ
มีห้องนิทรรศการอักษรเกาหลีด้วย
คนเกาหลีภูมิใจในอักษรของตัวเองอย่างมากถึงมากที่สุด
จีรศักดิ์เคยอ่านเจอจากหนังสือหลายเล่มว่าดีอย่างนั้นเลิศอย่างนี้
แต่ขอโทษเถอะส่วนใหญ่ฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่
แต่พอมาพิพิธภันฑ์ก็เริ่มยอมรับถึงข้อดีมากขึ้น เอาที่จีรศักดิ์เห็นด้วยที่สุดก็คือ
ความง่ายในการเขียนและความเร็วในการพิมพ์ (เหตุผลในเชิงเศรษฐศาสตร์)
อักษรเกาหลีประกอบไปด้วยตัวพื้นๆแต่สามตัวท่านั้น คือ เส้นตรง จุด และวงกลม
แต่เอามาต่อกันจนเกิดอักษรใหม่ และเป็นตัวที่ซับซ้อนขึ้น เหมือนตัวต่อเลโก้น่ะ
ทำให้เรียนเขียนได้ไม่ยาก และพิมพ์บนแป้นพิมพ์ได้ไวมาก
อย่างที่บอกไปแล้วว่า
จีรศักดิ์เรียนรู้วิธีพิมพ์ภาษาเกาหลีในคีย์บอร์ดของมือถือได้ในระยะเวลาแค่นาทีเดียวเท่านั้น
พอพิมพ์ได้แล้วก็สามารถพิมพ์ประโยคนึงได้ในเวลาสั้นมากๆ
เผลอๆน่าจะสั้นที่สุดในโลกด้วย
ภาษาไทยเหรอ กว่าจะคัดจนเป็น กว่าจะสะกดให้ถูก กว่าจะพิมพ์ภาษาไทยในมือถือ
เสร็จหนึ่งประโยค… โอย จะตามชาวบ้านเขาทันไหม
ข้อดีอีกประการของอักษรเกาหลีที่จีรศักดิ์เห็นด้วยก็คือ
ถึงแม้ภาษาเกาหลีจะมีพยัญชนะ สระ และตัวสะกดเหมือนภาษาไทย
แถมยังวางสระไว้ด้านข้างบ้าง ข้างล่างบ้างเหมือนภาษาไทย
แต่ก็ไม่ยื่นหน้ายื่นหลัง แทงขึ้นแทงลงเหมือนภาษาไทย
ทำให้ดูสวยไม่รกรุงรัง วางเลย์เอาท์แล้วสวยกว่า
เป็นเพราะอะไรน่ะหรือ เพราะว่าอักษรเกาหลี ถ้ามีสระมาประกอบ
ตัวพยัญชนะเองจะยืดหดได้หลายขนาด
ถ้าดูรูปข้างบนคงจะเข้าใจ
การเขียนจึงประหยัดบรรทัดกว่าภาษาไทยซึ่งต้องเว้นช่องไว้ตลอดบรรทัด
เผื่อจะต้องเขียนสระบน หรือสระล่าง ดังนั้นภาษาไทยจึงเป็นภาษาที่
ไม่ประหยัดกระดาษเอาซะเลย และดูรุงรังด้วย
(เคยอ่านความเห็นของพวกนักดีไซน์เค้าก็บอกว่าภาษาไทย
จัดวางทำลูกเล่นลำบากแล้ว แถมเขียนในแนวดิ่งไม่ได้ด้วย)
ใครเห็นด้วยบ้างเอ่ย....
วันถัดมา จีรศักดิ์ไปเดินเล่นเรื่อยเปื่อย ตรอกซอกซอยก็ลองเดินเข้าไปดู
แต่นี่เป็นช่วงปีใหม่ ร้านรวงจึงปิดมากกว่าครึ่ง (กรี๊ดด..จีรศักดิ์มาโซลทำไมนี่)
อย่างไรก็ดี การเดินสำรวจในตัวเมืองอย่างหนักทำให้จีรศักดิ์ได้ค้นพบว่า
เราสามารถเที่ยวสถานที่สำคัญในใจกลางเมืองโซลเกือบทั้งหมด
โดยไม่ต้องพึ่งรถไฟใต้ดินเลย อย่างไรก็ดี การเดินมากไปได้ส่งผลกระทบ
ต่อทริปบุกเดี่ยวของจีรศักดิ์ในที่สุด ไว้ตอนต่อไปจะเฉลยนะจ๊ะ
เดินเรื่อยเปื่อยมาจนถึงแถวหน้าวังเคียงบ๊กกุงอันแสนจะอลังการ ตอนแรกว่าจะไม่เข้า
เพราะเข้าไปสองครั้งแล้ว แต่เผอิญหิมะตกพอดี ก็เลยเดินเข้าไปดูบรรยากาศในวัง
ช่วงหิมะตกว่าจะสวยหรือไม่ ติดตามชมตอนต่อไปนะจ๊ะ