KONG's profilewww.jirasak.com PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    3/24/2007

    กินที่ป่าตอง บรรยากาศดีดี ในราคาชาวบ้าน..


    ปัญหาของการมาเที่ยวป่าตองทุกครั้งก็คือ ไม่รู้จะไปกินข้าวที่ไหน
    เพราะกลุ่มเป้าหมายของที่นี่ไม่ใช่คนไทย จึงมีแต่ร้านอาหารฝรั่งหรูๆ
    จะกินข้างทางในซอกซอยรึก็ดูไม่สะอาด จะกินพวกพิซซ่า KFC รึก็เปลืองตังค์
    ไม่เหมาะกับอาจารย์มหาลัยที่รายได้ยังต่ำกว่ากะหรี่ป่าตอง
    ยิ่งเป็นช่วงปลายเดือนเช่นนี้ อยากจะเที่ยวแต่อยากประหยัดด้วย ทำไงดี



    ในที่สุด พระเจ้าก็ชี้นำแสงสว่างมาสู่ชีวิตจีรศักดิ์ เมื่อจีรศักดิ์ค้นพบที่กินข้าวบรรยากาศโรมานซ์
    อีกด้านมองเห็นทิวเขา สวยอลัง แถมคนไม่เยอะด้วย ดูจากรูปเดาออกไหมว่าที่ไหนเอ่ย....



    แอ่น แอ๊น  มันคือชั้นสองของตลาดสด (ดูให้ได้เลยว่ามีตลาดสดในประเทศไทยที่ไหนไหมที่สวยกว่านี้)
    อันมีชื่อว่า ตลาดบันซ้าน ซึ่งอยู่หลังศูนย์การค้าจังซีลองนี่เอง เดินข้ามถนนไปนิดเดียว 
    ชั้นล่างของอาคารเป็นตลาดสดเวอร์ชั่นนิลเลเนี่ยม ใหม่และสะอาด ส่วนชั้นสองเป็นศูนย์อาหาร  
    แต่อย่างไรก็ดี น่าเศร้าใจว่า มีร้านขายอาหารอยู่เพียงไม่กี่ร้านเท่านั้น เพราะคนไม่ค่อยมากิน
    ร้านก็เลยอยู่ไม่ได้   แต่ขอรับประกันว่า อาหารทั้งถูก อร่อยใช้ได้(แบบภูเก็ต)
    ได้ปริมาณเยอะด้วย ดูในรูปข้างบนได้

    วันหลังถ้าไปเที่ยวป่าตอง ก็คงจะมากินที่นี่อีก และเก็บตังค์ที่เหลือไปกินกาแฟสตาร์บัคส์ดีกว่า
    (อ้าว เฮ้ย ไหนว่าจะประหยัด เสียคอนเซ็ปต์อีกแล้วเรา อิ อิ.....) 


    3/14/2007

    เดินเล่นที่สิงคโปร์ (ตอนที่ 4)


    ณ วันนี้ ล่วงเข้าวันที่สี่ จีรศักดิ์ตระหนักแล้วว่า สิงคโปร์ที่จีรศักดิ์ไม่ชอบ
    กลับมีอะไรให้ค้นหามากมาย และอยากจะอยู่ต่ออีกหลายๆวัน
    เพื่อที่จะเดินเที่ยวไปเรื่อยๆในหลายๆที่ มากกว่าวิ่งไปตามสถานที่ที่เขียนไว้ในไกด์บุ๊ค
    ถ่ายรูปแชะ แล้ววิ่งไปที่ต่อไป...



    อาหารมื้อแรกของเช้าวันที่สี่ และเป็นวันสุดท้าย เติมพลังมื้อเช้าด้วยข้าวหน้ากุ้งทอดร้าน Yoshinoya
    นึกสงสัยตัวเองว่านี่กรูอยู่สิงคโปร์หรืออยู่ญี่ปุ่นวะเนี่ยะ ร้านค้าและอาหารของญี่ปุ่นเยอะมากเลย
    มื้อนี้หมดไปสองร้อยบาท แพงโว้ยยยยยยย



