KONG's profilewww.jirasak.com PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    12/31/2007

    ภาษาไทยวันละคำ...


    สวัสดีปีใหม่ทุกท่าน ระยะนี้มีแต่งานเฉลิมฉลองอะไรสารพัด
    เดือนนี้จึงเป็นเดือนบริโภคแห่งชาติอย่างแท้จริง

    เริ่มด้วยงานคริสตมาส งานที่จีรศักดิ์รู้สึกดีไปด้วยกับบรรดาฝรั่งขี้นกเดินดิน
    ที่หาดป่าตองทั้งหลาย วันนั้นไม่ค่อยแห็นฝรั่งแรดๆ สาวอะโกโก้ก็ไม่เห็นมาเต้นยั่ว
    เปิดนม เปิดหอยเหมือนวันอื่นๆ นับว่าเป็นวันแห่งจิตวิญญาณใฝ่สูงอย่างแท้จริง

     

    ภาพนี้ถ่ายหน้าโรงแรมหนึ่ง แถวหาดป่าตอง ความเป็นไทยกู้ก้องร้องประสานกับ
    ต้นคริสต์มาสได้อย่างกลมกลืน บรรยากาศช่างมลังเมลืองสุดบรรยาย

    พูดถึงคำว่า "มลังเมลือง" จีรศักดิ์เคยใช้คำนี้ในห้องเรียน แล้วไม่มีนักเรียนคนไหน
    รู้ว่ามันแปลว่าอะไร (เอ พวกเราคนไทยเหมือนกันหรือเปล่า) สงสัยว่าคนเดี๋ยวนี้
    ทำไมมีคลังคำศัพท์น้อยลง ผู้อ่านทั้งหลายให้คำนิยามได้ไหมว่าคำนี้ใช้สื่อถึงอะไร

    พยายามให้คำนิยามที่เชื่อถือได้ ก็เลยไปแอบเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
    (จริงๆเกลียดพจนานุกรมฉบับนี้มาก เพราะมันให้ความหมายที่ต้องมานั่งแปลไทยอีกรอบ
    แถมยังไม่มีคำที่เราๆท่านๆใช้อยู่อีกหลายคำ คำหยาบทั้งหลายไม่มีเลย)

    พจุนานุกรมฉบับมติชน แอบเขียนแขวะกัดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานไว้ประมาณ
    ว่า "พจนานุกรมต้องสะท้อนว่าสังคมไทยใช้คำนั้นอย่างไร ไม่ใช่มานั่งกำหนดว่าคนไทย
    ต้องใช้มันอย่างไร" สะใจยิ่งนัก โหะ โหะ

    มาเข้าเรื่องกันดีกว่า พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้คำนินามของคำว่า
    "มลังเมลือง" ไว้สั้นๆว่า "สุกใส อร่ามเรือง" เหอ เหอ อ่านแล้วพอเห็นภาพ แต่ก็ยัง งง งง



    มาดูพจนานุกรมฉบับจีรศักดิ์กันดีกว่า หลังจากที่จีรศักดิ์ค้นหาว่าจาก Google ว่า
    ชาวบ้านเค้าใช้คำนี้เพื่อสื่อถึงอะไร แล้วจะเหมือนจีรศักดิ์คิดหรือไม่ ผลสรุปว่า
    จีรศักดิ์ใช้คำนี้เหมือนชาวบ้าน ส่วนความหมายนั้น จีรศักดิ์ขอให้แบบยาวๆ ไว้ดังนี้


    1. ในทางรูปลักษณ์ จะมีลักษณะของสีทองหรือสีสว่างที่เด่นออกมากจากบรรยากาศ
        โดยรอบที่ครึ้มสลัว
    2. สิ่งที่ดูสว่างนั้นจะออกแนวแวววับแต่ก็ไม่เจิดจ้า ชวนในรู้สึกขลัง ลึกลับ exotic
        คลุมเครือ เหลือจะเอ่ย
    3. มักจะกระทบจิตใจในเชิง Spiritual จึงมักมีความรู้สึกในเชิงของศาสนาหรือ
        วัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง


