11/24/2009
ช่วงนี้จีรศักดิ์กลายเป็นคนติดกาแฟอย่างไม่ทราบสาเหตุ
(อยากบอกกับตัวเองว่า ช่วยติดอะไรที่มันราคาถูกหน่อยได้ไหม..)
กาแฟเลยเป็นของโปรดและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจีรศักดิ์ไปแล้ว
เมื่อก่อนแค่ได้กลิ่นกาแฟก็แทบอ้วก แต่ตอนนี้วิ่งเข้าหา
วันนี้จะพาท่านไปชมร้านกาแฟม่านรูดของแท้ original
จริงๆจะว่ามันเป็นร้านกาแฟร้อยเปอร์เซ็นต์คงจะไม่ใช่
มันออกไปในทางโมเดลธุรกิจใหม่ ประมาณพื้นที่ส่วนตัวให้เช่าเพื่อสันทนาการ
(สันทนาการ: กำกวมดีเนอะคำนี้ ไม่รู้แปลว่าอะไรกันแน่ ฮ่าๆๆ)
ผสมผสานกับร้านขายเครื่องดื่มและของกินเล่นมากกว่า
ไม่พูดพล่ามทำเพลงล่ะ ลองมาดูกันเลยดีกว่า
เข้ามาก็จะเจอส่วนของลอบบี้ เริ่มแรกต้องถอดรองเท้าใส่ถุงที่พนักงานเตรียมไว้
เพราะบริเวณข้างในคาเฟ่จะห้ามใส่รองเท้า ทำให้ดูสะอาด สงบ เหมือนอยู่บ้าน
จากในรูปจะเห็นเป็นห้องๆถูกแบ่งไว้ มีม่านปิดเพื่อความเป็นส่วนตัวจ้า
อ้อ ขอบอกไว้ก่อน ถึงมันจะเป็นม่านรูด แต่มันก็ไม่ใช่ที่เล่นจ้ำจี้นะจ๊ะ
เค้าทำมาไสตล์นี้เพื่อความเป็นส่วนตัวเท่านั้น ส่วนจะทำอะไร ยังไง แบบไหน
อันนี้จีรศักดิ์ไม่รู้ด้วย แต่คงจะอะไรมากไม่ได้หรอกน่า เพราะมันไม่ได้กั้นเสียง
ห้องมีให้เลือกทั้งเล็กและใหญ่ ที่เห็นเป็นห้องขนาดสองคนพอดี พื้นเป็นเบาะทั้งหมด
สะอาดมาก มีหมอน ทีวี โต๊ะ อินเตอร์เนตความเร็วสูงฟรี
นางแบบในภาพเป็นเพื่อนจีรศักดิ์นะจ๊ะ อย่าเข้าใจผิด
เค้าพามาดูของแปลก ด้วยหวังว่าจีรศักดิ์จะชอบ
แล้วไว้พาคนอื่นมาในโอกาสต่อไป ฮ่าๆๆ
คราวหน้าจะพาใครมาดีหว่า เหอ เหอ
ราคาน่ะเหรอ 2 ชั่วโมงคิดเป็นเงินไทย300กว่าบาทเท่านั้น(ราคาถูกแบบนี้ไม่เจ๊งได้ไงหว่า)
มีวาฟเฟิล วิปปิ้งครีมให้ฟรีสองชิ้น (อร่อยเหลือเชื่อมาก พระเจ้า..)
ส่วนเครื่องดื่มก็เดินตักตวงเอาตามใจชอบ ตรงมุมบุฟเฟ่ต์
ซึ่งเตรียมเครื่องดื่มไว้สารพัดชนิดมาก มีไอติมด้วย แต่ถ้าอยากกินอะไรหรูกว่านี้
ก็ต้องจ่ายเงินนะจ๊ะ จริงๆแค่เครื่องดื่มร้อยแปดอย่างนี่ก็เกินพอแล้วแหละ
พนักงานก็สุภาพและบริการดีมาก
กินไป ดูทีวีไป เผลอหลับบ้าง นั่งเมาท์บ้าง แป๊บๆก็สองชั่วโมงแล้ว
ถ้าเป็นคู่รักสงสัยเวลาเท่านี้ไม่พอแน่ๆ ประเทศไทยหากมีอะไรแบบนี้
คงจะกลายเป็นแหล่งมั่วสุมไปอย่างไม่ต้องสงสัย ว่าไปแล้วนี่เป็นไอเดียทางธุรกิจที่ดีมากๆ
โดยเฉพาะประเทศที่เล็กจิ๊ดริ๊ดอย่างเกาหลีที่มองไปทางไหนก็มีแต่ผู้คน หาความสงบ
และความเป็นส่วนตัวไม่ค่อยได้ ธุรกิจนี้จึงตอบสนองความต้องการได้อย่างลงตัวเหมาะเจาะ
ในราคาที่แสนจะ affordable และไม่เสียภาพพจน์และไม่ต้องอายในการเข้ามาใช้
เพราะคนที่มาใช้ก็มีจุดประสงค์หลากหลาย ที่มากันเป็นกลุ่มเพื่อนกันก็เยอะแยะ
ใครสนใจทำธุรกิจแบบนี้ในเมืองไทยบ้างเอ่ย….