    กินอิ่ม รีบแจ้นไปเดินเล่นที่โรงแรม Raffles เพื่อเก็บบรรยากาศหรูสไตล์โคโลเนียล
    โรงแรมนี้มีสถาปัตยกรรมที่งดงามและสวนที่ร่มรื่น กินอาณาบริเวณใหญ่มาก
    ข้างในมีร้านค้า ภัตตาคารมากมาย เขาให้บุคคลภายนอกเดินเล่นในโรงแรมได้โดยอิสระ
    (แต่ท่าจะกันส่วนที่พักไว้เฉพาะแขกที่มาพัก) จีรศักดิ์เดินซะทั่วทุกซอกซอย
    ของโรงแรม นึกจินตนาการว่าตัวเองเป็นราชาธิบดีเดินชมวัง อืม ได้บรรยากาศมากๆๆ

     

    เติมความอลังการด้วยการเดินต่อไปยังคอนแวนต์โบสถ์ฝรั่ง ใหญ่โตมากเลย
    แต่ว่าถ้ามาเย็นๆน่าจะสวยกว่านี้ มาตอนกลางวันร้อนตับแลบ

     

    นั่งรถไฟฟ้ามาลงย่านคล๊ากคีย์ที่อยู่ริมน้ำ รู้สึกว่าเขาพัฒนามาจากโกดังเก็บของอะไรประมาณนั้น
    ตึกสีสันบาดตาริมน้ำ สวยไปอีกแบบ ตรงข้ามคล๊ากคีย์มีห้างเปิดใหม่ ชื่อว่าห้าง Central สวยมากเลย



    ในย่านคล๊ากคีย์มีร้านอาหารเยอะมาก แต่ละร้านสวยสะเด็ดยาด เสียดายมาคนเดียว
    ก็เลยไม่ได้นั่งกินอะไรเพื่อชมบรรยากาศ เดี๋ยวเขานึกว่าบ้ามานั่งคนเดียว
    มีอยู่ร้านหนึ่งเปิดเพลงสไตล์ละตินที่จีรศักดิ์ชอบด้วย
    ที่สิงคโปร์ไปที่ไหนก็เจอแต่น้ำพุ สงสัยจะทำน้ำพุประชดชีวิตที่ต้องซื้อน้ำมาจากมาเลเซีย ฮ่า ฮ่า

     

    แต่ละร้านก็แข่งกันโชว์ของดี อวดสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ดูอย่างร้านนี้สิ อลังมาก
    แต่ไม่เห็นคนเข้าเลย อาจจะเป็นเพราะป้ายหน้าร้านเขียนว่า Forbidden City คนก็เลยไม่เข้า ก๊าก ก๊าก

     

    ก่อนไปสนามบินเพื่อเดินทางกลับภูเก็ต จีรศักดิ์ไปแวะร้านหนังสือ Kinokuniya ที่ออร์ชาร์ตอีกรอบ
    เพื่อเก็บหนังสือที่หมายตาไว้มาให้ครบ จากนั้นกลับไปเก็บของที่โรงแรม แล้วบึ่งไปสนามบินทันที
    ขากลับจีรศักดิ์เลือกสายการบิน JetStar เพราะว่าสายการบินนี้จะให้เทอร์มินอลหลัก
    ไม่ใช่แบบโลวคอสต์แบบตอนขามา นั่นน่ะอย่างกับ บขส. ขากลับขอหรูหน่อยเหอะ
    เหนื่อยมามากแล้ว และก็คุ้มค่าจริงที่เลือกไว้ เทอร์มินอลหลักเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย
    ตั้งแต่อินเตอร์เนทฟรี เครื่องนวดเท้า (ลองแหย่เท้าเข้าไป ความเมื่อยที่สะสมมาสี่วันหายไปในบัดดล)
    นอกจากนั้นยังมีสวนให้เดินเที่ยวหลายสวยเลย ในภาพเป็นสวนกระบองเพชรที่ดาดฟ้าของอาคาร
    เก๋ไก๋มาก ไอ้ต้นแคสตัสกลมๆที่เห็นน่ะใหญ่มากเลย อันเท่าบ้าน

    สนามบินสุวรรณภูมิบ้านเราอายเขาไหม ภูมิใจกันเข้าไปกับความใหญ่โต ใหญ่แต่ไม่มีอะไร ใครเขาจะชื่นชม



    เครื่องบินใหม่มาก เที่ยวสองทุ่มนับหัวผู้โดยสารได้เลย มันจะเจ๊งไหมนี่
    แต่ดูแอร์สิ อูยส์ เซ็กซี่ไปหรือเปล่าเจ๊ ถุงน่องดำเชียว เปรี้ยวเยี่ยวพุ่ง 



