11/26/2006
วันนี้ขอเสนอภาพสดๆขณะมันกำลังปฏิบัติการพิฆาต
จีรศักดิ์เข้าใจผิด คิดว่ามันงับช้า
เพราะเคยลองเอานิ้วไปแหย่มันเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มันงับช้ามาก
แต่วันนี้ลองใหม่ มันงับเร็วเป็นจรวด สงสัยจะโตเป็นหนุ่มแล้ว
ดีที่ชักนิ้วกลับมาทัน

ภาพเคลื่อนไหวอาจจะโหลดนานหน่อยนะ
(หากภาพไม่ขึ้น ให้คลิกขวาแล้วเลือก show picture)
จีรศักดิ์เอาหลอดไปแหย่แกล้งมัน
ต้องแหย่ให้โดนเส้นประสาทเล็กๆในกาบของมันด้วยทั้งสามเส้น
งับเร็วมากเลยอ่ะ น่ากลัววววววว
แต่ได้ข่าวว่าไปแกล้งมันบ่อยไม่ได้
เพราะมันจะเสียพลังงานไปมากกับปฏิบัติการอันโหดร้ายนี้
จีรศักดิ์เองก็เสียพลังงานไปมาก กว่าจะเอารูปแบบจะจะ
มาให้ทุกท่านได้ชม
11/25/2006
ในที่สุด ต้นกาบหายแครงขอจีรศักดิ์ก็มีอาหารตกถึงท้อง
โดยที่จีรศักดิ์ไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่รู้มีแมลงหน้าโง่ที่ไหน
มาเกาะที่กาบเลยโดนมันงาบซะ ต้องบอกว่าแมลงมันโง่มาก
เพราะไอ้ต้นกาบของจีรศักดิ์มันงับช้าสุดๆอย่างที่ว่าไปแล้ว
แต่อาจจะหนีไม่ทันจริงๆ เพราะหนามมันยาวมาก
และกาบอันนี้ก็กำลังแตกเนื้อหนุ่ม
ตอนนี้มันหุบฝาแน่นมาก จนกาบอีกด้านยุบตัวไปเลย คงกำลังย่อยอยู่
จากในรูปสังเกตุดูจะเห็นสีดำๆที่กาบ นั่นคือตัวแมลงที่กำลังโดนย่อยนั่นเอง
รู้จักหากินเองได้แบบนี้ก็หมดห่วงแล้ว โตเร็วๆนะไอ้หนู
11/24/2006
ตั้งใจมานานตั้งแต่เด็กว่าต้องมีมันให้ได้ เพราะเคยเห็นในนิตยสารเล่มหนึ่งตอนเด็กๆ
เสน่ห์ของมันอยู่ที่ความเป็นเพชฌฆาต มันเร้าใจตรงที่มันสามารถงับแมลงด้วยการใช้
ฝาหอยของมัน งับแมลง พั่บ และย่อยสลายเป็นอาหารอันโอชะ
ใช่แล้ว มันคือพืชกินแมลงชื่อดังก้องปฏพี ชื่อไทยของมันคือ ต้นกาบหอยแครง
จีรศักดิ์หามันมาชั่วชีวิต จนในที่สุดรู้แหล่งซื้อจนได้ แต่ก็ต้องดั้นด้นพจญภัยพอดู
กว่าจะได้มันมาครอบครอง ต้องนั่งรถเมล์ไปถึงสะพานขาว ต่อมอเตอร์ไซค์เข้าซอย
ไปอีกลึกมาก ดีที่มอเตอไซค์รับจ้างตุ๊ดซี่คนนั้นไม่คิดร้ายกับจีรศักดิ์
ตอนที่กำลังหาที่ตั้งของฟาร์มไม้นี้กันอยู่ มอร์เตอร์ไซค์รับจ้างคันที่จีรศักดิ์ซ้อน
หันไปถามเพื่อนร่วมอาชีพที่จอดรอลูกค้าอยู่ว่า..
