KONG's profilewww.jirasak.com PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    11/18/2007

    How Starbucks Saved My Life?


    อย่าตกใจว่าทำไมจีรศักดิ์ตั้งคำถามแบบนั้น มันเป็นชื่อหนังสือน่ะ จำชื่อภาษาไทยไม่ได้แล้ว
    เพราะยืมชาวบ้านเขามาอ่านและคืนไปแล้ว มันเป็นเรื่องของชายวัยใกล้เกษียณ
    (ใกล้แล้วเหมือนกันจีรศักดิ์) ที่ถูกบังคับให้ออกจากงานที่มีรายได้มหาศาล
    แล้วลองมาสมัครงานเป็นพนักงานที่ร้านสตาร์บัคส์เพราะขาดเงิน
    ชีวิตคู่ก็แตกแยก เพราะการกระทำที่โง่เขลาของตน

    การที่ได้ทำงานที่สตาร์บัคส์ (ทำไมคำนี้มันสะกดยากจริง) ทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง
    รู้ถึงและตระหนักในความจริงของชีวิต ความสัมพันธ์ การให้บริการ ได้มีโอกาสคิดคำนึง
    และย้อนกลับไปประเมินและสำนึกถึงการกระทำและความคิดของตนในอดีต
    ที่ไม่รู้จักแพ้ มีแต่ประสบความสำเร็จ และจิกหัวใช้คนอื่นมาตลอด
    อ่านแล้วก็สนุกดีนะ ได้อะไรหลายๆอย่าง แต่เนื้อหาบางช่วงมันยืดเยื้อไปหน่อย..

    ช่วงนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ อ่านหนังสือนิตยสารอะไรก็เจอแต่เรื่องของสตาร์บัคส์
    ได้ข่าวว่าเรื่องนี้กำลังจะทำเป็นหนังด้วย สงสัยอีกหน่อยคงมีคนไปนั่นออกันแน่น
    ในสตาร์บัคส์ราวกับเป็นโรงทาน (จีรศักดิ์อาจเป็นหนึ่งในนั้น)

    จีรศักดิ์แน่นอนไม่ค่อยผูกพันกับร้านนี้ แพงก็แพง (ไม่รู้ว่า Starbucks กับ KFC
    ร้านไหนมันขึ้นราคาพรวดพราดเร็วกว่ากัน) แต่ที่ดีก็คือการยิ้มแย้มและเอาใจใส่

    หากได้อ่านเรื่องราวของ Starbucks ก็จะพบว่า เคล็ดลับของเค้าคือ ปรัชญาการทำงาน
    และทัศนคติต่อลูกค้าที่อบรมและเพาะบ่มกันมาราวกับหัวคนเป็นดั่งเช่นเมล็ดกาแฟ
    มาถึง พศ นี้ ความคิดของพวกเราซับซ้อนขึ้น
    การที่เราจะซื้อสินค้าหรือบริการอะไร มักจะมีเหตุผลรองรับมากมาย
    ไม่ใช้แค่ตัวสินค้า แต่หมายถึงภาพลักษณ์ของสินค้า และปรัชญาของสินค้า
    ที่ตรงกับปรัชญาที่เราถืออยู่ (หรือแกล้งถืออยู่)

    ยกตัวอย่างเช่น จีรศักดิ์เลือกซื้อปลาทูน่ากระป๋องของ TCB
    เพราะเขามีสัญญลักษณ์ Dolphon Safe อยู่ข้างกระป๋อง
    ที่เป็นการยืนยันหลักปรัชญาว่า เขาจับปลาด้วยวิธีการ
    หรือด้วยตาข่ายที่ไม่เป็นอันตรายต่อปลาโลมาที่อาจจะหลงมาติดตาข่าย
    หลักปรัชญานี้บริษัทอาจจะยึดถือ หรือแกล้งยึดถือ หรือยึดถือแบบเสียไม่ได้
    ก็แล้วแต่ แต่ก็เป็นการสื่อสารหรือตอบโจทย์ให้กับกับผู้บริโภค
    ที่มีปรัชญาเดียวกัน

    สตาร์บัคส์มีหลักปฏิบัติที่ว่าพนักงานต้องเคารพกัน และเคารพลูกค้า
    และรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่สตาร์บัคส์จะยอมปิดร้าน
    หน้าจตุรัสเทียนอันเหมินเนื่องจากได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จาก
    สื่อมวลชนของจีนว่า เป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมและอารธรรมตะวันตก

