KONG's profilewww.jirasak.com PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    4/19/2007

    มาผลักดันให้ระบุว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญกันเถอะ....


    ได้ยินข่าวแบบนี้แล้วตกใจจริงๆ ทำไมกระแสการเรียกร้องนี้ถึงเกิดขึ้นมาได้
    ใครที่มีแนวคิดนี้โครตเขลาและโง่ไม่ต่างจากควายไถนา จำเป็นนักหรือที่ในรัฐธรรมนูญจะต้องมีข้อความระบุไว้
    ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า ในหลวงก็อาจจะทรงต้องอุปถัมภ์ศาสนาพุทธเพียงศาสนาเดียวเท่านั้น
    แทนที่จะเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก ที่ทรงให้การอุปถัมภ์ทุกศาสนาอย่างที่เคยเป็นมา

     

    ถ้าใครได้อ่านหนังสือ The Clash of Civilizations.. ของ Samuel P. Huntington
    (ซื้อมาจากสิงคโปร์อ่ะ ยังอ่านไม่จบ แต่สะเออะยกมาอ้างอิง)
    ก็จะได้รับรู้แนวคิดของผู้เขียนที่ว่า ตั้งแต่นี้โลกจะวุ่นวายและสงครามจะมีต้นเหตุจาก
    ความขัดแย้งในการนับถือศาสนาและแนวคิดความเชื่อที่แตกต่างกันในศาสนาเหล่านั้น
    แทนที่จะฆ่ากันเพราะแนวคิดทางการเมืองระหว่างโลกประชาธิบไตยและคอมมิวนิสต์เหมือนในอดีต
    (เหตุการณ์ในภาคใต้ชี้ชัดอยู่แล้ว) ในรูปปกหนังสือเห็นธงของสองอันไหมครับ
    คงพอจะเดาออกว่าหนังสือกำลังชี้ประเด็นไหมให้คนอ่านได้รับรู้

    นี่พระเจ้าฉัน นั่นพระเจ้าเธอ.. พระเจ้าฉันไม่ได้หน้าตาแบบนี้... พระเจ้าฉันบอกให้ทำอย่างนี้..

    เหตุการณ์ในภาคให้ไม่มีวันสงบ ถ้าเรายังคิดแต่จะแบ่งแยก อยากจะอวดอ้างและเชิดชูว่า
    ศาสนาของกูดีเด่นและเป็นเอก เรียกร้องกันเข้าไปเลยครับ เรียกร้องให้กับพุทธศาสนาของเรา
    ไอ้พวกควายทั้งหลาย

    ถ้าเราไม่พยายามเรียนรู้และเข้าใจศาสนาอื่น เราก็อยู่กับใครไม่ได้ ไล่พวกมันออกไปเลยสิครับ
    พวกอิสลามและพวกคริสตังน่ะ ไล่ไปให้หมด ให้เหลือแต่ชาวพุทธ แล้วคลั่งกับศาสนาพุทธให้พอใจ
    นึกว่าพวกหัวรุนแรงจะมีแต่กับคนอิสลามบางกลุ่ม แต่ตอนนี้เห็นแล้วว่า
    ชาวพุทธบางกลุ่มก็คลั่งศาสนาได้ไม่แพ้กัน

    อย่างที่รู้กันอยู่ว่าเราไม่ได้มีประเทศเดียวในโลก โลกก็แคบลงเพราะการคมนาคมสะดวก
    คนสารพัดเชื้อชาติศาสนาก็เข้าออกประเทศเรามากมาย ประชากรเราก็ไม่ได้มีแต่ชาวพุทธ
    ทำไมเราไม่เปิดใจให้กว้าง  ทำไมทำตัวคับแคบ
    ขนาดอาหารฮาลาลที่ส่งไปตะวันออกกลางก็ยังแอบเอาหมูไปปน
    ใจแคบยังไม่พอ ชั่วด้วย และเป้าหมายว่าไทยเราจะเป็นครัวของโลกล่ะ เอาไปไว้ที่ไหนแล้ว

    เรียกร้องทำไมครับ ให้คนในชาติแตกความสามัคคี ให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ
    บ้านเมืองจะถอยหลังลงคลองไปแค่ไหนทั้งทางจิตใจและวัตถุ สำนึกกันไหมครับ
    ไอ้พวกควายทั้งหลาย..