    กลับมาแล้วยังคิดถึง สิงคโปร์ ประเทศที่จีรศักดิ์ทั้งรักและทั้งเกลียด
    เมืองแห่งต้นไม้ สวรรค์แห่งการชอปปิ้ง การคมนาคมเป็นยอด
    ร้านอาหารสุดฮิป มรดกทางวัฒนธรรมที่ถูกรักษาไว้เป็นอย่างดี

    พยายามลงภาพให้เห็นสิงคโปร์มากที่สุด แต่รู้สึกว่ายังไงก็ไม่พอ
    อีกอย่าง คนที่เคยไปสิงคโปร์คงรู้ว่า ตรงไหนที่สวย มันสวยรอบด้าน 360 องศาเลย
    ไม่ได้สวยเป็นมุมๆ ถ่ายมาแล้วไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ เพราะเก็บบรรยากาศมาได้ไม่หมด 

    กลับมามองภูเก็ต นอกจากชายหาดสวย เต็มไปด้วยของถูก ชุกชุมกะหรี่ และประชาชียิ้มแย้มแล้ว
    อย่างอื่นเน่าหมด สู้เขาไม่ได้สักอย่าง.... จริงไหมท่าน

     

    เดินเล่นที่สิงคโปร์ (ตอนที่ 3)


    วันนี้เป็นวันที่ต้องย้ายโรงแรมไปอีกที่หนึ่ง เนื่องจากจีรศักดิ์ว่าจะอยู่เที่ยวสิงคโปร์ต่อ
    ราชการให้อยู่แค่สองคืน คืนที่สามก็เลยต้องหาโรงแรมอยู่เองที่ถูกกว่า แต่ก่อนจะย้ายโรงแรม 
    ช่วงเช้า นักเรียนที่ไปฝึกงานที่โน่นพาจีรศักดิ์ไปห้าง Simlim Square ที่ขายของพวกอุปกรณ์
    คอมพิวเตอร์ประมาณห้างพันธุ์ทิพย์บ้านเรา เดินจากโรงแรมไม่ไกลก็ถึง 



    โชคร้ายไม่ได้เตรียมผ้าเช็ดหน้ามาด้วย เพราะดูไปน้ำลายหกไปตลอดทาง
    ของหลายอย่างถูกกว่าเมืองไทยตั้งเยอะ จีรศักดิ์ไปดูเครื่องเล่น mp3 รุ่นเดียวกับที่เพิ่งซื้อมา
    ราคาที่นี่ถูกกว่าเยอะเลย นอกจากเช็ดน้ำลายคงต้องเช็ดน้ำตาด้วย แง แง
    ซื้อแล้วยังไปดูอีกทำไมให้ช้ำใจนี่เรา 



    แยกจากนักเรียน คราวนี้ถึงตาจีรศักดิ์ตะลุยสิงคโปร์คนเดียว เริ่มแรกย้ายโรงแรมไปอยู่อีกที่นึง
    โรงแรมชื่อ New 7 Stories Hotel ที่มีประวัติเก่าแก่ และอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้ามากกว่าโรงแรมเดิมอีก
    แต่ห้องไม่ใหม่เท่าไหร่ คืนนั้นนอนไม่ค่อยหลับเลย รู้สึกกลัวผีพิกล จีรศักดิ์ไม่กลัวผี แต่ทำไมคืนนั้น .....



    หาอะไรลองท้องก่อนบุกเดี่ยว แวะร้านขายทะโกะยากิ เป็นขนมครกปลาหมึกแบบญี่ปุ่นน่ะ
    อร่อยจนรู้สึกว่าแทบจะบินได้ รู้แล้วว่าอร่อยเหาะมันเป็นยังไง ที่สิงคโปร์นี่มีของอะไรๆแบบญี่ปุ่น
    ขายเยอะมาก จนบางครั้งนึกว่าอยู่ญี่ปุ่นมากกว่า ขนาดร้าน Muji สุดโปรดของจีรศักดิ์ยังมีเลย 



    คราวนี้มีเวลาสังเกตสังกาผู้คนมากขึ้น ประชากรที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน รองมาเป็นชาวมาเลย์
    และชาวอินเดีย นึกสงสัยว่ามันอยู่กันบนเกาะเดียวกันได้ไงโดยไม่ตีกันตาย ภาษากลางที่ใช้
    คือภาษาอังกฤษ แต่เป็นภาษาอังกฤษแบบสิงคโปร์ที่ฟังยากมาก เสียงสูงๆต่ำ และเน้นพยางค์
    แบบแปลกๆ ฟังเผินๆแยกไม่ออกว่านั่นคือภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีน หรือภาษามาเลย์กันแน่
    ในภาพเป็นแถวๆสถานีรถไฟใต้ดินจ้า  