"พ่อหนุ่มหล่อ รู้จักฟาร์มนีโอไหมจ๊ะ"
โห ตอนต่อรองราคาก่อนขึ้นมอเตอร์ไซค์ล่ะเสียงแมนมาก ทำไมตอนนี้เป็นแบบนี้
มิน่า ใจดีมากเลย วนหาฟาร์มตั้งนานก็ไม่คิดราคาเพิ่ม อิ อิ
อย่างไรก็ดี ตอนนี้จีรศักดิ์ก็พามันมาอยู่ภูเก็ตเป็นที่เรียบร้อย
แถมโตวันโตคืน กินน้ำจุ ชอบแดดเยอะ
จีรศักดิ์เคยแกล้งมันโดยเอาไม้ไปแหย่ แต่กว่ามันจะงับ
ก็ใช้เวลาพอตัว แถมงับช้าๆแบบสโลวโมวชั่นขี้คร้านสุดฤทธิ์
เหมือนรู้ตัวว่ากำลังโดนแกล้ง ไม่ใช่แมลงจริงๆ
ไม่แน่ มันอาจจะวิวัฒนาการถึงขั้นรู้ว่าเป็นแมลงจริงๆหรือเปล่าไปแล้วก็ได้
หรือไม่ก็มันยังเด็กไร้เดียงสาอยู่
คาดว่ากาบแต่ละอันยังบริสุทธิ์อยู่ ยังมิเคยลิ้มลองของจริง
(หมายถึงรสชาติแมลงจริงๆน่ะ) ว่างๆว่าจะเอาแมลงตายแล้ว
ไปแหย่ให้เป็นอาหารเสริม
สถานการณ์ล่าสุดของต้นเมเปิ้ลที่จัรศักดิ์แอบขุดมาจากเกาหลี
ตอนนี้มันม่องเท่งตายสนิท มันคงทนอากาศร้อนไม่ได้
มันคงคิดในใจว่า ร้อนอย่างนี้กรูลาโลกดีกว่า
ในที่สุดจีรศักดิ์ก็ได้ประสบการณ์ชีวิตว่า
ต้นไม้เมืองหนาว เอามาปลูกในเมืองไทยไม่ได้จริงๆ โฮ โฮ
11/12/2006
(จริงๆ part นี้เขียนไปแล้ว แต่เกิดความผิดพลาดทางเทคนิค
มันหายไปเฉยๆอย่างงั๊น จึงต้องเขียนใหม่อีกครั้ง)
เจ้าหน้าที่ของมหาลัยพาเราไปอำลาปูซานในค่ำคืนสุดท้ายบนยอดเขา
ที่สามารถเห็นเมืองปูซานได้ทั้งเมืองแบบ 360 องศา
ลมหนาวบวกกับทิวทัศน์แสนโรแมนติก บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้จริงๆ
ได้ข่าวว่าจุดนี้ถูกใช้เป็นที่ให้สัญญาณเตือนว่าเครื่องบินรบของญี่ปุ่นจะมาโจมตีเมือง
ในสมัยก่อนโน้น เพราะบริเวณนี้สูงมาก
เกาหลีสมัยก่อนถูกญี่ปุ่นรุกรานและตกเป็นเมืองขึ้นของเกาหลีหลายสิบปี
คนเกาหลีหลายคนเลยเกลียดคนญี่ปุ่นเข้าไส้
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนักท่องเที่ยวหลักของเมืองปูซานคือชาวญี่ปุ่น
พ่อค้าเกาหลีบางคนพูดญี่ปุ่นเก่งจนจีรศักดิ์อายอยากจะเอาหน้าไปซุกไหกิมจิ
รถไฟหัวกระสุนเวอร์ชั่นเกาหลีวิ่งมาเทียบชานชาลาแต่เช้าตรู่
เพื่อนำพวกเราไปยังกรุงโซล นครหลวงของเกาหลีเพื่อไปเที่ยวที่นั่นในตอนกลางวัน
และบินกลับเมืองไทยคืนนั้นเลย
รถไฟวิ่งเร็วใช้ได้ ความเร็วสูงสุดได้ 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
เกือบเท่าชินกันเซนของญี่ปุ่นเลย
ถึงแล้ว กรุงโซล พยายามถ่ายให้ติดคุณป้าเกาหลี
ที่เกาหลีมองไปทางไหนมีแต่คุณป้าเยอะมาก ไม่รู้ทำไม