    ในระดับของพนักงาน จีรศักดิ์รู้สึกว่า การเน้นการบริการที่ดี
    โดยอาศัยหลักปรัชญาสารพัดสารเพ มันก็ดูขัดๆกับคนไทยยังไงก็ไม่รู้
    บางคนเวลาให้บริการ ก็ทำด้วยปรัชญาที่จริงๆแล้วไม่ได้มีในกมลสันดานแต่เดิม
    แต่ทำไปเพราะ manual เขียนไว้ อย่างนี้ฝรั่งเขาเรียกว่า hypocricy
    คือพวกหลอกตัวเองหรือคนอื่นว่าตัวเองมีอุดมการณ์อย่างนั้นอย่างนี้
    หรือเป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้ (ทั้งที่จริงๆไม่ใช่)

    อย่างเช่น การที่พนักงานไหว้ทักกายแขก จีรศักดิ์คิดว่ามันเฟคมากและไม่จำเป็น
    สมัยก่อนคนไทยไหว้กันเหรอเวลามีแขกมาซื้อของที่ร้าน..
    คนไทยเราไหว้คนที่มีอายุอ่อนกว่าเหรอ..
    เราไม่ใจง่ายสำส่อนไหว้ใครไปทั่วไปใช่เหรอ...
    "ไหว้" ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ "การให้บริการที่ดี" ไปแล้ว
    โดยไม่ได้ตั้งอยู่บนรากฐานของอะไรทั้งสิ้น

    แต่ถึงอย่างไร ว่าไปแล้ว ถ้าทำอะไรเฟคๆแต่ภายนอกออกมาดูดี
    มันก็ไม่เห็นจะไม่ดีตรงไหน  อย่างน้อยก็ยังดีกว่าการให้บริการแบบสั่วๆ
    ถ้าไม่เชื่อว่าการให้บริการแบบไทยแท้มันทุเรศยังไง
    ก็ให้ไปใช้บริการของ ธนาคารกรุงเทพ แล้ววิ่งไปใช้บริการของธนาคารไทยพาณิชย์
    แล้วลองคิดเปรียบเทียบกันดู ธนาคารแรกยังคงปรัชญาการให้บริการเหนียวแน่นว่า
    ชั้นเริ่ด ชั่นแน่ ชั้นทำงานธนาคารนะยะ.. ส่วนธนาคารอย่างหลังถูกสิงคโปร์ยึดไปแล้ว
    การบริการงานและแนวคิดการให้บริการก็เลยถูกเปลี่ยน ปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างดีและให้เกียรติ
    และมีระบบการประเมินเข้มแข็ง เขม่นพนักงานคนไหนโทรไปฟ้องเลย มันโดนเด้งแน่ๆ

    คนเราคิดอะไร มันก็มาจากว่า เขาคนนั้นเคย "ประสบพบเจอ" อะไรมาก่อน
    จีรศักดิ์เป็นพวกที่มักจะถูกพนักงานทำร้ายทางจิตใจด้วยการบริการหรือใช้คำพูดห่วยๆ
    หรือเรียกเป็นภาษายากๆว่าถูกข่มขืนทางวาทกรรม (ศัพท์บัญญัติเองว่ะ)
    ก็เลยกลายเป็นสมาชิกชมรมคนต่อต้านพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของพนักงานทั่วประเทศ
    (ไม่รู้หน้าตาจีรศักดิ์มันน่ากลั่นแกล้งนักหรือไง)
    จำได้สมัยก่อนโดยประจำ แต่หลังจากที่จบธรรมศาสตร์ จีรศักดิ์กลายเป็นอีกคน
    ที่ยึดหลักว่า ไม่มีใครมีสิทธิ์ที่จะมาทำร้ายเรา ไม่ว่าจะด้วยทางวาจาหรือการกระทำ
    ยกเว้นเราทำร้ายตัวเอง (อันหลังนี่ทำบ่อย ก๊าก ก๊าก) ไม่มีใครมาสอนจีรศักดิ์เรื่องนี้หรอก
    เพียงแต่มองยอดโดมสีเหลืองๆชวนแสบตาบ่อยๆมันก็รู้สึกอย่างนั้นขื้นมาเอง
    (ใครวะ กล้าทาสีขี้เหลืองอ๋อยโดยไม่ทำโพลสำรวจความชอบ)