วันสุดท้ายของการไปเที่ยวโซลครั้งนี้ จริงๆไม่มีอะไรมากเลย
คืนสุดท้ายที่โซล จีรศักดิ์นัดกับน้องคนไทยที่เรียนอยู่โซลกินพิซซ่าเกาหลี Mr.Pizza
เช้าวันรุ่งขึ้นต้องรีบจับรถไฟกลับปูซานแต่เช้า เพราะมีเรียนตอนบ่าย
แต่ขอโทษ ระหว่างนั่งเพลินบนรถไฟ นึกขึ้นได้ว่า
รายงานยังทำไม่เสร็จเพราะเที่ยวเพลิน ก็เลย SMS หาอาจารย์ว่า
จีรศักดิ์ไม่ค่อยสบาย (ช่วงนี้หวัดมรณะกำลังระบาดด้วย)
อาจารย์ก็ตอบกลับมาเลยว่ายกเลิกคลาส (ก็ทั้งคลาสปกติมีนักเรียนแค่สองคน ฮ่าๆ)
อ้าว แล้วนี่รีบตื่นเช้ามาขึ้นรถไฟทำไมนี่ น่าจะอยู่ต่อเที่ยวให้หนำใจดีกว่า ฮ่าๆๆ
เข้าเรื่อง Mr.Pizza ต่อดีกว่า
จริงๆมันก็คือๆกันกับพวกพิซซ่าฮัทนั่นแหละ แต่ว่ามันอร่อยกว่า มีหลายรสชาติให้เลือก
ขนาดอาหารเกาหลีแท้ยังต้องหลบฉาก เพราะอาหารเกาหลีเอะอะอะไร
ก็ใส่เครื่องแกงพริกสีส้มๆที่มีอยู่รสชาติเดียว
หากกินอาหารเกาหลีทุกวันอาจจะบ่อนทำลายสุขภาพกาย
และสุขภาพจิตคุณได้มากกว่าเสพยา เชื่อเหอะ..
นานๆที บลอคนาลซีซัสขนานแท้อย่าง jirasak.com จะลงรูปคนอื่นที่ไม่ใช่หน้าตัวเอง
แต่เอาเถอะ นานๆได้เจอน้องเค้าที เผื่อจะเป็นการโปรโมทให้ผู้ชาย(ที่ดีๆ)
ได้หลงมาเห็นรูปบ้าง ได้ข่าวว่าเรียนหนักจนไม่สามารถเจียดเวลาไปคบชู้สู่ชายที่ไหนได้…
เข้าเรื่องดีกว่า… พิซซ่า made in Korea น่ากินแค่ไหนดูกันเอาเอง
เดือนไหนไม่ได้กินแทบจะลงแดงตาย ต้องให้รูมเมทมามัดมือมัดเท้า…
ไม่มีอะไรสุดยอดกว่าพิซซ่าหน้าซีฟู๊ด มีกุ้งพันด้วยเส้นไหมทิพย์ (ก็หมี่นั่นแหละ)
โรยตัวอยู่ตามขอบ อูยส์.. บรรยายแล้วเปรี้ยวปาก ขนาดกลางราคา 700 กว่าบาทจ๊ะ
ทริปไปโซลครั้งนี้ทำเอาจีรศักดิ์จนไประยะนึง ต้องกินบะหมี่ซองบ่อยขึ้น แต่อ๊ะ ขอโทษ
บะหมี่ซองของเกาหลีไม่ธรรมดานะจะบอกให้ ซองละยี่สิบกว่าบาทเท่านั้น
ถูกกว่าข้าวจานเดียวที่ภูเก็ตถึง 2 เท่า !!!
