4/27/2008
ช่วงนี้เป็นหวัด ไม่หายสักที เพราะพอทำท่าจะหาย เจอรายงานมหาโหดจนไม่ได้นอน
เลยกลับไปป่วยอีกรอบ รายงานพวกนี้ torture ชีวิตจีรศักดิ์อย่างเหลือแสน
กินส้มเกาหลีเป็นกิโลยังไม่หายเลย โอย เซ็งเป็ด
พักเรื่องเครียดๆ มาเรื่องไร้สาระกันดีกว่า เสาร์นี้จีรศักดิ์ไปกับเพื่อนๆสาวชาวเกาหลี
ไปเที่ยวในเมืองตามประสาคนมั่งมีไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร (สาธุ ขอให้เป็นจริง)
ไม่มีที่ไหนจะเอื้ออำนวยต่อการนั่งเมาท์มากไปกว่าร้านกาแฟ อย่างที่เคยพูดถึงไปแล้ว
ที่เกาหลีมีร้านกาแฟเยอะจริงๆ และก็ไม่ค่อยแพงด้วย แต่ละร้านก็มีจุดเด่นของตัวเอง
อย่างเช่นร้านในรูปข้างบนนี้
จริงๆไม่ได้กินที่ร้านนี้หรอก เพราะว่าเข้าไปแล้วที่เต็ม ต้องระเห็จไปร้านอื่น แต่เห็นบรรยากาศ
ร้านครั้งแรกตกใจมาก โอ๊ เฮ้ย ที่มันอะไรกัน !! นี่มันร้านกาแฟหรือม่านรูดเนี่ยะ
คำตอบคือ เป็นทั้งสองอย่าง แต่อย่างละครึ่ง คือแต่ละโซฟามันจะมีม่านปิด แต่ส่วนใกล้พื้น
จะยังคงเห็นได้อยู่ว่ามีคนอยู่ข้างใน แล้วในนั้นเค้าทำอะไรกันละ อืม กินกาแฟม๊าง !!!!
จีรศักดิ์และเพื่อนๆต้องระหกระเหินไปหาร้านใหม่ ร้านนี้ก็มีม่าน แต่ปิดน้อยๆแบบผู้ดี
ไม่ hardcore สุดขั้วแบบร้านก่อนหน้านี้
นี่เป็นรูปข้างในคอก (ไม่รู้จะใช้ศัพท์อะไรบรรยาย) ถ่ายตัวเองแบบที่คนเกาหลีเค้าบ้าถ่ายกัน
นั่งคุยกันนาน... ให้คุ้มค่ากาแฟ แล้วค่อยย้ายก้นไปที่อื่นต่อ
จริงๆเหตุผลที่ออกมาจากถ้ำวันนี้คือ เราจะมาซื้อเสื้อยี่ห้อ UNIQLO กัน มันเป็นแบรนด์เสื้อ
ของญี่ปุ่น เน้นดีไซน์เรียบง่ายแต่ดูดี และราคาสมเหตุสมผล จีรศักดิ์ชอบยี่ห้อนี้ตั้งแต่ตอน
อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว (ลึกๆคือจำใจชอบ เพราะไม่มีเงินซื้อยี่ห้อที่แพงกว่านี้ อิ อิ) ยี่ห้อนี้ฮิตมาก
ในหมู่คนญี่ปุ่น จนกลายเป็นตำนานความสำเร็จอีกแบรนด์หนึ่งของญี่ปุ่น
และระบาดไปหลายประเทศในเอเซีย (ทำไมเมืองไทยไม่มีวะ)
วันนี้ เสื้อ UNIQLO มาบุกเมืองปูซาน เกาหลีแล้ว การรอคอยสิ้นสุดลง วิ่งเข้าร้านเหมือนคน
ผ่านทะเลทรายแสนกระหายน้ำ สุดท้ายได้เสื้อแจ็คเกตใส่รับฤดูใบไม้ผลิมาตัวนึง
(เฮ้ย พอสักที ตัวที่สามแล้วนะนี่) แจ็คเกตที่มีอยู่สองตัวหนาเกินไปสำหรับอากาศตอนนี้
เสียเงินอีกแล้วตรู ไม่แพงเท่าไหร่ 700 บาท ใส่แล้วหล่อขึ้นอีกเป็นกอง อิ อิ
4/17/2008
เรามาต่อเรื่องราวของการผจญภัยของจีรศักดิ์บนเทือกเขาคึมจองซานกันดีกว่า
บนเขามีจุดชมวิวสวๆหลายจุด โดยเฉพาะจากจุดนี้จะเห็นทิวทัศน์ได้รอบ
ราวกับเราเป็นเจ้าโลก (ไม่ใช้ จ้าวโลกนะ)
เฮ้ย ทำไมรูปข้างบนหน้าตามันดูบวมๆวะ
เห็นเมืองข้างล่างนิดเดียวเอง จากรูปจะเห็นว่าเกาหลีโดยเฉาะเมืองปูซานแห่งนี้
มีพื้นที่อยู่อาศัยได้น้อยมาก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา คนเกือบทั้งหมดจึงอยู่คอนโดกัน
(จริงๆคนเกาหลีเค้าอยู่คอนโดกันทั้งประเทศนั่นแหละ)
มองไปทางไหนก็มีแต่คอนโดสูงๆ แต่ภูเขาเยอะก็ดีนะ เพราะช่วยให้เมือง
ไม่ดูเป็นเมืองจ๋าที่มองไปทางไหนมีแต่ตึกรามบ้านช่อง
เห็นตึกเยอะๆแล้วหมั่นเขี้ยว นึกอยากแปลงร่างเป็นก๊อตสิล่า..