    ระยะหลัง หลายๆครั้งเลยกลายเป็นว่าจีรศักดิ์ทำร้ายพนักงานตัวเล็กๆที่น่าสงสาร
    (มองจากสายตาคนภายนอก) จีรศักดิ์จะใช้ไม้อ่อนก่อน หากไม่ได้ผลก็จะใช้ไม้แข็ง
    จนพนันได้ว่าบางคนต้องกลับไปซุกหมอนร้องไห้ไปสามวันแปดวัน (เว่อร์ไปไหมนี่)

    จำได้ว่า หลังจากจีรศักดิ์กลับจากญี่ปุ่นใหม่ ทั้งๆที่ไปอยู่ไม่นาน
    พอกลับมาเมืองไทย จีรศักดิ์รู้สึก Culture Shock อย่างรุนแรง
    (เค้ามีแต่ช็อควัฒนธรรมคนอื่น นี่จีรศักดิ์ช็อควัฒนธรรมตัวเอง)
    กลายเป็นคนขี้สงสัยว่าทำไมพนักงานไม่ทำสิ่งเหล่านี้กับเรา

    ทำไมพนักงานไม่ขอบคุณเรา
    ทำไมพนักงานไม่พูดทวนสิ่งที่เราสั่ง
    ทำไมพนักงานคุยกันขณะขายของให้เรา
    ทำไมพนักงานไม่จับหูหิ้วถุงให้ตั้งขื้น เพื่อให้เราจับได้ง่าย
    ทำไมไม่พูดคำว่า "กรุณารอสักครู่" ถึงให้รอแค่ห้าวินาทีก็เหอะ
    ทำไมพนักงานไม่พูดภาษาสุภาพ ทำไมใช้ภาษาที่ใช้กับเพื่อนมาคุยกับเรา
    ทำไมพนักงานทำความสะอาดไม่หลีกให้เรา ทำไมเราต้องเป็นฝ่ายหลีกให้เครื่องขัดพื้นมหาภัย
    ทำไมเวลาเดินสวนกับพนักงานในที่แคบ เค้าไม่หลีกให้เราเดินก่อน
    ทำไมพนักงานไม่รู้ว่าของอะไรวางอยู่ตรงไหน ทำไมถามอะไรก็ไม่รู้สักอย่าง
    โอ้ย บ้าไปแล้วเรา เพื่อนที่เคยอยู่ญี่ปุ่นทั้งหลาย รู้สึกอย่างนี้กันบ้างไหม...

    โอ้ย บ้าไปแล้วเรา เพื่อนที่เคยอยู่ญี่ปุ่นทั้งหลาย รู้สึกอย่างนี้กันบ้างไหม...

    11/11/2007

    กิจกรรมใหม่สำหรับคนพันธุ์นกฮูก


    มีอันต้องไปหาดป่าตองและจำต้องรอเพื่อนซึ่งเข้าไปร่าเริงในเธคจนถึงตีสอง
    (เอ่ยชื่อก็ได้ ไอ้สัน แก ..แก่แล้วไม่เจียม ยังไปเที่ยวเธคอีก) 
    โชคดีที่ตอนนี้มีห้างโรบินสันเพิ่งเปิดใหม่ในอภิมหาห้างจังซีลอนซึ่งเปิดถึง 5 ทุ่มแน่ะ
    และโขคดีกว่านั้นที่มีโรงหนัง SFX เปิดใหม่ในโรบินสันอีกที (อ่านแล้วงงไหมเนี่ยะ) 
    หนังรอบดึกสุดก็เริ่มตั้งเที่ยงคืนกว่า (โอ๊ว.) การรอเพื่อนครั้งนี้จึงเป็นอะไรที่หฤหรรษ์เป็นพิเศษ

