KONG's profilewww.jirasak.com PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    5/29/2009

    ดูหนังที่เกาหลีครั้งแรก..


    การรอคอยอันยาวนานของจีรศักดิ์สิ้นสุด เมื่อหนังเรื่อง Angels and Demons
    ที่สร้างจากนิยายที่จีรศักดิ์อ่านสามวันสามคืนแทบไม่ได้หลับได้นอน
    มือไม้สั่นรอพลิกอ่านหน้าถัดไปราวกับคนโดนของ แต่ทว่า พอหนังเข้าโรงฉาย
    มันดันมาฉายตอนจีรศักดิ์ต้องอาศัยอยู่ที่เกาหลี…
    พยายามหาเหยื่อไปดูด้วย เพราะที่เกาหลีก็เหมือนเมืองไทย ใครไปดูหนังคนเดียว
    จะถูกมองราวกับผีบ้า ไล่ชื่อในมือถือดู ก็นึกออก.. อิ อิ ชวนรูมเมทเกาหลีคนเก่าดีก่า

    xxxDSC01073

    ไม่นึกไม่ฝันว่า ชีวิตนี้ จะได้ลองใช้โทรศัพท์แบบเห็นหน้า ณ.พศ นี้ เหมือนหลุดไปอยู่
    ในโลกอนาคตชั่วขณะ เมื่อเห็นหน้ารูมเมทคนเก่า ลอยเด่นอยู่หน้าจอ ไอ้บ้า..ตกใจหมด
    ยังดีที่ตกใจไม่เท่ากับตอนที่อยู่ร่วมห้องกับมันคืนแรก เฮียแก้ผ้าออกมาจากห้องน้ำ
    หลังจากอาบน้ำเสร็จ พร้อมกับเช็ดตัวแกว่งไกว(อะไรคงไม่ต้องบอก)สนุกสนาน
    จีรศักดิ์แว๊กใส่มันว่าช่วยมีอารยธรรมหน่อย มีแต่คนเกาหลีเท่านั้นแหละที่แก้ผ้าได้หน้าตาเฉย
    มันก็เลยสลด แล้วก็ไม่ทำอีกเลย…

    xxxxx23052009

    เราไปที่นัมโปดง อาณาจักรหนังในเมืองปูซาน ค่าตั๋วไม่แพงแฮะ ไม่ถึงสองร้อยบาท
    แต่จอเล็กจนน่าตกใจ ขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นข้างหน้ามันคือจอหนัง
    รูมเมทจีรศักดิ์หลับตั้งแต่สิบนาทีแรกของหนัง อยากจะฟาดมันให้ตายคาโรง
    หนังดำเนินเรื่องไปไวมากกกก สนทนากันเร็วบรื๋อ ฟังไม่ค่อยทัน แถมยังบิดเบือน
    จากนิยายของจริงไปพอสมควร ตัวร้ายดูไม่เกรี้ยวกราดอย่างในหนังสือ
    ก็เห็นใจคนทำหนังแหละ ไม่งั๊นเดี๋ยวโดนต่อต้านสารพัดอีก เล่นกับศาสนาและความเชื่อ
    ดีไม่ดี อาจจะกลายเป็นหาเรื่องใส่ตัวได้

    xxxxx_23052009_007

    หนังจบก็กินข้าว ไปเดินเล่นที่เขายงดูซาน (Yongdusan) ใกล้ๆโรงหนังนั่นแหละ
    บนยอดเขาจะมีหอสูง วันนั้นบรรยากาศดีมาก อากาศช่วงฤดูร้อนเดือนนี้กำลังเย็นสบาย
    วิวกลางคืนสวย ไม่เคยรู้มาก่อนว่ากลางคืนที่นี่จะน่าเดินขนาดนี้ มีร้านกาแฟสร้างใหม่สวยๆ
    เยอะแยะไปหมด รูมเมทจูงมือจีรศักดิ์เดินเล่นแถวนั้น (อย่าเข้าใจผิดนะฮ้า..
    ที่เกาหลีผู้ชายเดินจับมือกันเป็นเรื่องปกติ ไม่เชื่อไปดูในหนังสือนำเที่ยวเกาหลีได้)
    และพูดว่า…..