    ขอเลยไปถึงเรื่องของเหรียญจตุคามที่กำลังคลั่งกันหนักหนา แถมมีภาพยืนยันอภินิหารระหว่างทำพิธี
    ออกมาให้เห็นบ่อยมาก ภาพข้างล่างนี้มาจากเวปของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

    ในรูปตามข่าว เขาเชื่อกันว่าเป็นดวงวิญญาณเทพ บางคนว่าเป็นจักรแก้ว
    โห จักรแก้ว คิดได้ไงอ่ะ (จินตนาการเริ่ดไม้แพ้ทมยันตีเลยว่ะ)
    จีรศักดิ์ไม่ตกใจเลยที่เห็นรูปแบบนี้ เพราะเคยไปเที่ยวทะเล แล้วถ่ายรูปมา
    มันก็มีไอ้ดวงๆอย่างนี้ที่หน้าของจีรศักดิ์พอดี (เสียดายลบไปแล้ว เพราะมันดูน่ากลัว)
    ตอนแรกก็นึกว่าเป็นวิญญาณจริงๆ
    พอไปค้นในเนทถึงได้รู้ว่า มันเป็นปฎิกิริยาของฝุ่นกับเลนส์กับมุมสะท้อน
    มีคนเคยทำการทดสอบไว้แล้วมากมาย ดูจนตาลายเลย

    ลองคิดดู ข่าวนี้แพร่สะพัดไป จตุคามวัดนั้นก็จะขายดีขึ้นอีก
    ทั้งงมงาย และยึดติดด้วย ไหนพระพุทธเจ้าสอนว่าอย่ายึดติด
    แล้วที่แย่งเหรียญจตุคามกันคนเหยียบกันตายนี่ล่ะ...

    อ่านไทยรัฐในหน้าการ์ตูนล้อเลียน ตัวการ์ตูนสองคนสนทนากันประมาณว่า
    เชื่อไหมจตุคามทำคนไทยหลายกลุ่มรวยขึ้นจริงๆ อีกคนว่ากลุ่มไหนเหรอ
    อีกคนตอบว่า ก็คนทำจตุคามไง....

    (จริงว่ะเฮ้ย อย่างน้อยก็แม่ของจีรศักดิ์เอง เป็นเอเย่นต์จตุคามไปแล้ว...)

    4/17/2007

    อู้งานต่อ ไปเตร็ดเตร่อยู่กรุงเทพ...


    หลังเสร็จจากธุระที่เชียงใหม่และเชียงรายซึ่งกินเวลาเป็นอาทิตย์
    จีรศักดิ์ก็ยังไม่กลับไปตายรังที่ภูเก็ตที่แสนจะบ้านนอก ขออยู่เที่ยวกรุงเทพฯ
    พักบ้านที่กรุงเทพฯ และต่อด้วยกลับบ้านที่นครสวรรค์อีก
    สัปดาห์นี้จึงเทียวไล้เทียวขื่อ (แปลออกไหม) อยู่แถวนี้แหละ



    กรุงเทพฯแถวราชประสงค์เปลี่ยนไปมาก (เที่ยวแถวนี้เกือบทุกวันเพราะใกล้บ้าน)
    แถวนี้ปัจจุบันกลายเป็นสนามประลองยุทธ์ของยักษ์ค้าปลีกเซ็นทรัล
    และเดอะมอลล์ (พารากอน) ซึ่งแข่งขันกันต่อเติม สร้างใหม่อยู่นั่นแล้ว
    ส่งผลดีต่อจีรศักดิ์ให้มีที่เดินเล่นเปิดหูเปิดตากว้างใหญ่รวมนับแสนๆตารางเมตร
    ยิ่งร้านหนังสือใหญ่ๆมารวมกันอยู่แถวนี้หมด วันๆไม่ต้องไปไหนแล้ว อยู่นี่แหละ