    หนังที่ดูเป็นหนังที่ใครบางคนเคยแนะนำให้ดู (เรื่องนี้หรือเปล่าวะแก ไอ้ชมพู่)
    และมันก็เป็นอะไรที่เกี่ยวกับสาขาที่จีรศักดิ์จะไปเรียนต่อปริญญาเอก
    (อ้อ ลืมบอกไป กรูได้ทุนแล้วโว้ย ว่าแต่เงินสองล้านมันจะพอกินไหมหว่า)
    บอกให้ก็ได้ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  สาขานี้จีรศักดิ์สนใจเป็นพิเศษ
    เพราะจีรศักดิ์เป็นโรคกระหายใคร่รู้ว่าประเทศไหนจะไปเล่นจ้ำจี้กับประเทศไหน
    ด้วยเหตุผลส้นตีนอะไร (แอบด่าแกนั่นแหละ ไอ้พวกอเมริกันไร้ราก...)
    ส่วนเรื่องดารานักร้องมันจะไปลงนรกตกทะเลที่ไหนก็ไม่เคยสนสักหีด (แปลว่าสักนิดน่ะ)
    อย่างไรก็ดี พื้นความรู้ด้านนี้จีรศักดิ์ยังมีน้อยมาก ก็กำลังเร่งอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ
    กองโตที่หอบมาจากสิงคโปร์อยู่ ห้าเดือนผ่านไป เพิ่งอ่านได้ครึ่งเล่ม ตายแน่ๆงานนี้



    เข้าเรื่องดีกว่า หนังชื่อว่า "Lions for Lambs" มันเป็นหนังที่มีบทสนทนาเป็นส่วนใหญ่
    ไม่มีแอคชั่นเท่าไหร่ และเป็นหนังที่เน้นการเมืองจ๋ามาก คาดว่า จะเข้าไทยได้สักสองวัน
    เดี๋ยวก็ต้องลาโลง (เอ้ย ลาโรง) ไป รอบที่ไปดูมีผู้ชมอยู่ 4 คน ไม่รู้เพราะดึกไปหรือหนัง
    มันไม่ใช่หนังตลาด...

    หนังมันเป็นอะไรที่จบแบบเหวอๆ (เคยไหม อารมณ์นี้) ไม่มีฉากไหนน่าจดจำมาฝันต่อ
    แต่ประเด็นและคำพูดเจ็บๆมันก็มาแทงสมองจึ๊กๆเป็นระยะ แม้ว่าหนังจะจบไปแล้ว



    เขียนมายาวแต่ ลืมเขียนว่าเนื้อเรื่องมันเป็นยังไง เอาแบบสั้นๆว่า วุฒิสมาชิกหนุ่มผู้มี
    อนาคตไกลและอาจจะได้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป เผยตัวตนที่แท้จริงกับนักข่าว
    ว่าแท้จริงแล้วตัวเองก็เชื่อว่าจะต้องส่งกองทหารบุกอัฟกานิสถานภายใต้สงคราม
    ต่อต้านการก่อการร้าย "War on Terror" ต่อไป ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไร 
    ตามนโยบายของพรรค Republican ที่ตนสังกัด (ทำเพื่อนาคตตัวเองในพรรคมากกว่า)
    แต่ข่าวกรองที่ผิดพลาดทำให้ต้องเสียทหารไปสองนายระหว่างการบุก
    ทหารสองนายเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่สละความสุขเพื่ออุดมการณ์
    และเพื่ออนาคตที่ดีกว่าในฐานะนักศึกษาที่ยากจนและต้องกู้เงินเรียน (เพื่อตัวเองด้วย)
    จริงๆมีนักศึกษาหัวดีอีกคนที่กำลังถูกอาจารย์ convince ให้ทำอะไรเพื่อชาติ
    แทนที่จะหาความสุข (เพื่อตัวเอง) ในฐานะคนชั้นกลางทั่วไป

    นักข่าวสาวแก่ (แห่ง Lady wears PRADA) ก็เพิ่งมาสำนึกตัวเองจากการสนทนากับ
    วุฒิสมาชิกว่าเมื่อก่อนตัวเองก็ขายข่าวสงครามเพื่อตัวเองเหมือนกัน เอาตัวเองเป็น
    กระบอกเสียงให้รัฐบาลโดยไม่ใคร่ครวญว่าการกระทำของรัฐบาลนั้นชอบธรรมหรือไม่

    เนื้อเรื่องย่อๆมันก็ประมาณนั้น ฟังดูเหมือนจะไม่น่าสนุก แต่มันสนุกที่บทสนทนา
    ที่มีการกัดถีบจิกตีด้วยคำพูดตลอด 120 นาทีโดยไม่เว้นระยะ บางทีตามไม่ค่อยทัน
    สงสัยต้องดูอีกหลายๆรอบ หนังมีเนื้อหาสุดโต่ง ถ้าจีรศักดิ์เป็นบระธานาธิบดีบุช
    จะสั่งไม่ให้เข้าฉายเลยแหละ