     

    จีรศักดิ์ถลาไป China Town เป็นที่แรก เดินจนทั่วเลย แต่ติดใจมุมเนี๊ยะ ดูขลังมลังเมลืองมากๆ
    ยืนอยู่ตรงนั้นแทบจะเกิดความรู้สึก Deja Vu (ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าเคยเกิดขึ้นมาก่อน) ได้เลย
    สไตล์แบบเรียบขรึมขลังๆอย่างนี้ชอบที่สุด (ตามประสาคนชอบของดำ ฮ่า ฮ่า)



    ตกเย็น มาแวะห้าง Vivo City อีกครั้ง ในภาพเป็นร้านหนังสือ PageOne ที่พูดถึงไปแล้ว
    ในตอนก่อน หนังสือเยอะ ร้านใหญ่โต บรรยากาศดี มีเก้าอี้ให้นั่ง อยู่ที่นี่ทั้งวันก็ยังได้



    เชื่อไหมว่านี่คือดาดฟ้าของห้างนี้ อะไรจะอลังการขนาดนั้น เผลอๆคิดว่าเป็นชั้นล่างสุดมากกว่าชั้นบนสุด
    มีคนมาพักผ่อนที่ห้างนี้เยอะมากราวกับที่นี่เป็นสวนสาธารณะเลย



    ระหว่างทางกลับโรงแรม แวะตึก Suntec แปลกใจทำไมคนเยอะมาก อ้อ เขามีงานไอทีมโหฬารมากๆ
    คนเยอะจนแทบเหยียบกันตาย ในภาพจะเห็นพลเมืองสิงคโปร์ทุกแบบ ทางซ้ายเป็นชาวอินเดีย
    คนเสื้อชมพูตรงกลางเป็นคนเชื้อจีน ทางขวาที่มีคลุมฮียาบเป็นชาวมาเลย์

    สินค้าอิเล็กโทรนิกส์ทุกรุ่นทุกยี่ห้อมารวมกันที่นี่แบบลดแลกแจกแถม
    จีรศักดิ์ยังไม่เข็ดเดินดูเครื่องเล่น mp3 เล่นๆ พนักงานขายรีบเชียร์บอกสรรพคุณ แต่ขอโทษเถอะ
    ภาษาอังกฤษของมันจีรศักดิ์ฟังไม่รู้เรื่องเลย จีรศักดิ์ทำหน้ามู่ทู่แล้วเดินจากไป มันทำหน้างง
    จีรศักดิ์อยากจะบอกมันว่า ภาษาอังกฤษแบบสำเนียง Singlish ของแก ฉันฟังไม่รู้เรื่องโว้ย 
    แต่คนนี้อาการหนักหรอก บางคนสำเนียงก็เพอร์เฟ็กต์มาก

    วันนี้เหนื่อยมากเลย คิดว่าวันนี้เดินมากที่สุดตั้งแต่เกิดมาแล้ว แต่ก็ได้เห็นอะไรเยอะแยะไปหมด
    เฉพาะตึก Suntec ตึกเดียวก็เดินขาลากแล้ว ทำไมมันกว้างใหญ่อย่างนี้
    คิดว่าจะอยู่ต่อเพื่อพักผ่อน กลายเป็นว่าต้องเดินเยอะมากกกกก
    กลับมาโรงแรมก็กลัวผี นอนไม่หลับอีก
    สงสัยมาคราวหน้าต้องหาใครมานอนด้วยซะแล้ว อิ อิ

    โปรดติดตามตอนต่อไปนะ 

    3/13/2007

    เดินเล่นที่สิงคโปร์ (ตอนที่ 2)


    เข้าสู่วันที่สอง กว่าจะได้เยื้องกรายออกจากโรงแรมก็เกือบ 10 โมง วันนี้เราไปเที่ยวเกาะเล็กๆ
    ที่อยู่ใต้เกาะสิงคโปร์และถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอันมีนามว่า "เซ็นโตซ่า"