    ประจักษ์พยาน ของการเผชิญหน้าระหว่างทุนนิยม และความพอเพียง
    ถ่ายจากห้างพารากอน ไปหาเซ็นทรัลเวิลด์
    วัดอะไรช่างน่าสงสาร โดนสองห้างยักษ์ขนาบข้าง
    เป็นคนคงหายใจไม่ออกไปแล้ว...
    นึกอีกทีก็สงสารวัด นึกอีกทีก็รู้สึกเกะกะ อยากให้ทุบทิ้งไปซะเลย
    แล้วสร้างห้างแทน ให้เดินกันมันส์ระเบิดเถิดเทิง...
    (เป็นโรคแบบว่ามีทั้งดีและร้ายในตัวอย่างละเท่าๆกัน) 



    ร้านเบอร์เกอร์ญี่ปุ่น ข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงเมืองไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์แล้วพี่น้องเอ๋ย
    MOS BERGER ของแท้ ตัวเป็นๆ (ตอนอยู่ญี่ปุ่นทำไมไม่เคยเข้าร้านนี้หว่า)
    คิวยาวมากๆๆทุกวัน เลยไม่กล้าเข้า แต่วันนี้ตัดใจเข้าเพราะทนไม่ได้
    จริงๆจีรศักดิ์ไม่ชอบการต่อคิว เพราะทำให้รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า
    อุปมาดั่งชาวรัสเซียที่ต้องเข้าคิวรับปันส่วนขนมปังจากรัฐบาล
    สมัยสงครามเย็นอะไรประมาณนั้นแล..



    มาแล้วว เซ็ตเบอร์เกอร์ชีสเนื้อวัว กัดเข้าไปคำแรก แทบจะระลึกชาติถึงญี่ปุ่นได้เลย
    รสชาติมันแบบญี่ปุ๊นญี่ปุ่นบอกไม่ถูก (อธิบายไม่ได้ ต้องมาลองเอง)
    อร่อยมากกกก  แพงกว่าเบอร์เกอร์ทั่วไปของเจ้าอื่นนิดหน่อย
    เซตนี้ราคา 119 บาท ใส่ตระกร้ามาอย่างสวยหรู

    ได้คำตอบมาว่าเหตุที่คิวยาวนั้น นอกจากความอร่อยแล้ว
    เขาจะลงมือทำก็ต่อเมื่อมีลูกค้าสั่ง ของจึงได้ช้า แต่จะสดและยังร้อนอยู่เมื่อถึงมือเรา
    แนะนำทุกท่านมาลองชิมได้ มอสเบอร์เกอร์รอท่านอยู่ที่เซ็นทรัลเวิร์ด
    อาจารย์ยิ่งศักดิ์ เอ้ย ไม่ใช่ อาจารย์จีรศักดิ์เป็นประกัน... 


    4/12/2007

    หมอกหรือควัน... ภาคที่3 (ตอนจบ)


       

    เห็นภาพอย่าเพิ่งคิดว่าจีรศักดิ์พามาเที่ยววัดอีกแล้ว จริงๆแล้วนั่นเป็นโรงแรมต่างหาก
    คาดว่าเป็นโรงแรมที่หรูอลังที่สุดในภาคเหนือแล้ว (หรืออาจจะหรูสุดในเมืองไทย)  
    เพราะที่นี่คือโรงแรม"โอเรียนเต็ล ดาราเทวี" ภาพนี้ไม่ได้ถ่ายเองหรอก
    เพราะตอนไปทำธุระที่โรงแรมนี้ เผอิญเขาจัดประชุมรัฐมนตรีคลังของอาเซียนพอดี
    เขาก็เลยไม่ให้เดินเล่นรอบโรงแรม (อย่างที่ชอบทำ) ได้แต่ทำธุระอยู่หลังโรงแรม
    และขับรถอ้อมๆกำแพงโรงแรม (ที่สูงอย่างกับคุก) ด้วยความกระหายอยากเข้าไปข้างใน
    แม้จะไม่ได้เข้าไปข้างใน แต่จีรศักดิ์ก็อุตส่าห์ขโมยรูปสวยๆมาฝากผู้อ่าน
    (เขาใช้รูปนี้เป็นวอลเปเปอร์ที่จอคอมในออฟฟิสหลังโรงแรมเขา
    จีรศักดิ์แอบเอาแฟลชไดร์ฟไปเสียบจึ๊กแล้วดูดภาพมาตอนเขาเผลอ
    อิ อิ ขอโทษด้วยน๊าที่โจรกรรมข้อมูลมา)
    วันหลังต้องมาที่นี่อีกให้ได้ มาหาเรื่องกินที่ร้านเบเกอร์รี่ที่นี่แล้วเดินเล่น
    อย่างไรก็ดี หากบุญของข้าพเจ้ามีจริง ขอได้มีโอกาสพักสักคืนสองคืน
    เพราะได้ข่าวคืนนึงราคาไม่ต่ำกว่าหมื่นบาท (ห้องถูกสุด) ไม่ค้าผงค้าฝิ่นคงไม่ได้มาพัก 