คุณป้าที่นี่ทำทุกอาชีพจริงๆ แม้แต่เรียกแขกเข้าบาร์
จีรศักดิ์เดินผ่านบาร์ทีไรถูกคุณป้าเรียกเปี๊ยวป๊าวทุกที
สยองมาก นึกว่ามาตามให้กลับบ้าน อีกหน่อยคงมี
คุณป้าโคโยตี้ รับรองได้
ออกจากสถานีเรารีบตรงดิ่งไปพระราชวังเคียงบกกุง
ราวกับกลัวว่ามันจะเดินหนี พอถึงวังเขากลับห้ามเข้าประตูหน้า
ต้องไปเข้าประตูข้าง เนื่องจากมีงานพิธีศพของพ่อใครก็ไม่รู้
ใบไม้ที่นี่เปลี่ยนสีออกเหลืองแดงมากกว่าแถวปูซาน
เพราะอากาศเย็นกว่า
เอารูปด้านหลังวังมาเพื่อเรียกน้ำย่อย
วังจะสวยต้องมีธรรมชาติงดงามรายรอบด้วย
แปลกที่หน้าวังเป็นเมืองใหญ่ ตึกรามมากมาย แต่พอเดินมาหลังวังกลับเป็นเนินเขา
เป็นป่าย่อมๆสดชื่นมาก
โปรดติดตามตอนต่อไป
11/9/2006
สถานที่ๆไปเยือนเป็นที่สุดท้ายก่อนจะกลับเมืองไทยคือพระราชวังเคียงบกกุง
น่าจะเป็นวังที่มีพื้นที่ใหญ่โตที่สุดในเกาหลีแล้วหละ ภายในมีตำหนักน้อยใหญ่
หลายตำหนัก แต่ก็มีที่ปิดปรับปรุงอีกเยอะเลย นี่ขนาดถูกญี่ปุ่นทำลาย
ไปเยอะแล้ว ยังใหญ่โตขนาดนี้
ตำหนักนี้อยู่บนแบงค์ของเกาหลีด้วย มองจากอีกด้าน
จะเห็นฉากหลังเป็นภูเขาทรงพีระมิด สวยมั่กๆ
สระน้ำนี้เกิดจากน้ำที่ผุดจากใต้ดิน ถือว่าวังนี้มีทำเลดีจริงๆ
มีน้ำใช้ตลอด ไม่ต้องดึงน้ำจากที่อื่นมาใช้
นี่คืออาคารท้องพระโรง ใหญ่โตอลังการ แต่เฟอร์นิเจอร์ข้างในดูถูกๆ
อย่างกับฉากประกอบเวลาเล่นงิ๊ว ฮ่า ฮ่า สงสัยของจริงถูกเผาไปหมดแล้ว
ตำหนักส่วนใหญ่ก็ถูกปิดตายห้ามเข้า สงสัยข้างในจะไม่มีอะไร
จีรศักดิ์สันนิษฐาน (ฮือ ฮือ เอาตังค์ค่าเข้าชมของกรูคืนมา)
ทหารยามเผ้าพระราชวัง เครื่องแต่งตัวสวยดี แต่ดูรุ่มร่ามนิดหน่อย
รู้แล้วทำไมวังเกาหลีโดนญี่ปุ่นทำลายเอาง่ายๆ เอาเท้าเหยียบชายกางเกงก็ล้มแล้ว
วิ่งแต่ละทีต้านลมสุดฤทธิ์ แถมคงจะปลิวไสวน่าดู
อ้าว ไปว่าเขาซะอีก อุตส่าห์เต๊ะท่าให้ถ่าย ทหารส่วนใหญ่ของเกาหลีหน้าไม่เหี้ยม
แม้แต่ปัจจุบันก็เป็นอย่างงั๊น จีรศักดิ์เคยเห็นเดินกันเป็นกองร้อย
แต่ละคนหน้าขาวปากแดงอย่างกับวอนบิน ดูไม่น่าเกรงขามเลย
ทหารหน้าประตูวังที่นี่เขาเลยเอาเคราและหนวดปลอมมาใส่กัน
เที่ยววังเสร็จก็รีบตะเกียกตะกายไปสนามบิน (สังเกตว่ายังชุดเดิมอยู่เลย)
สนามบินอินชอนดูใหญ่โต โครงสร้างดูคล้ายๆสุวรรณภูมิบ้านเรา
แต่ห่างจากกรุงโซลไกลโครต
สงสัยเป็นนโยบายของเกาหลีในการจำกัดการไปเที่ยวต่างประเทศ