    ที่โดนใจที่สุดคือเวปนี้ http://sippakorn.multiply.com/ เค้าสอนการใช้ Photoshop
    ตกแต่งภาพให้ออกมาในแนวมลังเมลือง ดูจากภาพแล้วแทบตรัสรู้เลย
    ไม่มีภาพไหนบ่งบอกถึงความมลังเมลืองได้ดีเท่าภาพนี้แล้ว

     

    ภาพซ้ายคือภาพก่อนการตกแต่ง ภาพขวาคือภาพที่ผ่าน Photoshop ให้ดูมลังเมลืองแล้ว
    สุดยอดจริงๆเล้ย เห็นภาพแล้ว พอจะเข้าใจแล้วใช่ไหม ผู้อ่านมีความเห็นเพิ่มเติมไหม
    ว่ามลังเมลืองในความหมายของท่านมันประมาณไหน

    ภาพสวยๆในโพสต์ครั้งนี้ ขอมอบเป็นของขวัญปีใหม่แด่ทุกท่าน ...
    ข้าน้อยขอจรลีไปกินรับปีใหม่ต่อ แหะ แหะ

     

    12/17/2007

    คุยกับพระเจ้า....


    ถ้ามีคนมาบอกว่า เขาสามารถคุยกับพระเจ้าได้ ผ่านทางความคิด
    คุณจะเชื่อเขาไหม ??
    ถ้าเขาอ้างว่าเขาได้เขียนหนังสือซึ่งมีเนื้อหาว่าเขาได้คุยกับพระเจ้าว่าอะไรบ้าง
    คุณอยากจะอ่านหนังสือเล่มนั้นไหม??

    หนังสือเล่มนั้น ตอนนี้อยู่ในมือของจีรศักดิ์แล้ว...
    และมันเป็นหนังสือที่ขายดีระดับโลกด้วย

     

    ถ้าคุณจะตอแหลว่าหนังสือของคุณได้รวมรวมขึ้นจากการสนทนากับพระเจ้า
    คุณจะเขียนมันออกมาในรูปแบบไหน และคุณคิดว่าคุณแน่พอไหมที่จะเขียนมัน...

    จีรศักดิ์อ่านๆหนังสือเล่มนี้ไป เริ่มจะเชื่อว่า พระเจ้ามีจริง (จริงๆนะจะบอกให้)
    จริงๆจีรศักดิ์เริ่มเชื่อมานานแล้ว ว่าต้องมีอะไรอยู่ "เหนือ" เรา
    จากการอ่านหนังสือหลายเล่มหลายแนว แม้แต่แนววิทยาศาสตร์

    ขอยกตัวอย่างจากหนังสือเรื่อง "ประวัติย่นย่อของกาลเวลา" โดย Stephen Hawking
    ซึ่งได้กล่าวว่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายในปัจจุบันเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจาก "Big Bang"
    หรือการระเบิดครั้งใหญ่ ซึ่ง ทำให้ เวลา ที่นั่น ที่นี่ สิ่งนั้น สิ่งนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น
    ทฤษฎีหรือสมการทั้งหมดในโลกปัจจุบันนี้อธิบายเหตุการณ์หลังจากการเกิด Big Bang ได้
    แต่ไม่สามารถอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนการเกิด Big Bang ได้ !?!?....

    ลองมาคิดกันดูว่า ก่อนการเกิด Big Bang เป็นไปได้ว่าทุกอย่างเป็นศูนย์ หรือเป็น
    "ความไม่มีอะไร" แต่พอเกิด Big Bang ก็เริ่มมี "ความเป็นอย่างนี้ อย่างนั้น" เกิดขึ้นมา
    แล้ว ความ "มีอะไร" มันเกิดมาจากความ "ไม่มีอะไร" ได้อย่างไร !?!?
    แสดงว่าเป็นไปได้ว่า อาจจะมีอะไรหรือมีใครผลักดันให้มันเกิดขึ้น หรือสร้าง "สิ่งแวดล้อม"
    แบบนั้นขึ้นมาให้มันเป็นวัฎจักร