    กองทัพเดินด้วยท้อง ดูจากรูปอาจจะนึกว่าเรากินอาหารเช้าที่ย่านคนจีนเก่าแก่ เปล่าเลย นั่นคือในห้างจ๊ะ
    เขาพยายามทำให้มันเหมือนย่านไชน่าทาวน์เก่าๆ แต่จีรศักดิ์ว่าเขาทำเก่าเว่อร์ไปนะ คือว่า
    มันเก่าไปซะทุกรายละเอียด เก่าจนน่ากลัวเลยอ่ะ แต่ก็นับถือว่าเขาตั้งใจทำจริงๆ  ห้างนี้คือห้าง Vivo City
    ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปลายปีที่แล้ว



    การไปเกาะเซ็นโตซ่าได้นั้น สมัยก่อนตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ยังสาว เขานั่งกระเช้าเคเบิ้ลไป แต่เดี๋ยวนี้
    มีทางเลือกอีกทางที่ถูกกว่ามาก นั่นคือ ไปด้วยรถไฟฟ้าโมโนเรล ที่ทำมาเพื่อข้ามไปเกาะโดยเฉพาะ
    ค่าโดยสารถูกมากจนน่าตกใจ ตั๋ววันราคาแค่ 70 บาทเอง แถมนั่งกี่รอบก็ได้ เท่านั้นยังไม่สาแก่ใจ
    ยังสามาถนั่งรถโดยสารที่อยู่ในเกาะได้ฟรีตลอดวันเลย สถานีต้นทางก็อยู่ที่ Vivo City นี่แหละ

    นี่คือสถานีปลายทาง พอออกจากตัวรถไฟ ก็เห็นวิวแบบนี้เลย วู๊ว สิงคโปร์ก็มีหาดทรายด้วย
    ช้าก่อน ทรายนั่นเขาขนมาจากที่อื่นเพื่อถมให้มันเป็นหาด นับถือความพยายามของสิงคโปร์จริงๆ
    เขาทำขึ้นมาสองสามหาด แต่ไปเที่ยวแค่หาดเดียว เพราะเวลาไม่เอื้ออำนวย



    หาดนี้มีชื่อว่า "สิโลโซ" พยายามเดินหาหาด "เสกโลโซ" แต่ทำไมไม่มีหว่า
    บรรยากาศดีมากเลย ไม่น่าเชื่อว่าสิงคโปร์จะมีที่แบบนี้ด้วย แม้หาดจะไม่ขาวเป็นแป้งเหมือนภูเก็ต
    แค่แค่นี้ก็ดีมากแล้ว สำหรับคำว่า "ของเทียม"   แน่ล่ะ ของเทียมที่ไหนจะสู้ของแท้ได้ ฮ่า ฮ่า
    ข้อดีของหาดที่นี่คือสะอาดมากกกก  ไม่มีพ่อค้าแม่ค้ามากวนใจเหมือนภูเก็ต
    อยู่ที่หาดตลอดบ่ายจนตัวดำเลย แสบคันไปหมดตอนกลางคืน

     

    เย็นย่ำเราก็กลับมาสู่เกาะหลัก ในรูปจะเห็นโฉมหน้าของห้าง Vivo City
    ห้างนี้จีรศักดิ์มาเดินที่ยวเองในวันถัดไป ที่มาอีกเพราะมันสวยอลังการ บรรยากาศดีมากๆ
    บนดาดฟ้ามีชายหาดเทียมด้วย อลังการสุดๆ



    นี่เป็นรูปจากระเบียงของห้างที่จีรศักดิ์มาอีกครั้งในวันถัดไป จากรูปจะเห็นกระเช้าข้ามเกาะอยู่ลิบๆ
    เห็นแล้วนึกอยากจะนั่งบ้าง แต่ต้องหักห้ามใจตัวเอง เพราะเรามาแบบโลวคอสต์
    ในห้างมีร้านค้าเยอะจริงๆ  มีร้านหนังสือ PageOne ที่ใหญ่และบรรยากาศดีมาก
    ให้ร้อยเต็มเลยห้างนี้ ประทับใจสุดๆ

     