และส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ เพราะสนามบินในประเทศอยู่อีกที่นึง แถมใกล้กว่า
กลับมาถึงเมืองไทยตีสอง แถมต้องคอยประคับประคองต้นเมเปิล
ที่อุตส่าห์ซ่อนมา สภาพต้นโทรมมากเลย
แต่เหนื่อยอย่างไรก็ขอแอบหนีราชการเที่ยวกรุงเทพอีกสองสามวัน
แล้วค่อยบินกลับภูเก็ต การบินกลับภูเก็ตจากกรุงเทพครั้งนี้จึงเป็นการไปสุวรรณภูมิ
ครั้งที่สามในรอบเดือน ไปให้เบื่อกันไปข้างเลย
ค่าแท๊กซี่จากบ้านที่กรุงเทพถึงสนามบินไม่แพงอย่างที่คิด 180 บาทเท่านั้น
มีบ้านอยู่แถวอนุสาวรีย์ชัยดีอย่างนี้นี่เอง
อุตส่าห์เลือกบางกอกแอร์ เพราะเบื่อแอร์เอเซียและนกแอร์เต็มทน
และมีห้องรับรองเลานจ์พิเศษให้กลิ้งเกลือกระหว่างรอเครื่อง ไม่เหมือนการบินไทย
ที่ไม่มีอะไรเลย กินความภูมิใจมันอิ่มไหมล่ะ การบินไทยน่ะ
สวยแต่รูป จูบไม่หอม (เผลอปากร้ายอีกแล้ว)
สภาพห้องรับรองใหม่เอี่ยมของสายการบินบางกอกแอร์ที่สุวรรณภูมิ
มีขนมและเครื่องดื่มอร่อยให้กิน มีหนังสือพิมพ์ให้อ่าน ไฮโซจะตายไป
ขึ้นเครื่องก็กินอีก กลับมาจากเกาหลีกลายเป็นคนกินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม
จบแล้ว หวังว่าผู้อ่านคงจะรู้จักเกาหลีดีขึ้น
ตอนนี้จีรศักดิ์ไปครบแล้วทั้ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี
เดี๋ยวต้องหาทางพิชิตประเทศอื่นต่อไปในอนาคต วันนี้ขอตัวก่อน บาย
11/6/2006
ชายหาดที่เกาหลีสวยไม่แพ้ภูเก็ตเลย แถมสะอาดจนภูเก็ตต้องอาย
แปลกดีที่มีทะเลสวยสีครามแต่อากาศไม่ร้อน เมืองหนาวนี่ก็ดีเหมือนกัน
รูปนี้ถ่ายจากโรงแรมที่ไปเยี่ยมชมซึ่งอยู่ที่หาดเฮียนแด
หาดนี้เป็นที่ตั้งของโรงแรมใหญ่ชื่อดังหลายโรงแรม และเป็นหาดที่มีชื่อเสียงที่สุด
ของเมืองปูซาน โรงแรมที่ไปเยี่ยมชมนี่หรูมาก บางห้องคืนละหลายหมื่นถึงร่วมแสน
นี่ขนาดห้องน้ำยังอลังการขนาดนี้ ห้องอื่นคงไม่ต้องพูดถึง
ทั้งพื้นทั้งผนังเปล่งสีทองระยับจีรศักดิ์แพ้สีทอง อยากนอนที่ห้องนี้เลย
ลองจินตนาการดู อาบน้ำ แปรงฟันแบบเห็นทะเลไปด้วย ซี๊ดดดด
นี่เป็นห้องแบบสแตนดาร์ดสไตล์เกาหลี เพิ่งเห็นว่าห้องแบบเกาหลีสวยมากเลย
ปกติเรารู้จักกันแต่ห้องสไตล์ญี่ปุ่นและจีนกัน ลักษณะเด่นของห้องเกาหลีคือ
เขาจะฝังท่อน้ำร้อนไว้ที่พื้น ดังนั้นถ้านอนกับพื้นมันจะอุ่นมาก อากาศในห้องก็จะอุ่นด้วย
ตั้งแต่ถ่ายรูปมาก็เพิ่งมีรูปนี้นี่แหละที่แสดงถึงฤดูใบไม้ผลิของเกาหลีได้