บางช่วงเป็นป่าสน บรรยากาศเหมือนกับในหนังจีนกำลังภายใน
ป่าสนนี้ใกล้ทางลงเขาแล้ว พอกันทีเภูเขาแห่งความระทม เหนื่อยเหลือเกินลงดีกว่า
ทางลงเขาก็โหดไม่แพ้ทางขึ้น กว่าจะลงมาถึงข้างล่างได้ เหนื่อยสุดๆ
ยังดีที่บางช่วงเขาทำทางเดินไว้เรียบร้อย จึงเดินง่ายไม่ลำบากนัก
วันนี้เดินรวมได้ 5 ชั่วโมง (รวมเวลาพัก) กับระยะทางประมาณ 10 กิโล
หวังว่าจะได้ลดความอ้วน แต่กลับมาก็กินเอากินเอา เพราะหิวจัด
ถ้าเป็นเมืองไทย เขาสูงขนาดนี้คนไม่เดินขึ้นกันหรอก นั่งรถขึ้นมาดีกว่า
วันนี้ถึงแม้จะเหนื่อยมาก แต่ได้เห็นธรรมชาติสวยสดของเกาหลีก็ถือว่าคุ้มมาก
ไม่แน่ ตอนฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จีรศักดิ์อาจจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง
(และหวังว่าจะได้มาพร้อมกับเพื่อนเดินทางที่รู้ใจ อิ อิ ตอนนี้ยังไม่มีเลย...)
วันนี้ไปซื้อมือถือมา โอยเหนื่อยๆๆ โปรโมชั่นมันสลับซับซ้อนมาก
เลขยกกำลังสามถอดสเควรูทยังจะยากน้อยกว่าทำความเข้าใจ
โปรโมชั่นเทพประดิษฐ์ของเกาหลี เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังว่า
มือถือของจีรศักดิ์ทำอะไรได้บ้าง อิ อิ
เป็นการรอคอยที่ดูจะยาวนานจริงๆ สำหรับการสั่งซื้อหนังสือจากเวปขายหนังสือ
ชื่อดังก้องฟ้าสะเทือนดิน www.amazon.com นั่งคลิกเลือกหนังสืออยู่หลายวัน
จับยัดตระกร้าแล้วโยนออกแล้วจับยัดใหม่อีกหลายรอบกว่าจะลงตัว ข้อดีของการซื้อของ
ผ่านทาง Amazon คือมันมีส่วนลดบางเล่ม (ลดจนน่าตกใจ) และบางเล่มสามารถ
อ่านเนื่้อหาบางหน้าก่อนได้ หนังสือก็มีให้เลือกเยอะที่สุดในปฐพี แต่ข้อเสียคือต้องเสียค่าส่ง
คิดเป็นเงินไทยประมาณ 600บาท แต่เราซื้อครั้งนึงหลายเล่มอยู่แล้ว ก็ถือว่าเจ๊ากันไป
ซื้อจากร้านหนังสือในเมืองไทยเค้าก็อัพราคาซะบางทีแพงเว่อร์
สั่งซื้อไปสักสองอาทิตย์ได้ กลัวหนังสือจะหลงทางเหลือเกิน และแล้ว
กล่องพัสดุบอกยี่ห้อก็มาอยู่ในมือจีรศักดิ์
เรื่องของเรื่องคือที่เกาหลีหาร้านหนังสือภาษาอังกฤษแทบไม่มีเลย เวลาอยากได้เล่มไหน
ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะหาซื้อที่นี่ ทางออกเดียวคือแอมาซอนนี่แหละ เปิดกล่องมือไม้สั่น
ด้วยความอยากอ่าน
อย่าหาว่าจีรศักดิ์กระแดะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษของจีรศักดิ์ก็ยังงูๆปลาๆ
แต่หนังสือไทยมันไม่ค่อยมีอะไรดีดีให้อ่าน อ่านไปเปิดดิกไป ไม่เข้าใจก็ถามชาวบ้าน
ยิ่งเล่มนี้ อาจารย์ที่นี่เค้าแนะนำให้อ่าน เพราะมันเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ของจีรศักดิ์
อาจารย์บอกว่าถ้าอยากรู้เบื้องลึกเบื้องหลังในซอกหลืบรูตูดของอเมริกา
ที่มันทำให้อเมริกาเที่ยวไปแส่ระรานเค้าที่หลายมุมโลก ก็จงอ่านซะ
ตอนแรกยืมของอาจารย์มาอ่าน อ่านแล้ววางไม่ลง
เพิ่งรู้ว่าโลกมันก็เหมือนตารางหมากรุกให้อเมริกาเดิน เหมือนชื่อหนังสือนั่นแหละ
มีจุดอับ จุดปะทะ จุดอันตราย จุดสำคัญที่ต้องยึดไว้ มันเป็นหนังสือที่ให้ความเครียด
และความหฤหรรษ์ในเวลาเดียวกัน เหมือนกินพริกน่ะ แล้วก็เหมือนอ่านนิยายสืบสวน
อะไรสักอย่าง แล้วก็เหมือนคู่มือเกมส์แฟมิคอมที่เล่นสมัยเด็ก
ดีขนาดนี้เลยสั่งซื้อดีกว่า ราคาลดเกือบครึ่งแน่ะ
ยิ่งอ่านหนังสือฝรั่ง ยิ่งน้อยเนื้อต่ำใจในความเป็นคนไทย ที่หนังสือในภาษาไทยมีเรื่องดีดี
ให้อ่านน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับหนังสือฝรั่ง ชาตินี้เราไม่มีวันตามเค้าทันหรอก
ไม่ใช่เราไม่ก้าว แต่เค้าก้าวเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งหนังสือเรียนยิ่งแล้วใหญ่ แค้นอกแค้นใจมากสมัยเรียนมัธยม
จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า หนังสือเรียนอธิบายว่า สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เกิดขึ้นเพราะ ..