    อุตส่าห์เสี่ยงตายขโมยรูปเขามา ปรากฎว่าคืนนั้นไปเปิดเวปของโรงแรม
    ก็มีภาพสวยๆขนาดเท่าบ้านให้ดาวน์โหลดเยอะแยะไปหมด ยกตัวอย่าง
    รูปข้างบนนี่ไง (แต่รูปที่ไปขโมยเขามามันไม่มีให้โหลดนะ อิ อิ)
    ท่านที่อยากได้รูปไปประดับบารมีคอมของท่าน เชิญที่
    http://www.mandarinoriental.com/chiangmai หนาเจ๊า

        

    ตกดึก พ้นเวลางาน จีรศักดิ์ก็ได้โอกาสร่อนหาของกินไปทั่วเชียงใหม่ ไปกับคนโน้นคนนี้บ้าง
    นี่เป็นบรรยากาศร้านเค้ก "ดอยช้าง" ที่แถวมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.ของพวกเรา)
    บรรยากาศดี หรูมีสไตล์ เค้กอร่อย เหมาะมากที่จะมานั่งเม้าท์กับเพื่อนๆ

     

    แม้จะมาอยู่เชียงใหม่กว่า 3 คืน แต่ก็ใช้ชีวิตไร้แก่นสารมากๆ
    นอกจากเวลางานก็ไปเดินเรื่อยเปื่อย เพราะสถานที่ท่องเที่ยวดังๆก็ไปมาหมดแล้ว
    ที่ละหลายรอบ (เด็ก มช.ทุกคนก็คงเป็นอย่างนั้น) แต่ที่ที่ขาดไม่ได้สำหรับจีรศักดิ์
    ก็คือ "หมู่บ้านถวาย" ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่เน้นทำอาชีพแกะสลักไม้ งานก็วิจิตรมากๆ
    สมัยเรียนอยู่ที่นี่ก็เคยขี่มอร์เตอร์ไซค์มาเที่ยวหลายครั้ง
    เพราะจีรศักดิ์ชอบไม้แกะสลักมากถึงมากที่สุด
    วันนี้ ห่างจากวันนั้น 10 ปี หมู่บ้านใหญ่โตขึ้นมากจนแทบจำไม่ได้
    เฉพาะร้านค้า เดินทั้งวันก็ไม่หมดทุกร้าน
    มาคราวนี้ ได้ของติดมือมาด้วย (เดี๋ยวให้ดูตอนท้ายนะ)

      

    วันเวลาอันแสนสุขของจีรศักดิ์ที่เชียงใหม่ไปไวเหมือนติดปีก
    เผลอแป๋บเดียว รู้สึกตัวอีกทีก็นั่งอยู่บนเครื่องบินแล้ว โฮ โฮ
    พระอาทิตย์ยามเย็นยิ้มลาจีรศักดิ์อย่างอ่อนโยน
    (ไม่ใช่อะไรหรอก หมอกควันนั่นแหละที่ทำให้ดวงอาทิตย์มันขมุกขมัวแบบนั้น)
    ขนาดพระจันทร์ยังเป็นสีออกแดงเพราะฝุ่นควันเลย เชื่อไหม ไปถามคนเชียงใหม่ได้