    ตกกลางคืน เราไปเดินเล่นที่ถนนชอปปิ้งชื่อดังของสิงคโปร์ อันมีนามว่า "ออชาร์ต"
    ห้างแต่ละห้างใหญ่โตอลังการ มีห้างญี่ปุ่นอยู่สองห้าง รวมถึงห้าง Takashimaya ด้วย
    บนห้างมีร้านหนังสือ Kinokuniya ที่อวดอ้างว่าใหญ่โตที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
    จีรศักดิ์มาที่ร้านหนังสือนี่อีกหลายครั้ง รูดบัตรเครดิตจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ร้านหนังสือสิงคโปร์นี่
    คนเยอะมากเลย แถมคนที่นี่อ่านภาษาอังกฤษได้ดีแบบแตกฉาน นึกอิจฉาคนสิงคโปร์ว่าคนที่นี่
    สามารถอ่านหนังสือได้ทั้งโลกเลยเพราะรู้ภาษาอังกฤษดีมาก กลับมาเมืองไทยจีรศักดิ์ตั้งปณิธานว่า
    จะต้องอ่านหนังสือภาษาอังกฤษและฟังภาษาอังกฤษได้แบบแตกฉานทุกเรื่องราว
    โดยไม่ต้องเปิดพจนานุกรมเลยให้ได้

      

    ปิดท้ายด้วยรูปของร้านกาแฟที่ไปกินมาเมื่อวานใน Esplanade บรรยากาศหรูเริ่ดสไตล์ฝรั่งเศส
    ร้านชื่อว่า The V Tea Room หลับที่นี่ไปหนึ่งตื่นเลย เพราะบรรยากาศดี เพลงก็เพราะพริ้ง
    เริ่มติดใจสิงคโปร์ล่ะ ร้านอาหารที่นี่เยอะมาก และแข่งขันตกเต่งร้านให้ฮิปและแหวกแนวสุดๆ
    ไม่ธรรมดาจริงๆ สิงคโปร์นี่

    โปรดติดตามตอนต่อไปนะ

    3/12/2007

    เดินเล่นที่สิงคโปร์ (ตอนที่ 1)


    6:00 a.m.
    ว๊ากก ยังไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เตรียมนั่นเตรียมนี่เสร็จก็เช้าพอดี เครื่องบินออกเต่เช้า
    เลยไปสนามบินในสภาพเบลอๆลอยๆ 

     

    8:20 a.m.
    เครื่องบินออกก่อนกำหนดสิบนาที สายการบินสิงคโปร์นี่มันมากกว่าคำว่าตรงเวลาเสียอีก
    พอคนขึ้นทุกคนปุ๊บมันรีบออกเลย อ้อ ลืมบอกไปสายการบินเขาชื่อ Tiger Airways
    เป็นสายการบินโลวคอสต์ที่บินตรงจากภูเก็ตถึงสิงคโปร์เลยจ้า
    สายการบินนี้มีข้อเสียตรงที่เมื่อถึงสิงคโปร์แล้วจะไปลงที่ Budget Terminal
    ซึ่งเป็นอาคารแบบโลวคอสต์เหมือนสายการบินที่นั่งมา จึงดูไม่หรูหราเหมือนอาคารสนามบินปกติ



    11:00 p.m.
    ถึงสิงคโปร์แล้ว วู๊วๆ ลงที่ Budget Terminal ซึ่งสร้างแบบง่ายๆ ซื่อๆ แต่สะดวกมาก
    เห็นลิบๆสุดตึกคือทางออก สภาพคล้าย บขส. แต่สะดวกสบายและสะอาดมากจ้า
    เจ้าหน้าที่ที่นี่สแกนยิบไปทั้งตัว เครื่องดังปิ๊ดนิดนึงมันก็ไม่ยอม ควักโน่นล้วงนี่อยู่นั่นแหละ
    แทบจะแก้ผ้าให้มันดูแล้วว่ากรูไม่ได้เอาโลหะอะไรติดตัวมาเลย



    12:30 p.m.
    ออกจากสนามบิน นั่งรถไฟฟ้าไปโรงแรมที่จองไว้ โรงแรมทำเลดีมาก อยู่ที่ Bugis
    อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวเกือบทุกที่เลย ภาพนี้เป็นบรรยากาศระหว่างเดินจากสถานีรถไฟฟ้าไปโรงแรม
    เป็นแบบอาเขตติดแอร์ คนที่นี่บ้าแอร์มาก เอาหลังคากระจกคลุมทั้งย่านแล้ว
    ติดแอร์เนียะใครเราทำกัน เปลืองแอร์ตายเลย แต่สิงคโปร์ก็ทำไปแล้ว อย่างไรก็ดี
    อาเขตแบบนี้เหมาะกับคนขี้ร้อนอย่างจีรศักดิ์จริงๆ