แถมทั้งอิ่มทั้งอร่อยด้วย
นี่เลย บะหมี่ซองยี่ห้อโปรดของจีรศักดิ์ จัมปุง รสปลาหมึก เส้นเด้งดึ๋งถึงเครื่องปรุงรส
เส้นผ่านศูนย์กลางของหมี่น่าจะถือได้ว่าใหญ่ที่สุดในโลก
มาม่า Oriental ซองละ 12 บาทของไทย เมื่อเทียบกับของเกาหลีจะเห็นได้ชัดเลยว่า
ของไทยเอาเปรียบผู้บริโภคมั่กๆ เทียบขนาดซองกับมือของจีรศักดิ์สิ
แถมของเกาหลีไม่ใส่ผงชูรสด้วยจ้า อร่อยอย่างธรรมชาติ
ของไทยไม่อร่อย เส้นก็แห้งๆไม่พอง ไม่เด้งด้วย

ให้ดูรูปชัดๆ ตอนมันพองขึ้นอืดกำลังงาม น่าเคี้ยวขย้ำให้หนำใจจริงๆ
นี่แหละ สิ่งที่ทำให้จีรศักดิ์สามารถประหยัดเอาเงินไปเที่ยวเล่นได้
ตอนสมัยอยู่ญี่ปุ่น เคยซื้อมาม่าญี่ป่นมากิน เลือกรสเผ็ดนรกแล้ว
ยังต้องไปหาซื้อพริกป่นมาเติม แม้กระนั้นก็ยังไม่เผ็ดถึงใจเราชาวไทย
มาม่าเกาหลีนี่แหละ คือคำตอบสุดท้ายของเหล่ามวลมนุษยชาติ…..
11/21/2009
หายไปเกือบเดือนเพราะโน้ตบุ๊ค HP ที่ใช้งานมาได้สองปีมันพัง
เริ่มจาก Wireless Lan เสีย แล้วก็เริ่มมีอาการแฮ้งค์
ตามด้วยอาการเปิดแล้วไม่ค่อยติด เหมือนมันขี้เกียจตื่นเอาซะงั๊น
(เหมือนเจ้าของเลย กร๊ากก) จนในที่สุดก็แน่นิ่งกลับบ้านเก่าไปในที่สุด
(ตอนนี้กำลังบ้า Farmville กับติดกาแฟ Starbucks แบบขวด
ที่ขายตามซูเปอร์ที่เกาหลีในราคา 75 บาทไทย ฮ่าๆๆ)
จริงๆ ปกติจีรศักดิ์จะใช้โน้ตบุ๊ค 2-3 ปีแล้วก็เปลี่ยน และถ้าเสียอย่างนี้
จะเอาไปขายต่อก็ไม่ได้ แล้วท่าจะเป็นอาการเสียที่สาหัสซะด้วย
ยังดีที่ใช้ netbook ที่มีอยู่ (ก็ยี่ห้อHPอีกนั่นแหละ) แก้ขัดไปก่อน
ใช้netbookหลายๆวันมันก็ขัดใจเพราะไม่เร็วปรู๊ดปร๊าดสะใจวัยรุ่นตอนปลาย
อย่างจีรศักดิ์ก็เลยต้องหอบโน้ตบุ๊ตฝ่าลมหนาวเคล้าผิวแตกขึ้นรถเมล์
ไปศูนย์ซ่อม แล้วก็นั่งต้องนั่งบรรยายปากเปียกปากแฉะถึงอาการเสีย
เป็นภาษาเกาหลีอีก กรี๊ดด… เจ้าหน้าที่บอกว่าเมนบอร์ดเสีย
ต้องเปลี่ยนและเสียเงินราวเกือบ 9000 ไทย กรี๊ดดดดดดดดดดดดด
จีรศักดิ์แทบเป็นลมน้ำลายฟูมปากตายตรงนั้น แต่คิดว่ามันก็ช่วยไม่ได้อ่ะนะ
กลับมาบ้าน ลอง google อาการเสียดู (ตอนนี้คำว่า google มันกลาย
เป็นคำกริยาในพจนานุกรมไปแล้วนะ) ก็พบว่าไอ้เจ้ารุ่น tx1307 (1300)
ที่จอเป็นแบบ Touch Screen นี้มันมักจะพบอาการแบบเดียวกัน
กับของจีรศักดิ์เป๊ะๆ และอาการที่ว่ามันก็มักจะพบเมื่อเวลาผ่านไปเป็นปี