ภาพอื่นๆเหมือนถ่ายตอนฤดูร้อนยังไงพิกล สวยไหมเอ่ยรูปนี้
พยายามทำอารมณ์แบบอาร์ติสต์ที่สุดก่อนจะถ่าย
ภาพนี้ถ่ายที่วัดพูลกุกซา ซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากในเกาหลี
เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆเลย
เต๊ะท่ากับวัด เห็นไหมวันท้ายๆ หน้าและคางเริ่มอูมขึ้นแล้ว
จีรศักดิ์ชอบวัด ชอบดูความศรัทธาของผู้คนที่มีต่อศาสนาผ่านทางสถาปัตยกรรม
พลังความเชื่อความศรัทธาแม้แต่ภูเขาก็ย้ายได้
แม่แต่วัดนี้ก็ตั้งอยู่บนภูเขาสูงมาก
หากมีเวลาว่างอันน้อยนิด จีรศักดิ์ก็จะไปเดินเล่นแถวในเมือง
ต้องนั่งรถไฟใต้ดินไป คิดราคาต่อกิโลเมตรแล้วถูกกว่าบ้านเราอีก
อ่านป้ายอะไรไม่ออกสักตัว พูดกับใครก็ไม่รู้เรื่อง
ได้แต่เดินดูนั่นดูนี่ไปเพลินๆ แต่ในที่สุดก็เอาชีวิตรอดมาได้
โปรดติดตามตอนต่อไป ใกล้จบแล้วจ้า
11/4/2006
คราวนี้ขอพาไปดูเมืองปูซานแบบซิตี้หน่อย
จะพาไปหอชมวิวที่ตั้งอยู่บนเขายงดูซานกลางเมืองปูซาน
ในรูปถ่ายกับนักเรียนและเจ้าหน้าที่ของมหาลัยที่นั่น ใครเป็นใครดูกันเอง
หอชมวิวตั้งอยู่บนยอดเขาอีกที ด้วยเหตุนี้มันก็เลยสูงมาก เห็นวิวเมืองปูซานได้รอบเลย
เมืองปูซานใหญ่โตกว่าที่คิดไว้มาก ไม่คิดว่าเมืองใหญ่อันดับสองของเกาหลี
จะใหญ่ขนาดนี้ มองไปทางไหนมีแต่อาคารสุดลูกหูลูกตา
แถมยังมีทั้งภูเขาและทะเล สวยจริงๆเลยเมืองนี้
ได้มีโอกาสไปเที่ยวชมสถานที่จัดประชุม APEC ปี 2005 ที่เพิ่งผ่านไป
ข้างในมีเก้าอี้ที่นายกหน้าเหลี่ยมของเราเคยนั่งประชุม ไม่น่าจริงๆ
เอามาตั้งให้เสื่อมเปล่าๆ น่าจะเอาเก้าอี้ตัวนี้ไปทิ้งทะเลซะเลย
เรื่องนั้นช่างมัน อาคารของเขาสวยมาก ออกแบบได้สอดรับกับบรรยากาศโดยรอบ
เห็นสะพานกวางอัลลี่อยู่ลิบๆ สะพานนี้ยาวมากถึง 7 กิโลเมตร
เป็นสะพานที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีจ้า
สะพานนี้ไช่ทั้งสะพานข้ามเกาะหรืออ่าว แต่มันข้ามอะไรดีล่ะ อธิบายยากวุ๊ย
คือสมมติว่ามีชายหาด A B และ C เรียงกัน เราอยู่หาด A จะไปหาด C
จึงต้องผ่านหาด B แต่เผอิญหาด B มีถนนและบ้านเรือนเยอะอยู่แล้ว
ไม่มีที่ให้สร้างถนนเพิ่ม ดังนั้นจึงแก้ปัญหาด้วยการสร้างสะพานอ้อมออกทะเลไปเลย
ดังนั้นหน้าหาด B จึงเห็นสะพานเต็มๆ คุ้มไหมนี่งานนี้
คุ้มไม่คุ้มเรื่องของเกาหลีเขา แต่สำหรับเราวิวสะพานตอนกลางคืนสวยโรมานซ์มาก
แถมเปลี่ยนสีได้หลายสีด้วย มองตรงจากหน้าหาดออกไปจะเห็นสะพานแบบนี้เลย