    ของฝากให้ตัวเอง ไม้แกะสลักของชอบ สวยไหมท่าน อีกคนดีด อีกคนเป่า
    (ถ่ายที่บ้านนครสวรรค์ ก็เลยดูรกไปหน่อย)
    ต่อแหลกเหลือคู่ละ 1500 บาท จริงๆเขาขายเป็นชุด 4 ตัว ดีด สี ตี เป่า หรอก
    แต่ไปกราบกรานเขาเพื่อขอซื้อแค่ตัวสองตัว (บ่ดาย) เพราะเราเป็นครูเบี้ยน้อยหอยน้อย
    คนเมืองเหนือใจดีอยู่แล้ว ว่าไงก็ว่ากัน  เฮ
    หวังว่า เพื่อนของมันที่เหลือในร้านอีกสองตัวคงไม่มาเข้าฝันตามเพื่อนของมันกลับบ้านนะ
    คิดแล้วสยองขวัญจิงๆ...

    จบแล้ว ทริปเชียงใหม่ของจีรศักดิ์ หายคิดถึงเชียงใหม่แล้วโว้ย
    ตอนนี้แอบหนีงานราชการมาต่อที่กรุงเทพอีก 3-4 วัน และแว๊ปกลับบ้านที่นครสวรรค์อีก
    รู้สึกอากาศที่กรุงเทพยังดีกว่าเชียงใหม่อีก แฮ่ 


    .............
    ทิ้งท้าย เดี๋ยวนี้คนเชียงใหม่ขับรถได้ทุเรศ และขับแบบตามใจฉันมากๆ
    ปาดซ้ายปาดขวาเหมือนจะรีบไปดูดนมแม่
    ที่ภูเก็ตว่าขับกันแย่แล้ว ที่เชียงใหม่ยิ่งกว่า แถมรถที่เชียงใหม่เดี๋ยวนี้เยอะมากกก
    ราวกับมีเทศกาลทุกวัน เชียงใหม่เปลี่ยนไปแล้วจิงๆ.........


    4/4/2007

    หมอกหรือควัน... ภาคที่2


     

    หลังจากผ่านนิทราอันแสนสุข ก็ได้เวลาอาหารเช้าที่โอบล้อมด้วยบรรยากาศป่าไพร
    เห็นห้องพักเป็นแถวอยู่ลิบๆ แสงแดดอ่อนๆยามเช้า เคล้าหมอก(หรือควันหว่า)
    อา ทำไมชีวิตไม่เป็นอย่างนี้ทุกวัน...

    เดินย่อยหลังอาหารเช้า เพราะไม่อยากนอนอืดเป็นงูเหลือม เดินไปตรงไหนก็สวยไปหมด
    เดินผ่านลอบบี้ก็ดูขลังมลังเมลือง
    สไตล์ลานนา งามแต๊ๆ ตอนกลางคืนเขาจุดเทียนไว้เป็นหย่อมๆ
    ทั่วโรงแรมโรแมนติกปนขลังอลังสุด (แต่แทบจะมองหน้ากันไม่เห็น)

    เสียดายพักที่โรงแรมแค่คืนดียวเท่านั้น ต้องไปทำธุระที่อื่นต่อ
    จุดหมายต่อไปคือเชียงใหม่ ขับรถออกจากเชียงราย10โมงเช้า กว่าถึงเชียงใหม่ก็เกือบบ่าย2
    เพราะระหว่างทางจอดแวะที่วัดของอาจารย์เฉลิมชัย ศิลปินคนโปรดของจีรศักดิ์
    ไม่น่าเชื่อว่าในที่สุดจากภาพวาดบนกระดาษ ก็ได้กลายเป็นของจริงในที่สุด
    ศรัทธาของอาจารย์ช่างแรงกล้ายิ่งนัก แต่วัดก็ยังไม่เสร็จดีนะ
    แต่งโน่นเติมนี่อยู่เรื่อยตามประสาคนเพอร์เฟคชันนิซึ่ม
    ในภาพเป็นสะพานข้ามนรกไปยังอุโบสถ ดูมือสิ ยุ่บยั่บเชียว
    ระวังไว้นะท่านทั้งหลาย ทำไม่ดี จะต้องตกนรกขอส่วนบุญแบบนี้..