    ถึงแล้ว โรงแรมที่พัก Hotel81 ห้องเล็กมากเท่าหนูดิ้นตาย แต่มีทีวีจอแบนพร้อมเครื่องเล่น DVD 
    และหน้าต่างใหญ่มาก (สรุปทั้งผนังเป็นหน้าต่างนั่นแหละ) แต่วิวมองออกไป
    ไม่เจริญหูเจริญตาเลย เป็นหลังบ้านใครก็ไม่รู้ แก้ผ้าออกจากห้องน้ำชาวบ้านเห็นหมด
    ไม่เป็นไร เห็นได้เห็นไป เอาไปไม่ได้นิ อิ อิ โรงแรมที่นี่แพงมาก
    ขนาดโรงแรมธรรมดาแบบนี้ คืนละเกือบสองพันบาท พักเมืองไทยแบบหรูๆได้เลย
    ไม่เป็นไร หลวงจ่ายไม่ได้ออกเอง ฮ่า ฮ่า

       
      
    3:00 p.m.
    ช่วงนี้เป็นโปรโมชั่นของโรงแรมนี้ รับฟรีตั๋วล่องเรือชมแม่น้ำและปากอ่าวสิงคโปร์
    คิดเป็นเงินหลายร้อยบาท โชคดีจริงๆ ได้มาสี่ใบ เลยไปกันกับอาจารย์ท่านอื่น
    และนักเรียนที่ไปฝึกงานที่โน่น เราเดินกันไปที่ท่าเรือ ทัวร์ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง
    ผ่านสถานที่สำคัญมากมาย

     

    ที่พลาดไม่ได้ นี่เลย จีรศักดิ์ชอบมาก โรงละคร Esplanade สุดฮิบของสิงคโปร์
    ตอนกลางคืนสวยมากๆ ข้างในมีร้านกาแฟอร่อยๆเยอะแยะ เฉพาะร้านกาแฟที่นั่น
    ดูดเงินจีรศักดิ์ไปเกือบสามร้อยบาท เบี้ยงเลี้ยงเลยไม่ค่อยพอใช้ด้วยประการฉะนี้



    7:00 p.m.
    เดินเล่นต่อแถวนั้นถึงค่ำคนเดียว ตามประสาคนมั่นใจสูง ทุ่มนึงแล้วยังไม่มืดเท่าไหร่
    บรรยากาศริมน้ำเริ่มจะโรแมนติก ตามประสาคนโรแมนติก  ภาพนี้ถ่ายจากหลังโรงละคร
    Esplanade นั่นแหละเห็นสิงโตพ่นน้ำอยู่ลิบๆ เดี๋ยวเราจะเดินไปดูกัน

     

    เดินข้ามสะพานไปหาสิงโตพ่นน้ำ มองกลับมาเห็น Esplanade สวยมากๆ อย่างกับเป็นยานต่างดาว
    ระยิบระยับดูใสๆเลื่อมๆ เป็นแสงที่ลอดผ่านหลังคาที่เป็นประจกพับเอียงได้ สวยอย่างบอกไม่ถูก  
    ทำไม๊ ทำไม ไม่มีคนรู้ใจมารับรู้ความงามสุดบรรเจิดนี้เคียงข้างจีรศักดิ์



    ขอปิดท้ายวันแรกของสิงคโปร์ด้วยภาพนี้ สิงโตหางเป็นปลา นามว่า "เมอร์ไลอ้อน" 
    ใครมาถึงสิงคโปร์แต่ไม่มากราบไหว้ทักทายมัน ถือว่ายังมาไม่ถึงสิงคโปร์ จีรศักดิ์ยกมือ
    ไหว้ขอแฟนทันที เฮ้ย ลืมไปไม่ใช่พระนี่หว่า ดูหน้ามันสิ เหมือนทักษิณไหม โหะ โหะ 

    จบแล้ว วันแรกของชีวิตในเกาะที่ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วแห่งที่สองในเอเซีย
    ถัดจากญี่ปุ่น จากเกาะแดนรีสอร์ตแบบภูเก็ต มาถึงเกาะแบบสิวิไลซ์ รู้สึกแปลกๆดีเหมือนกัน
    อย่าลืมติดตามตอนต่อไป ไม่นานเกินรอแน่นอน

     

     