จะบอกรักใครแนะนำให้มาที่นี่เป็นอย่างยิ่ง
ปิดท้ายด้วยเรื่องกินๆ เช่นเคย ปกติเวลาเขาเลี้ยงข้าว มันจะมาเต็มโต๊ะแบบนี้
แถมหมดก็เอามาเติมอีก เจออย่างนี้เข้าทุกวัน น้ำหนักเลยขึ้นสองกิโล
แผนลดความอ้วนพังทลายยับเยิน
ตุ้ยนุ้ยขึ้นขนาดไหนเดี๋ยวดูรูปวันหลังๆนะ หน้าบานมาก
จบตอน โปรดติดตามตอนต่อไป
11/2/2006
การไปครั้งนี้เป็นการไปทำธุระ ดังนั้นอะไรที่มันเป็นการเป็นงาน หรือที่มันเครียดๆ
จะไม่เขียนถึงนะ จะขอเขียนเฉพาะที่มันไร้สาระน่ะ เขียนถนัดกว่า
กิจกรรมไร้สาระอันแรกคือการนั่งเรือชมอ่าวเมืองปูซาน เมืองปูซานอยู่ทางใต้ของเกาหลี
และอยู่ติดทะเล จึงมีท่าเรือสารพัดเยอะแยะไปหมด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีชายหาดสวยๆ
เดี๋ยวค่อยโชว์ให้ดูว่าชายหาดของเขาแข่งกับภูเก็ตได้สบายเลย คนใต้ของเกาหลี
เหมือนคนใต้บ้านเราเลย สำเนียงแปลกๆสูงๆต่ำๆ โดยเฉพาะเสียงลงท้ายประโยค
แถมใจร้อน ขับรถไวอย่างกับพายุ
ในภาพเป็นอาจารย์สาวชาวเกาหลีที่ไปด้วยกันน่ะ
คนเกาหลีบ้าสินค้ามียี่ห้อแบรนด์เนมมาก ไม่เชื่อดูให้ที่เสื้ออาจารย์สาว (แอบนินทา อิ อิ)
ถ่ายกับธงชาติเพื่อเป็นหลักฐานว่าได้มาเกาหลีแล้ว ไม่มีธงเดี๋ยวนึกว่าเป็น
เรือเฟอรี่ไปเกาะพีพี วันนั้นอากาศเย็นสบายไม่หนาวเลย เสื้อหนาวไม่จำเป็นแต่ประการใด
ชอบที่นี่มากเลย มันเป็นแหลมยื่นออกไปในทะเล แหลมนี้เขาเรียกว่าแหลมเทจงแด
คล้ายกับแหลมพรหมเทพน่ะแต่ใหญ่กว่า เขาห้ามเอารถเข้า
ต้องเข้าไปโดยใช้บริการรถไฟเด็กเล่นคิขุสุดฤทธิ์
ทำให้ไม่มีมลพิษและเงียบสงบมาก ที่ภูเก็ตบางที่น่าจะทำแบบนี้บ้างนะ
ไม่ใช่คิดกันแต่ว่า การพัฒนาคือการตัดถนนเข้าถึง ให้รถเข้ามามากๆ ยิ่งมากยิ่งดี
ผู้ใหญ่บ้านเราน่าจะคิดแบบเขาเป็นบ้าง
ลงจากรถไฟได้ถ้าอยากจะแวะจุดไหน พอใจแล้วค่อยรอขึ้นคันถัดไป
ในรูปเป็นจุดที่แวะจุดที่สอง เป็นหาดที่ไม่ใช่หาดหราย แต่เป็นหินก้อนใหญ่
เดินเจ็บเท้าพิลึก แต่สวยดีอ่ะ
สวยไหมเอ่ย หาดสวย น้ำใส หินมน คนหล่อ
แต่ใครบังอาจยืนค้ำหัวครูน่ะ เดี๋ยวแอบหักคะแนนซะ
ไม่พูดเรื่องกินๆ เดี๋ยวไม่ใช่จีรศักดิ์ (ไม่ใช่ยิ่งศักดิ์นะ)
นี่แหละ ข้ามาเกาหลีเพื่อสิ่งนี้ เบอร์เกอร์กุ้งที่อร่อยทีสุดในโลก
จากร้าน LOTTERIA เคยกินที่ญี่ปุ่นหลายครั้ง เพราะเขาบุกไปตั้งสาขาถึงที่นั่น
เจ้าของคือคนเกาหลีนี่เอง วันนี้ได้มาเหยียบถิ่นกำเนิดของมัน ดีใจหลาย