    (แปลไทยนะ เด็กๆ) กรูมาบนยอดเขาที่นี่ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียน มาหลายครั้งด้วย
    มากับสาวๆทั้งนั้น ไม่เข้าใจเลย ทำไมวันนี้กรูต้องมากับผู้ชาย…

    ไอ้…..(เซ็นเซ่อร์) จีรศักดิ์ด่ามันในใจ ใครใช้ให้แกลากชั้นขึ้นมาบนเขา
    แกนั่นแหละพาชั้นขึ้นมา ไอ้กร๊วกกกกก ตอนเดินลงเขาว่าจะแอบถีบมันให้ตกเขาตาย
    แบบประธานาธิบดีโนมูเฮียน… (เรื่องประธานาธิบดีที่น่าสงสารคนนี้ ไว้ว่ากันตอนหน้านะจ๊ะ)

    หยุดเรื่องทะเลาะกันมาเข้าเรื่องสาระดีกว่า จริงๆ เขายงดูซานนี้ มันก็สวยใช้ได้
    สำหรับจีรศักดิ์ ดีไซน์ของมันไม่ได้โชว์ความทันสมัยอวดสายตาโลกเท่าไหร่ ทางรัฐบาล
    ก็มีโครงการจะสร้างใหม่ แบบล้างบางภูเขาทั้งลูก ตามแผนแล้วจะออกมาเป็นแบบนี้จ้า

    xxxxDSC00388

    เป็นไง อลังการล้านแปดเลยใช่ม๊า… ตอนเห็นแปลนครั้งแรกจีรศักดิ์แทบตะลึง
    การออกแบบแหวกแนวราวกับเอเลี่ยนมาบุกโลกแล้วสร้างรังทิ้งไว้ กล้าจริงๆกับไอเดียนี้

    แต่ทว่า.. ในโลกแห่งความเป็นจริง รัฐบาลถูกประชาชนที่อาศัยอยู่รายรอบคัดค้าน
    (จีรศักดิ์ไปแอบอ่านในหนังสือดีโซน์มา) ด้วยเหตุผลว่ามันทำลายเอกลักษณ์และทิวทัศน์
    ที่ควรอนุรักษ์ไว้ (บัดซบจริงๆหอดีไซน์เน่าๆยุคซิ๊กส์ตี้ มันควรค่าอะไรับการอนุรักษ์เนี่ยะ) จริงๆ นักวิจารณ์หลายคนก็ให้ความเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องอนุรักษ์หอนี้
    เพราะว่า เดี๋ยวพอห้างลอตเต้ใหม่ขนาดร้อยๆชั้นสร้างเสร็จในปีนี้ (อยู่แถวนั้นนั่นแหละ)
    ความสูงเทียมฟ้า จะบดบังรัศมีของหอเก่าๆแห่งนี้ให้กลายเป็นแลนมาร์คเน่าๆ
    ได้โดยง่ายดาย แต่ในที่สุด โครงการพัฒนาเขาอาม่านิยมนี้ก็ถูกพับกลับบ้านเก่า
    เฮ้อ เซ็งเป็ดจริงๆๆ

    XX_A7885382-2

    ระหว่างทางไปสถานีรถไฟใต้ดิน เห็นโปสเตอร์หนังใหม่เกาหลี เห็นโปสเตอร์แล้วตกใจมาก
    เฮ้ย ชื่อหนัง มันเป็นชื่อหาดในปูซานที่จีรศักดิ์ไปบ่อยๆนี่นา ใช่แล้ว
    มันคือหาด แฮอุนแด (Haeundae) ที่จีรศักดิ์ชอบไปนั่งชิลล์จิบกาแฟสตาร์บัคส์บ่อยๆ
    เห็นโปสเตอร์ก็รู้ว่า เนื่อเรื่องหนังมันจะเป็นยังไง ใช่แล้ว คลื่นยักษ์ขนาดสูงร้อยเมตร
    จะบุกเกาหลี แจ๊กกก กลัวแล้ว เจ้าข้าเอ๋ย (ฮ่าๆ ทำดัดจะริดไปอย่างนั้นแหละ
    หอจีรศักดิ์อยู่บนเขาสูง ไม่กลัวหรอก ฮ่าๆๆ) หนังมีกำหนดเข้าเดือนหน้า ดีล่ะ
    เดี๋ยวไปดูแล้วจะมาเล่าสู่กันฟังอีกทีนะ  เอ แต่ทำไมช่วงนี้ หนังประมาณคลื่นยักษ์ถล่ม
    อะไรแบบนี้มันเยอะเหลือเกิน ใครตอบจีรศักดิ์ที..