    3/3/2007

    แหลมพรหมเทพในมุมมองใหม่


    วันนี้ขอแนะนำจุดชมวิวแห่งใหม่ของภูเก็ต ที่แสนจะ Unseen เพราะน้อยคนนักที่จะเคยมายืนอยู่ ณ จุดนี้

    บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของสำนักสงฆ์ จากจุดนี้สามารถเห็นแหลมพรหมเทพอีกด้านที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น
    มีระเบียงยื่นออกไปในทะเลแสนกิ๋บเก๋ แต่ไปนั่งตรงนั้นแล้วเสียวพิลึก
    มาผิดเวลาไปหน่อย ภาพเลยย้อนแสง และอากาศค่อนข้างร้อน
    (มิน่า ทำไมไม่มีคนอื่นอยู่เลย แหะ แหะ)


    ตอนกลางคืนไปซื้อของที่ท็อปซูเปอร์มาร์เกต ที่นี่เขาจ้างพนักงานที่พูดภาษาต่างประเทศได้
    เห็นพนักงานบางคนล้งเล้งภาษาจีน สงสัยว่าจะมีพนักงานพูดญี่ปุ่นได้ไหม
    แต่ในที่สุดความสงสัยก็จบลงที่ป้ายนี้  วันนี้วันมาฆบูชา (นึกสงสัยว่ามีวันมาครับบูชาไหม)
    เขาไม่ขายเหล้า และเอาป้ายมาติดเพื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบ มีภาษาญี่ปุ่นด้วยโว้ย

    จากป้ายมีที่ผิดและไม่ค่อยเหมาะสมอยู่หลายจุด ใครหาเจอกี่จุด มาช่วยกันหน่อยเร๊วววววว...  
    แต่ยังไงก็ชื่นชมความพยายามของพนักงานจริงๆนะ

    ของเล่นใหม่ประจำเดือนนี้...


    และแล้ว เครื่องเล่น MP3 ที่รับใช้จีรศักดิ์มานานกว่าสามปี ก็มีอันต้องลาจากโลกนี้ไปอย่างสงบ
    ด้วยอายุขัยสองปี ก็คุ้มแล้วหละ ซื้อมา 2000 บาท ใช้ไปสองปี ตกเดือนละไม่ถึง 100 บาท

    เมื่อขาดเสียงมากระแทกหู หูก็เกิดอาหารฮีททีเรีย นอนไม่เป็นสุข จนต้องวิ่งไปหาเครื่องใหม่มาทดแทน 
    และหลังจากผ่านการวิจัยมาอย่างหนัก จีรศักดิ์สรุปว่า  เครื่องเล่น MP3 เคียงคู่กายาเครื่องใหม่
    จะต้องเป็นเครื่องนี้...

    ระยะหลังจีรศักดิ์เริ่มเป้นคนหูทอง ฟังเพลงจากเครื่องเล่นถูกๆไม่ค่อยได้
    ฟังแล้วระคายหูสุดๆ ก็เลยตั้งใจว่า เครืองใหม่จะต้องเป็นของมียี่ห้อ
    ไม่ทำจากจีนแดง แบบที่เคยใช้มา

    เครื่องใหม่นี้ ยี่ห้อเกาหลี (อีกแล้ว ยังไม่เข็ดจากทีวี)
    ค่าตัวแพงไปนิด 4900 บาท (ห้าพันบาทนั่นแหละ) แลกกับรูปโฉมเพรียวบางแต่บึกบึนแข็งแกร่ง
    จะหาส่วนใดที่มิได้ทำจากอลูมิเนียมนั้นไม่มี  (แฟนประจำบล็อคคงรู้ว่าจีรศักดิ์บ้าอลูมิเนียม)
    ความจุ 1 กิกะไบต์ ใหญ่พอตัว แบตก็ทน ชาร์จครั้งนึงใช้ได้นานหลายสิบชั่วโมง

    คุณภาพเสียงน่าตื่นตะลึง เสียงเบสหนักหน่วง บึม บึม สะใจ
    เหมาะกับคนบ้าเสียงเบสและกลองอย่างจีรศักดิ์ บางทีสะเทือนถึงในคอและช่องปาก
    แถมเสียงยังใสมีมิติมากๆ ต้องแบบนี้สิ ถึงจะโดนใจ

    ตุนมาม่าไว้แล้ว สงสัยต้องกินอีกหลายวัน เพราะไม่มีตังค์กินข้าว ....