    ลองไปหาในเนทดู ชื่อเรื่อง Lions for Lambs มันมาจากคำพูดของนายพลเยอรมันคนหนึ่ง
    ที่เสียดสีทหารอังกฤษว่า กองทหารที่กล้าหาญเปรียบเหมือนแกะ ที่อยู่ภายใต้การนำของ
    สิงโตที่โง่ขลาด อุดมการณ์ที่ทหารถูกปลูกฝัง แท้จริงก็เพื่อรับใช้นักการเมืองที่ดูเผินๆ
    เหมือนจะทำเพื่อชาติ แต่จริงๆแล้วก็เพื่อตัวเองและบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่หนุนหลังอยู่  

    หลังเหตุการณ์เครื่องบินชนตึก WTC ใหม่ๆ ประชาโลกแซ่ซ้องให้อเมริกาทำอะไรสักอย่าง
    กับพวกอิสลามคลั่งอุดมการณ์ เวลาผ่านไปถึง พศ นี้ ทั่วโลกได้รู้แล้วว่า คนที่คลั่งกว่า
    จนน้ำลายฟูมปากคืออเมริกาต่างหาก อีกมือกำเงิน อีกมือถือปืน วิ่งไล่ล่าผู้ก่อการร้าย
    และฝ่ายตรงข้ามทั่วโลกอย่างบ้าเลือด ในหัวมีแต่อุดมการณ์อนุรักษ์นิยมอย่างรุนแรง
    เชื่อว่าตัวเองจะทำอะไรก็ได้เพื่อปกป้องชาวอเมริกันที่แสนจะบอบบางและขวัญเสีย

    ยังไม่พอ แม้แต่พวกเดียวกันอย่างไทยและประเทศอื่น ภายใต้ความเชื่อใน
    เศรษฐกิจเสรีทุนนิยม อเมริกาก็ยังเอาคัมภีร์ปกทองชื่อปก "การค้าเสรีและโลกาภิวัฒน์"
    มาหลอกให้เราตายใจ ในเล่มกลับซ่อนยาพิษชื่อตัวยา
    "ลัทธิล่าอาณานิคมแบบใหม่" เพื่อมัดและฆ่าพวกเรา 

    ในหนังมีหลายประโยคที่ชวนให้คิด อย่างเช่น  If you don't STAND for something,
    you might FALL for anything. ถ้าเราคิดว่าการเมืองระหว่างประเทศเป็นเรื่องไกลตัว
    สักวันเราจะได้รู้ว่ามันใกล้เราแค่ปลายจมูก ถ้าเราไม่คิดและทำอะไรสักอย่าง มัวแต่เล่น
    ไปวันๆ ไม่มีอุดมการณ์และยืนหยัดเพื่อความถูกต้องและชอบธรรม
    สักวันเราจะสูญเสียทุกอย่าง โดยไม่รู้ตัว...

    อดีตนายกหน้าเหลี่ยมของเราสนิทสนมชมจันทร์กับ จอร์จ บุช ดูแล้วไม่เกี่ยวตรงไหนกับเรา...
    อเมริกาจะไปรุกรานประเทศอะไร เราก็เห็นว่าไม่เกี่ยว มันเป็นแต่ข่าวต่างประเทศ... 
    แล้วสักวันเราจะได้สำนึก.. เมื่อญาติเราตายเพราะระเบิดจากการก่อการร้าย..
    เมื่อเราต้องเติมน้ำมันลิตรละ 50 บาท..
    เมื่อโรงแรมในภูเก็ตทั้งหมดตกเป็นของต่างชาติ..
    แล้วเราถึงจะเริ่มสำนึก
    (กันหรืออย่างไร)

    เห็นไหม ที่โดนหลอกให้อ่านมานี้ เพื่อสนองความคิดของจีรศักดิ์ที่ว่า
    การเมืองระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องไกลตัว และจีรศักดิ์สมควรอย่างยิ่งที่จะได้เงิน
    สองล้านไปนอนเล่นเป็นกิจกรรมหลัก แต่เรียนเป็นกิจกรรมเสริมที่เกาหลี ใช่ไหม..       
     