    กลับมาที่หนังสือกันดีกว่า พระเจ้าในหนังสือ อ้างตัวเองว่าเป็นสิ่งที่สร้างทุกอย่าง
    หรือทุกอย่างเกิดมาจากพระเจ้า แต่อ่านดูแล้ว ไม่เข้าเกณฑ์พระเจ้าในศาสนาใดๆเลย
    พระเจ้าในเล่ม ปฎิเสธความเชื่อบางอย่างของหลายศาสนา พระเจ้าที่ว่านี้
    ไม่มีการตัดสิน ไม่ลงโทษ ไม่สั่งใคร ดูกวนๆ ขี้เล่น ใจกว้าง  และฉลาดอย่างไม่น่าเชื่อ

    แต่พระเจ้าที่ว่าก็ไม่ได้บอกว่า ที่ชีวิตเราเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะเป็น "ลิขิต" ของพระเจ้า
    แต่อธิบายว่า เราได้ "เลือก" มันเอง...

    จีรศักดิ์จะไม่ขอเขียนลึกในรายละเอียด
    เพราะถ้ายกตัวอย่างอะไรที่อยู่ในหนังสือออกมาพูดให้ฟัง
    มันก็ไม่ใช่ตัวแทนของหนังสือทั้งเล่ม และก็จะถูกวิจารณ์ได้ว่า
    ด้วยเหตุแค่นี้ ด้วยประโยคแค่นี้ แกก็เชื่อหนังสือเล่มนี้แล้วหรือ..

    แต่อดไม่ได้ ที่จะยกตัวอย่างง่ายๆดูสักสองชิ้น (ยังมีหลายอันที่เข้าใจยากมาก
    และต้องอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือไม่บางประเด็นก็ยังเข้าใจไม่ได้ แต่ก็เป็นคำอธิบาย
    ที่แปลกประหลาด ไม่เคยได้ยินมาก่อน)

    (คัดย่อมา)


    คำถาม ทำไมพระเจ้าไม่แสดงตนอย่างชัดแจ้งอย่างที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ล่ะ
    คำตอบ เป็นไปไม่ได้ ฉันไม่ได้มีรูปลักษณ์อย่างที่เธอเข้าใจหรอกนะ จริงอยู่
               ฉันสามารถใช้ร่างหรือรูปกายที่เธอเข้าใจได้ แต่ก็จะทำให้คนคิดว่านั่นคือ
               ลักษณะเดียวของพระเจ้า ผู้คนจะพากันเชื่อว่า ฉันเป็นอย่างที่พวกเขาเห็น
               แทนที่จะเป็นสิ่งที่พวกเขา"ไม่ได้"เห็นและหากฉันแสดงอิทธิฤทธิ์ คนก็จะพากัน
               เชื่อว่าต้องเป็นฝีมือของซาตาน ดังนั้นฉันจะไม่แสดงตนผ่านทางการสังเกต
               จากภายนอก

    หรืออีกอันที่เจ็บแสบมาก

    คำถาม เซ็กส์ เป็นเรื่องที่โอเคไหม
    คำตอบ ถ้าฉันไม่อยากให้เธอเล่นเกมบางเกมแล้วจะให้ของเล่นเธอไปทำไม
               เธอจะให้ของที่เธอไม่อยากให้ลูกหลานตัวเองเล่นหรือเปล่าล่ะ


     
    พระเจ้าในเล่มยังมาพร้อมกับทฎษฎีและหลักปรัชญามากมาย อย่างเช่น ต่อคำถามที่ว่า
    ทำไมพระเจ้าไม่สร้างให้โลกนี้เพอร์เฟกต์ ไม่ต้องมีเรื่องแลวร้าย พระเจ้าตอบประมาณว่า
    ฉันสร้างสิ่งที่ตรงกันข้าม เพื่อให้เธอรู้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่คืออะไร ฉันสร้าง "เธอ"
    และสิ่งที่ "ไม่ใช่เธอ" เพื่อ "เธอ" จะได้รู้ว่า "เธอ" เป็น "เธอ"  
    "ดี" จะหมายความว่า "ดี" ได้ เพราะว่ามี "เลว" อยู่  สิ่งทุกอย่างต้องมีสิ่งตรงกันข้ามกัน
    (สรุปมานะ)

    ชักจะเชื่อว่า การที่จีรศักดิ์ได้อ่านหนังสือเล่มนี้
    เป็นเพราะพระประสงค์ของพระเจ้า และเปลี่ยนวิธีคิดของจีรศักดิ์หลายๆอย่าง
    ทั้งๆที่ตอนเห็นชื่อปกครั้งแรก นึกในใจว่า "ใครว่ะแม่งบ้าจริงๆ"

    มันมีอะไรเยอะจริงๆในหนังสือเล่มนี้ ลองไปหาอ่านกันดูนะ
    อาเมน...