    นี่ไง อาจารย์เฉลิมชัยมาแร๊วววว  ตัวจริงเสียงจริง เป็นบุญของจีรศักดิ์แม่นแท้แล้วที่ได้เห็น
    แฟนๆบลอคของจีรศักดิ์อาจสงสัยว่าผิดคนหรือปล่าว ขอตอบว่าไม่แน่นอน
    เสียงแบบนี้มีอยู่คนเดียวในโลก พูดแต่ละทีเสียงสูงปรี๊ดด ตามสไตล์คนเมืองเหนือ..
    อิ อิ แอบนินทาอาจารย์

     

    ถ่ายให้ดูอีกมุม
    ที่ว่าสวยราวภาพวาดเป็นแบบนี้นี่เอง เข้าใจแล้ว...

    ถึงแร๊ววววว  เชียงใหม่ที่จีรศักดิ์คิดถึง...  ความคิดถึงช่างเป็นทุกข์แท้ๆ
    เพราะทำให้เราต้องดั้นด้นกลับไปหาอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ หรือ คน.....

    ถึงเชียงใหม่ตอนบ่าย ตอนขับรถพยายามทำเวลาสุดๆ เพราะต้องรีบไปทำธุระราชการต่อ
    ขับแบบจรวดเลย โค้งไหนห้ามแซงจีรศักดิ์แซงหมด ไม่กลัวตายแล้ว กลัวไม่ถึง..

    ตกเย็น ขับรถชมวิวรอบเมืองให้หายคิดถึง เห็นวิหารไม้สักของวัดพันเตาบูรณะเสร็จแล้ว
    หลังจากปิดซ่อมมานาน ขับผ่านเห็นเป็นสีทองระยับ เลยอดใจไม่ไหวลงไปดูความอลังการ



    ที่ซุ้มประตูของโบสถ์จะเห็นนกยูงแกะสลักเป็นสีทองระยับ ได้ข่าวว่านกยูงตัวนี้เคยถูกขโมยไป
    เขาเอากลับมาได้ กล้าขโมยสมบัติของชาติ ได้ไปลงนรกแบบรูปข้างบนแน่ๆ

    และแล้วจีรศักดิ์ก็พาร่างมายังจังหวัดเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพครบองคาพยพ
    โปรดติดตามตอนต่อไปนะ..
    (เขียนไปเขียนมากลายเป็นบลอคทัวร์ศิลปะลานนาไปแล้ว)

    4/2/2007

    หมอกหรือควัน... ภาคที่ 1


    หลังจากกลับสิงคโปร์ไม่นาน ฟ้าก็ประทานโอกาสให้จีรศีกดิ์ได้ท่องเที่ยวอีกครั้ง
    เป็นการเที่ยวแบบไซด์ไลน์ เอางานราชการบังหน้า อิ อิ (แต่ไปทำงานจริงๆนะ)
    ทริปนี้จะไปไหน เรามาตามไปดูกัน....



    เครื่องบินรุ่นสมเด็จพระนเรศวรแห่งสายการบินอดีตลิ่วล้อจาบจ้วงเบื้องสูง นามว่าแอร์เอเซีย 
    (หาเรื่องติดคุกอีกแล้วเรา) นำจีรศักดิ์สู่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อต่อเครื่องไปยังเชียงราย
    ลายเครื่องบินแบบนี้ เท่ห์จริงๆเลย



    ถึงแร๊ววว เชียงราย แม่น้ำกกโผล่หน้ามาต้อนรับก่อนจะแลนดิ้งสู่สนามบินเชียงราย
    หมอกควันจากไฟป่ายังไม่หมด ทำให้มองทิวทัศน์ที่อยู่ไกลๆไม่ค่อยเห็น
    (แล้วมาทำไมเนี่ยะ มาดมควันไฟป่า ไม่เข้าใจตัวเอง)
    อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าควันจะลดลงไปเยอะแล้ว

    นึกถึงเพลงของเบิร์ด ธงชัย

    "หมอกจางๆ และควัน..  คล้ายกันจนบางทีไม่อาจรู้..."