          

    5/5/2009

    ด้านมืด ของญี่ปุ่น… ความจริงที่ญี่ปุนเองก็ไม่อยากรับฟัง…


    (คำเตือน ถ้าไม่อยากอ่านอะไรยาวๆ กรุณาผ่านไปอย่างเชื่องๆ)

    จีรศักดิ์ไม่ได้หมายถึงที่มืดๆอย่างย่านเกอิชา หรือร้านขายหนังสือโป๊แถวอะกิฮาบาร่านะฮ้า
    แต่กำลังจะพูดถึงหนังสือเล่มนึงต่างหาก ปกติจีรศักดิ์ไม่ค่อยมองญี่ปุ่นเสียๆหายๆ
    เหมือนอย่างที่จีรศักดิ์มองเกาหลี เพราะอะไรที่เราได้เห็นหรือได้อ่านเกี่ยวกับญี่ป่น
    ส่วนใหญ่มันมีแต่เรื่องดีดี แต่.. หนังสือที่อาจารย์บังคับให้อ่านในวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองญี่ปุ่น
    (ทำไมชั้นต้องมาเรียนวิชานี้ที่เกาหลีด้วย ไม่เข้าใจจริงๆ) ทำเอาจีรศักดิ์ช๊อคซีเนม่า
    มันไม่ใช่หนังสือหรืองานวิจัยเชิงวิชาการหรอก แต่ผู้เขียนก็ใช้ข้อมูลประกอบล้นเล่ม
    และด้วยมุมมองที่พลิกโลกแหวกแนว หนังสือเล่มนี้จึงสั่นสะเทือนวงการญี่ปุ่นศึกษาอย่างหนัก
    และสั่นคลอนจินตภาพของญี่ปุ่นในหัวของจีรศักดิ์ในระดับความสั่นสะเทือนริกเตอร์ 9
    (เอ จินตภาพ แปลว่าไรหว่า..) จริงๆเรื่องประมาณนั้นก็ได้ยินเข้าหูหรืออ่านมาบ้าง
    แต่ยังไม่มีใครสรุปและให้ภาพได้อย่างชัดเจนอย่างที่ Alex Kerr ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ทำได้
    อย่างไรก็ดี คนไทยน้อยคนคงได้อ่าน เพราะมันไม่มีใครแปลเป็นภาษาไทย
    เอ หรือ จะรอให้จีรศักดิ์แปลหว่า ฮ่าๆๆ ไม่อาวว เดี๋ยวรวยเกิน

    หนังสือมันมีชื่อว่า “Dogs and Demons” แปลตรงๆว่า หมาและอสูร
    ทำไมชื่อมันเป็นอย่างนี้น่ะเหรอ ผู้เขียนก็บอกใบ้ไว้แต่ไม่ชัดเจน แต่ที่แน่ๆคือมันเชื่อมโยงกับ
    เรื่องโบราณของจีน ประมาณว่ามีจักรพรรดิ์ของจีนองค์หนึ่งตรัสถามช่างศิลป์ว่า
    ภาพอะไรวาดยาก อะไรวาดง่าย ช่างก็ตอบว่า ฮะเหย (คำนี้เพิ่มเข้ามาเองเพื่ออรรถรส)
    ข้าน้อยว่า.. สุนัขวาดยาก อสูรต่างหากที่วาดง่าย… สุนัขน่ะ ใครๆก็รู้ว่ารูปร่างมันเป็นยังไง
    ฉะนั้นการจะวาดให้เหมือนจึงเป็นเรื่องยาก และด้วยเหตุผลฉะนี้ ภูตผีปีศาจจึงวาดออกจะง่าย..

    แล้วมันเกี่ยวกับญี่ปุ่นตรงไหนล่ะ เหอๆๆ จริงๆแล้วมันเกี่ยวกับประเด็นหลักของหนังสือเล่มนี้
    ซึ่งเกี่ยวกับการวิพากษ์แนวทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่ถูกเคยมองว่า
    ประสบความสำเร็จและผลักดันให้ญี่ปุ่นฟื้นตัวจากสงครามจนเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจนั้น
    จริงๆแล้ว ผู้เขียนอ้างว่ามันเป็นแนวทางที่จะพาญี่ปุ่นไปสู่ความหายนะต่างหาก
    หลักฐานก็เห็นๆกันอยู่ เศรษฐกิจญี่ปุ่นดิ่งเหวมาสิบกว่าปีแล้ว
    ตั้งแต่ปี 1990 ปัจจุบันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับไปรุ่งโรจน์เหมือนก่อน

    กระทรวงต่างๆของญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ผลักดันนโยบายและชี้นำเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้น
    จริงๆแล้วพยายามหาผลประโยชน์จากสถานะตัวเอง ประการแรกคือการลงทุนระยะสั้น
    ในสิ่งที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรฐกิจอย่างแท้จริง
    โดยเฉพาะในโครงการก่อสร้างอภิมหาโปรเจคทั้งหลาย
    ตั้งแต่สะพานข้ามแม่น้ำห้าสะพานเรียงกัน ทลายภูเขาปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์
    สร้างศุนย์วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์ใหญ่โตหรูหราในชนบท
    ญี่ปุ่นใช้เงินไปกับการก่อสร้างเยอะมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น
    หลายโครงการกลายเป็นโครงการย่ำยีสิ่งแวดล้อม เช่นเขื่อนจำนวนมหาศาล
    หรือการสร้างแนวป้องกับคลื่นทะเล 