     

     


    เหนื่อยจริงๆ..


    ผ่านไปแล้วอีกครั้ง สำหรับงานประจำปี ของพวกเราชาว มอ ภูเก็ต
    งาน มอ.วิชาการ ที่ปีหลังๆเริ่มจะเป็นงานเพื่อ "ทำลาย" ตัวเองมากกว่า
    ที่จะเป็นการโปรโมต เหตุเพราะขาดการร่วมแรงร่วมใจของคนทำงาน
    อาจารย์หลายคนไม่เอาด้วย แถมหนีไปพักร้อน เจ้าหน้าที่บางคนก็เช้าชามเย็นครึ่งชาม
    ทำให้งานโดยรวมขาดความน่าสนใจและคงความ "ไม่มีอะไร"
    เอาไว้อย่างเหนียวแน่นตลอดสามวันของงาน

    อย่างไรก็ดี กิจกรรมที่โฉ่งฉ่างและสร้างสีสันที่สุดเห็นจะเป็นกิจกรรมของ
    กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศของเราๆท่านๆ ทั้งอาจารย์และนักเรียนก็ได้
    พยายามกันเต็มที่ จึงขอชื่นชมและขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้ เชี่ย เชี่ย

     

     

    12/2/2007

    กรุงเทพฯ หนาวแล้ว.. บรื๊ออ...


    ปีนี้ครบรอบความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นครบ 120 ปี จึงมีงานสัมมนามากมาย
    จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ จีรศักดิ์จึงต้องรีบไปกรุงเทพฯเพื่ออัพเดตหัวสมอง
    ก่อนที่มันจะฝ่อไปพร้อมกับ...

    วิ่งรอกงานสัมมนาสองงาน งานหลังจัดที่ธรรมศาสตร์บ้านเก่าของเราๆท่านๆ
    ดีใจที่ไม่ได้กลับมาเยี่ยมอีก   2-3 ปีแล้วมั๊งที่ไม่ได้มาเหยียบที่นี่
    งานสัมมนาใช้ภาษาอังกฤษตลอดงาน
    เพิ่งรู้ว่าภาษาอังกฤษของอาจารย์เมืองหลวงแต่ละคนพ่นกันไฟแลบเลย
    ราวกับเป็นภาษาของตัวเอง
    ช่างต่างกับอาจารย์บ้านนอกอย่างจีรศักดิ์ยิ่งนัก
     
    จีรศักดิ์นั่งสงบเสงี่ยมตลอดงานสัมมนาราวกับเป็นผู้ดีปีนัง
    ไม่ได้ออกความเห็นอะไรเลย
    เพราะว่า... (รู้คำตอบแล้วใช่ไหมล่า.....)

     

    แอบวิจารณ์หน่อย ใครน่ะช่างงี่เง่าสร้างทางเดินหลังคากันแดดมาบดบังตึกโดมแสนสวย
    ถ้าจีรศักดิ์เป็นอธิการบดี จะสั่งขุดทางเดินลงใต้ดินเลย เพราะไหนๆหอสมุดทั้งหอมันก็ลง
    ไปอยู่ใต้ดินมานานแล้ว ก็แค่ทำทางเชื่อมก็หมดเรื่อง ทำไม๊ ทำไม
    ฝนตกก็ไม่ต้องกลังเปียกกลัวสาด แถมยังแอบคิดต่อว่า จะทำทางเชื่อมลอดใต้
    แม่น้ำเจ้าพระยาไปออกธนบุรีด้วย วันหลังถ้าทหารจะเข้ามาปราบปรามนักศึกษาอีก
    พวกเราจะได้หลบหนีไปออกอีกฝั่งได้เลย  จีรศักดิ์วันนี้ยังไม่ใช่พวก
    Political Extremist (แต่ในอนาคตไม่แน่ อาจจะได้ใช้อุโมงค์ที่ตัวเองจินตนาการไว้..)