ซื้อกินทุกวันเลย ที่เกาหลีนี่ ตามร้านฟาสฟู๊ดปกติเราจะสามารถขอเติม
โค้กได้โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มเลย เติมแล้วเติมอีกได้จนพอใจ ดีหลายเด้อ
จบตอน โปรดติดตามตอนต่อไป
11/1/2006
การเดินทางไปเกาหลีตั้งต้นที่ภูเก็ต ต้องนั่งเครื่องไปลงกรุงเทพฯก่อน
เลยได้มีโอกาสใช้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นครั้งแรกในชีวิต
เผลอๆตื่นเต้นอยากเห็นสนามบินมากกว่าไปเกาหลีอีก แฮ่

ถึงแล้ว สนามบินแห่งความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ (หรือเปล่า)
มาถึงเอาตอนเย็น เครื่องบินมันวิ่งวนรอบสนามบินเลยเพราะหาที่จอด
เหมือนตั้งใจจะพาทัวร์ ก็เลยมีโอกาสได้ดูรอบๆสนามบินซะทุกด้าน
อืม ใหญ่จิงๆ บรรยากาศราวกับอยู่เมืองนอก
รอเครื่องไปเกาหลีที่จะออกตอนเกือบตีสอง มีเวลาเดินเล่นที่สนามบินหลายชั่วโมง
คนเยอะมาก ทั้งมาใช้บริการและมาเที่ยวเล่น
ราวกับเป็นสวนสนุกแห่งใหม่ของชาวไทยทั้งชาติ
จะว่ามันใหญ่ก็ใหญ่อ่ะนะ แต่ว่าอาคารเดียวมันรวมทั้ง
Domestic และ Inter เข้าไว้ด้วยกันอย่างนี้
ก็ถือว่าไม่ได้ใหญ่อะไรมากมายเมื่อเทียบกับสนามบินของประเทศอื่น
แต่ที่ใหญ่และยาวจริงสงสัยจะเป็นอันนี้แหละ
พอหลุดด่านตรวจคนเข้าเมืองมาแล้ว ต้องเดินไปที่เครื่องใช่ไหม
ตรงนี้แหละที่สงสัยจะยาวเป็นกิโล เผอิญไอ้เครื่อง Korean Air ของเรา
มันไปจอดรอซะปลายสุดโน่นเลย ก็เลยได้เดินทัวร์แบบถึงลึกถึงแก่น
บรรยากาศอวกาศล้ำยุคมาก เผลอๆนึกว่ากำลังจะขึ้นจรวดไปดาวอังคาร
แอร์ของสายการบิน Korean Air สวยทุกคน
ถ้าไม่ใช่เครื่องบิน ที่นี่คงเป็นเวทีประกวดนางงาม
เครื่องแบบก็สวย กิริยาวาจาก็น่ารัก แถมรวบผมเรียบร้อยมาก
แอร์สายการบินต้นทุนต่ำรายหนึ่งของเราจงดูไว้
อย่าปล่อยให้แอร์ของคุณดัดผมฟูเป็นสิงโตโดนไฟช๊อต มันไม่งาม
เครื่องบินถึงเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีตอนเช้า ถึงเกาหลีปั๊บ ได้พักแป๊บเดียว
ทางมหาลัยที่โน่นจับพวกเราเข้าพิธีเปิดเลย หน้าตายับยู่ยี่เต็มที่ เซ็งชีวิต
อากาศไม่ค่อยหนาว ทั้งๆที่เป็นฤดูใบไม้ร่วง (เอ หรือเราไม่หนาวอยู่คนเดียว)
ในมหาลัยสวยมาก อยู่บนเขาจริงๆไม่ใช่ตีนเขา มองเห็นสนามบินอยู่ลิบๆ
นี่เป็นวันแรกของการทัศนศึกษา 10 วัน ภายใต้การดูแลของมหาลัย
อ้อ ลืมบอกชื่อ Silla University จ้า จากนี้ชีวิตจีรศักดิ์จะเป็นอย่างไร
โปรดติดตามตอนต่อไป