(ก็คือหมดช่วงประกันแล้วนั่นแหละ แม๊ มันช่างเลือกเวลาเสียได้ดีจริงๆพับผ่า)
และไม่ว่าศูนย์ HP ที่ไหนทั่วโลกก็จะบอกว่าต้องเปลี่ยนเมนบอร์ดใหม่
ด้วยราคาเท่าๆกันกับที่จีรศักดิ์จ่ายที่เกาหลี อย่างนี้แสดงว่า
รุ่นนี้มันมี defect แต่ HP ไม่ยอมเรียกคืน
(ว่าแล้ว ทำไมจีรศักดิ์ซื้อไปได้ไม่นาน มันลดราคาจาก 4 หมื่นกว่า
เหลือ 3 หมื่นถ้วนเอง)
ตอนไปรับเครื่องก็บ่นกับพนักงานว่าอาการแบบนี้เป็นกันทั่วโลกนี่
พนักงานก็ตอบแบบเขาสีข้างถูว่าคุณเอาไปใช้งานแบบไหนเราก็ไม่รู้ได้
มันสองปีแล้วด้วย แล้วเครื่องนี้ก็ไม่ได้ซื้อที่เกาหลีด้วย ผลิตมาแบบไหนก็ไม่รู้
แล้วก็ยังอ้างเหตุผลอีกร้อยแปด จีรศักดิ์ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง
แต่ที่แน่ๆ คันไม่คันมืออยากชกมันมากๆ
(จริงๆคาดไว้แล้วแหละ ว่ายังไงมันก็ไม่รับผิดชอบ)
พอกันที คอมพิวเตอร์ยี่ห้อ HP เล่นไม่ซื่อกันแบบนี้ ข้าน้อยก็ขอลา
ชาตินี้ชาติไหนจะไม่ซื้อของมันอีกแล้ว จริงๆตัว netbook เองก็มีปัญหา
ฝุ่นเข้าหน้าจอ มิน่าพอออกรุ่นไหมก็เห็นเปลี่ยนหน้าจอเป็นแบบใหม่
(แต่สีสันและความชัดเจนห่วยลงกว่าเดิมนะ)
ได้ยินมานานแล้ว ว่า HP ควบคุมคุณภาพไม่ค่อยดี ตอนนี้เจอกับตัวรู้แล้ว
เครื่องต่อไปใช้ Toshiba เหมือนเดิมดีกว่า เคยใช้มาสองเครื่องไม่เคย
มีปัญหาอะไรเลย ทำตกก็ไม่พังด้วย
ศูนย์ที่เกาหลีหากจะมีข้อดีสักน้อยนิด ก็เห็นจะเป็นความรวดเร็ว
ในการให้บริการ ปกติใช้เวลาวันเดียวเสร็จ เหลือเชื่อมากๆ
ถ้าบริการไม่เร็วก็แพ้ Samsung, LG แน่ เพราะเจ้าโน้นบริการสุดยอดมาก
(เฉพาะที่เกาหลีประเทศแม่มันหรอกนะ) อีกอย่างHPท่าจะรอดยากที่เกาหลีด้วย
เพราะแผนกขายคอมที่เกาหลีในหลายๆห้าง ชอบแอบเอาป้ายราคาของ HP
ไปซ่อน ส่วนคอมของเกาหลีเองมีป้ายบรรยายสรรพคุณพร้อมราคายาวเหยียด
ตอนแรกรู้สึกเห็นใจว่า HP เปรียบเสมือนลูกเมียน้อย ตอนนี้แอบสะใจว่ะ..
และแล้วชีวิตของจีรศักดิ์ได้ก็กลับมาโลดแล่นในจังหวะBossaNovaอีกครั้ง
คอยพบกับบลอคตอนใหม่ ที่สะสมไว้เตรียมออกสู่สายตาประชาชีทั่วโลก
เร็วๆนี้…
(อัพเดทเพิ่มเติม)
ไปเจอข่าว จัดอันดับ notebook ที่เสียบ่อยที่สุด
HP ขึ้นอันดับ 1 ครองแชมป์อย่างน่าภาคภูมิใจ
กรอดด.. ทำไมจีรศักดิ์ไม่เห็นก่อน

อยากรู้รายละเอียด ตามลิงค์ไปเลยจ้า
http://www.notebookspec.com/web/?p=12917