     

    กรุงเทพฯช่วงนี้อากาศแห้งและมีลมเย็นตลอด
    เดินเหงื่อไม่ตกเลย เห็นหมาหลายตัวเจ้าของใส่เสื้อให้แล้ว
    หลายห้างก็เริ่มประดับประดาไฟและต้นคริสต์มาส สวยมากๆๆๆๆๆ
    บรรยากาศช่างเป็นใจอย่างถึงที่สุด
    ทำไมเราต้องมาเดินคนเดียวล่ะนี่... พระเยซูผู้เป็นเจ้า ส่งใครมาที...

    สงสัยอดีตทำกรรมไว้ ชอบร้องเพลงล้อเลียนพระเจ้า (ลุงสอนมา)
    พระเจ้าก็เลยไม่ช่วยเราเลย  เนื้อเพลงป่านนี้ยังจำได้เลย

    พระเยซู ผู้เป็นเจ้า กินน้ำข้าว กับหัวปลาทู
    กินแล้ว ขึ้นสวรรค์ โดนพระอินทร์ ถีบลงรูปู
    ปูบอกเหม็นเปรี้ยว หนีบกระเจี๊ยว พระเยซู
    (ไปหาทำนองมาใส่เองนะ)


    เห็นต้นคริสต์มาสในรูปพาลคิดไปถึงหนังเรื่อง "รักแห่งสยาม" ที่เพิ่งไปดูมาเมื่อคืน
    เพราะเขาลือกันว่าดีนักดีหนา ขนาดเพื่อนที่กรุงเทพก็อยากจะไปดูกันทั้งนั้น
    ลองโหลดตัวอย่างหนังมาดู ก็คิดว่า อืม น่าดูแฮะ
    แต่พอกลับมาภูเก็ต แล้วลองไปดู อืม ตกใจ อ้าวเป็นหนังพลังYหรือนี่
    (อย่าถามว่า พลังY คืออะไร ไปดูหนังจะเข้าใจเอง)

    ในหนังพยายามเน้นว่าครอบครัวของโต้งเป็นคริสเตียน เคยบอกแล้วว่า
    จีรศักดิ์เคยเรียนโรงเรียนคริสต์สมัยประถม อะไรที่สวดกันในหนังก็ต้องสวดจริงๆ
    ทุกวันสมัยเรียน แต่ตอนเป็นเด็กนั้นก็ไม่เคยเข้าใจอะไรเลยในความเป็นคริสต์

    เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เพิ่งจะตระหนักว่า สิ่งที่คริสต์เห็นว่าสำคัญที่สุดคือ "ความรักต่อทุกคนทุกสิ่ง"
    ซึ่งก็เป็นประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้นี่เอง ถ้าดูเผินๆเรื่องนี้เป็นความรักของชายสองคน
    และถ้าคิดดีดี หนังเรื่องนี้เป็นความรักของทุกคนทุกสถานะ แม้คนที่เราเพิ่งจะรู้จัก
    หรือแม้กระทั่ง การรักชีวิตของตน รักที่จะมีชีวิตอยู่......
    (แต่ครอบครัวคริสเตียนในหนัง ก็ยังไม่เข้าใจเลยว่า "รัก" คืออะไร)

    หนังยังพยายามชี้ให้เห็นว่า พอเรารักใคร เราก็ชอบไปตีกรอบ ไปยึดครอง
    พอเค้าไม่ได้อย่างใจเรา พลาดไปจากมาตรฐานของเรา หรือหลุดมือเราไป
    เราก็เสียใจ โทษเค้า และตีโพยตีพาย ถ้าอย่างนั้น ถ้าเรารักใครจะต้องทำอย่างไรดี
    ไปหาคำตอบในหนังเอง..... หนังเฉลยไว้แล้วด้วยภาษาสุดสวย

    สมชื่อ "รักแห่งสยามจริงๆ"