    สำหรับจีรศักดิ์ ซึ่งเป็นคนปณิธานสูงส่ง งานต้องมาก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด
    ควันไฟป่า อันตรายใดๆก็ไม่หวั่น แม้วันมามาก (เฮ้ย ไปโน่นแล้ว)



    ถึงสนามบิน รีบตะเกียกตะกายเช่ารถ ขับไปสามเหลี่ยมทองคำ และจะไปค้างคืนที่นั่น
    ระหว่างทาง แวะซื้อสับปะรดนางแลแสนอร่อบ กรอบแบบสับปะรดใต้ แต่หวานแบบสับปะรดเหนือ
    แซ่บมาก กินแล้วน้ำลายแตกฟอง ขับไปกินไป เย็นย่ำจึงถึงโรงแรม

     

    โรงแรมที่พักคือ อนันตรา รีสอร์ต แอนด์ สปา สามเหลี่ยมทองคำ
    ห้องที่เขาอนุเคราะห์ให้จีรศักดิ์พักอลังมั่กๆเกินคำบรรยาย
    มีอ่างอาบน้ำใหญ่ขนาดควายลงไปแช่ได้เลย แถมอาบน้ำแบบอีโรติคมาก
    อาบทีก็ไล่ปิดบานเลื่อนกระจกฝ้าที  (ถึงปิดก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ก็เห็นเกือบหมดอยู่ดี)
    จีรศักดิ์พักคนเดียว ก็เลยไม่ต้องปิดอะไรเลย อิ อิ ดีจริงๆ  แถมเตียงนุ่มมากๆ
    ให้หมอนมาอีก 6 ใบ ไม่รู้เอาไว้ทำอะไร ตั้งหกใบเนี่ยะ 




    เก็บข้าวของเสร็จก็รีบไปเยี่ยมสามเหลี่ยมทองคำ ก่อนที่ฟ้าจะมืด
    สามเหลี่ยมทองคำ เป็นเขตรอยต่อของไทย ลาว และพม่า สามประเทศ โดยมีแม่น้ำคั่น
    ฝั่งที่มีเรือจอดคือฝั่งไทย (แน่ล่ะสิ จะให้จีรศักดิ์ถ่ายจากฝั่งพม่าเรอะ)
    ฝั่งอยู่เลยสันดอนทรายคือฝั่งพม่า และฝั่งด้านขวาสุดคือฝั่งลาว แม่น้ำสายใหญ่ที่เห็น
    คือแม่น้ำโขง ซึ่งทำให้จีรศักดิ์นึกถึงเพลงรุ่นแม่ยังสาว

    "เอาความขมขื่น ไปทิ้งแม่โขง... 
    ให้มันไหลลง
    .......ไหลลง
    .......ไหลลง
    .......ไหลลงทะเล....." 

    ที่เรียกว่า "สามเหลี่ยมทองคำ" ก็เพราะสมัยก่อน แถบนี้มีการปลูกและค้าฝิ่น
    โดยมีทองคำเป็นสิ่งของแลกเปลี่ยน จึงเรียกว่า "สามเหลี่ยมทองคำ"
    ด้วยประการฉะนี้

    ฟ้ามืดก็กลับเข้าพักผ่อนที่โรงแรม เม้าท์กับผู้รับผิดชอบที่โรงแรมถึงดึก จึงเข้าห้อง อาบน้ำ
    และเวลาที่จีรศักดิ์รอคอยก็มาถึง....



    คิดอยู่นานว่าจะลงภาพนี้ดีไหม แต่ก็ไม่เห็นมันจะโป๊สักนิดนี่นา ใช่ไหม
    ไม่เคยมีความสุขกับการอาบน้ำเท่านี้มาก่อนจริงๆ ไม่เสียแรงที่ดั้นด้นบินมาไกลจากภูเก็ต
    อ้า สุขี สุโข   ว่าแล้ว ขอไปนอนก่อน แล้วจะกลับมารายงานต่อ โปรดติดตามตอนต่อไป