      (เนื้อหาคราวนี้เครียดนิดหน่อย ขอบคุณทุกท่านที่อนทนอ่านมาถึงบรรทัดสุดท้าย)

    11/6/2007

    Minimalism + Simplicity + Zen = Muji


    หัวข้อนี้เป็นอะไรที่แปลกที่สุดตั้งแต่เขียนบลอคมา คือจริงๆแล้วตั้งใจจะเขียนเรื่อง
    ของร้าน Muji ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากญี่ปุ่นมาถึงเกาะภูเก็ตแล้ว โย๊ว....
    ชื่อเต็มของร้านคือ Mujirushiryohin หรือแปลเป็นไทยว่า "ของดีไม่มีแบรนด์"



    จำได้ว่า เมื่อ 9 ปีก่อน สมัยจีรศักดิ์ยังเป็นละอ่อนไม่ค่อยทันคน (ตอนนี้ก็ยังไม่ทัน)
    ได้มีโอกาสไปเดินเล่นที่ญี่ปุ่นอยู่เกือบปี กิจกรรมที่ชอบมากที่สุดคือการเดินห้าง
    และชมบ้านชมเมือง มีอยู่วันหนึ่งปั่นจักรยานไปที่ห้างแถว Omiya พอลงบันไดเลื่อน
    ไปชั้นใต้ดิน เห็นข้าวของในร้านปั๊บ รู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ
    แล้วก็คิดเข้าข้างตัวเองทันทีว่า เฮ้ย ร้านนี้สไตล์ของกรูนี่หว่า
    ใครกับหนาออกแบบสินค้าแบบนี้มาเพื่อจีรศักดิ์โดยเฉพาะ ...



    ของในร้านจะเป็นสไตล์เดียวกันหมด คือเน้นความเรียบง่าย (Simplicity) ใช้โทนสีเดียวกัน
    เน้นประโยชน์ใช้สอยและไม่ประดับอะไรหรูหรา (Minimalism) ดูแล้วรู้สึกสงบ
    เพราะไม่เล่นลวดลาย ตามสไตล์ Zen แต่ไปเล่นที่พื้นผิวและโทนสีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ
    ของในร้านทุกอย่างตั้งแต่สมุดไปจนถึงหมอนมุ้งและเสื้อผ้าจะออกโทนเดียวกันหมด
    จำได้ว่า สินค้าชิ้นแรกที่ซื้อในร้านตอนนั้นคือดินสอกด ที่เป็นลายไม้เปลือยๆ
    สวยแบบเรียบง่ายมากๆ (เสียดายเขาไม่นำเข้ามาขายที่เมืองไทย แท่งเก่าทำหายไปแล้ว)



    วันนี้ ร้าน Muji มีสาขาอยู่ทั่วโลก และขยายไลน์ของสินค้าไปจนถึงบ้านทั้งหลัง
    และตอนนี้ก็มาสถิตย์อยู่ที่ห้างเซ็นทรัลภูเก็ตแล้ว อย่างไรก็ดี ตามความเห็นของจีรศักดิ์
    ร้านแบนี้ยากที่จะประสบความสำเร็จในเมืองไทย เพราะ..

    1. คนไทยไม่ค่อยชอบของเรียบๆ ขอให้มีลายเยอะๆ ติดการ์ตูนเข้าไปหน่อย อะไรแบบนั้น
        สำหรับคนไทย สิ่งเรียบง่ายแปลว่า ไม่มีอะไร หรือคนใช้ไม่มีอะไรอยู่ในหัว แบล๊งค์ๆ
        แต่สำหรับคนญี่ปุ่น ความเรียบง่ายคือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตไปแล้ว

    2.  ของในร้านต้องใช้สมาธิและเวลาในการดูอย่างมากว่ามันเอาไปใช้ทำอะไร
         หรือถ้าดูผ่านๆ ก็อาจจะเห็นว่าร้านนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ดังนั้น การเข้าร้าน
         ต้องใช้สมาธิอย่างสูง ซึ่งไม่มีวิถีการช๊อปปิ้งแบบไทย

    3.  ของในร้านแพงเกินไปสำหรับคนไทย ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่น ของในร้านถือได้ว่าไม่ได้แพงไปกว่า
         ของยี่ห้ออื่น (การที่บอกว่ามันไม่มียี่ห้อ นั่นแหละคือยี่ห้อของมัน) แต่พอมาตั้งร้าน
         ที่เมืองไทย ของมันก็ดูลุคไฮโซขึ้นมาทันทีเพราะราคาแพง และการจัดวางที่ดูเรียบหรู

    ถือได้ว่าผู้บริหารเซ็นทรัลกล้ามากที่เอาร้าน Muji เข้ามาในเมืองไทย
    เขาจะคิดถูกหรือผิด เวลา และคนไทย จะเป็นเครื่องตัดสิน....