มกุฎราชกุมารแห่งออสเตรีย-ฮังการีและพระชายาถูกลอบปลงพระชนม์ที่เมืองซาราเจโว
ในแคว้นบอสเนีย ออสเตรีย-ฮังการีจึงประกาศสงครามกับเซอร์เบีย รัสเซียได้เข้าสนับสนุนเซอร์เบีย เยอรมนีจึงประกาศสงครามกับรัสเซีย ... บลา บลา บลา
อ่านแล้วรู้เรื่องไหมนั่น บรรยายให้เด็กแบบนั้น ทำให้ยิ่งอ่านก็ยิ่งโง่ ไม่ได้ให้ภูมิหลังอะไรเลย
มีแต่เนื้อหาบ้าๆที่ไม่รู้ว่าจำไปทำอะไร มีหนังสือแบบนี้ เด็กไทยมันก็เลยโง่
(รวมจีรศักดิ์ด้วย เพราะเป็นเด็กไทยเหมือนกัน)
เห็นระยะหลังหนังสือเรียนที่ออกใหม่ทำท่าจะดี ไม่มีเวลาไปเปิดอ่าน หวังว่าคงจะมีอะไร
ดีขึ้นบ้างแล้วนะ
ถ้าเราเรียนแบบจำ ไม่เคยคิด เราก็ไม่มีปัญญาไปตอบโต้อะไรใคร
เคยมีฝรั่งสาวสวีเดนมาถามจีรศักดิ์ ตอนอยู่ที่ญี่ปุ่นสมัยเกือบสิบปีที่แล้ว
ฝรั่งสาว: นี่เธอ ชั้นเคยไปเมืองไทย โอ๊ย กะหรี่เต็มเมือง ทำไมเมืองไทยกะหรี่เยอะจัง.. จีรศักดิ์: เร๊อะ เออ ไม่รู้สิ
ถ้าเป็นตอนนี้เหรอ จีรศักดิ์จะบอกมันว่า
จำใส่สมองโตๆของแก แต่มีหน่วยความจำน้อยกว่าซิมมือถือโทรศัพท์บ้านแกไว้ด้วยนะว่า..
1. ที่ๆแกเดินไปในเมืองไทยน่ะ มันแค่ 1 เปอร์เซนต์ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศไทย
แล้วกะหรี่มันก็ไปชุมนุมกันในที่ที่แกชอบไปเที่ยวนั่นแหละ พื้นที่อีก 99 เปอร์เซ็นต์ที่แก
ไม่ได้เอาตีนไปเหยียบมันก็หาไม่ค่อยมีหรอก มีฝรั่งอย่างแกที่ไหน มันก็ไปกันที่นั่นแหละ
2. ที่มันเยอะ เพราะมันมีดีมานด์ สมัยสงครามเวียดนาม อเมริกาใช้ไทยเป็นฐานเพื่อส่งทหาร
ไปเวียดนาม เพื่อยันคอมมิวนิสต์รัสเซียไว้ ทหารมาเยอะ กะหรี่ก็ต้องตามมา เหมือนมด
กับน้ำตาล ถ้าไม่มีกะหรี่ไทย ทหารสหรัฐอาจจะแพ้ตั้งแต่ต้นแล้วก็ได้นะ
ดูโอกินาว่าตอนนี้สิ สาวญี่ปุ่นกี่คนที่โดนทหารสหรัฐข่มขืน เมืองไทยไม่เห็นมีเลย
เพราะอะไรล่ะ เพราะกะหรี่ไงล่ะ เห็นความดีกันหรือยัง
3. บ้านแกไม่มีเลยใช่ไหมกะหรี่น่ะ เห็นว่าทำเป็นล่ำเป็นสัน ถูกกฎหมายด้วย
มาช่วยจีรศักดิ์เถียงฝรั่งหน่อย...