    โรคบ้าก่อสร้างของญี่ปุ่นเกิดจากการที่กระทรวงต่างๆได้ประโยชน์จากโครงการเหล่านี้
    โดยผ่านทางความสัมพันธ์แบบกอดจูบชิดเชื้อ
    ระหว่างข้าราชการ นักการเมือง และบริษัทรับเหมา
    บรรดาเจ้ากระทรวงและบิ๊กๆทั้งหลาย พอเกษียณต่างก็ออกไปบริหารบริษัทรับเหมา
    (ที่เค้าเรียกกันติดปากว่า amakudari หรือ ลอยฟ้าลงมาจากสรวงสวรรค์)
    บริษัทเหล่านี้จึงมีความสัมพันธ์พิเศษกับกระทรวง เปิดโอกาสให้มีการหากิน
    เอื้อประโยชน์กันอย่างเป็นระบบแบบแผน เช่น กระทรวงคมนาคม มีเมียลับ
    เป็นบริษัทก่อสร้างทางด่วน กระทรวงสิ่งแวดล้อม มีเมียน้อยเป็นบริษัทสร้างคันกั้นแม่น้ำ
    การฮั้วกันระหว่างกระทรวงและบริษัทรับเหมาจึงกลายเป็นเรื่องธรรมชาติ
    และนำไปสู่การคอรับชั่นระดับประเทศ จีรศักดิ์อยากให้ทุกคนสังเกตว่า
    ถ้าดูข่าวญี่ปุ่นจะพบคำว่า dan-goo บ่อยมากเลย ซึ่งแปลได้ว่าการฮั๊วกันนั่นเอง
    การผูกขาดงานก่อสร้างทำให้อะไรๆในญี่ปุ่นแพงกว่าความเป็นจริง ตั้งแต่ค่าทางด่วน
    ค่าส่งไปรษณีย์ จึงไม่แปลกถ้ากระทรวงเกษตรและป่าไม้จึงชอบ
    ตัดถนนเข้าไปในป่าและปลูกป่า เป็นต้น (เป็นต้น ในที่นี้ แปลว่า เป็นอาทิ นะจีะ)
     
    นอกจากนั้น กระทรวงต่างๆยังชอบแสวงหาประโยชน์จาก “มาตรฐาน”
    ที่ตัวเองกำหนดขึ้นมา ซึ่งมาตรฐานบ้าๆเหล่านี้มักจะไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยเกี่ยวกับ
    เหตุผลในด้านความปลอดภัยหรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้บริโภคแต่อย่างใด
    ยกตัวอย่างเช่นธุรกิจฟิตเนส การจะประกอบธุรกิจได้ต่องผ่านมาตรฐานหลายอย่างมาก
    ตัวเทรนเนอร์เองก็ต้องมีใบอนุญาตร้อยแปด (แล้วต้องไปอบรมที่ไหนถึงได้ใบมาน่ะเหรอ
    เหอๆ คิดได้ไม่ยากหรอก) ตัวกฎระเบียบของญี่ปุ่นสารพัดสารเพมักถูกเขียนขึ้นอย่างคลุมเครือ
    การจะตีความและปฏิบัติให้ถูกต้อง ทำได้โดยการเข้าหากระทรวง
    และรับฟังคำอธิบายบนโต้ะอาหารในภัตตาคารหรู ที่แน่นอน บริษัทเป็นผู้จ่ายมื้อนั้นๆ
    เผลอๆอาจตีความให้เอื้อประโยชน์กับบริษัทแบบพิเศษ จีรศักดิ์เองรู้เรื่องนี้ดี
    เพราะเคยศึกษาเรื่องกฎระเบียบควบคุมห้างค้าปลีกขนาดใหญ่
    ของกระทรวงเศรษฐกิจและการค้า (METI) เห็นชัดได้เลยว่า
    กฎหมายเขียนขึ้นอย่างกว้างๆ เปิดโอกาสให้ตีความเป็นอย่างไรก็ได้
    รายละเอียดก็แทบไม่มี อ่านแล้วออกจะไปในเชิงพกเพ้อละเมอฝัน
    มากกว่าจะเป็นเอกสารด้านกฎหมาย ชวนเก๊กซิมปวดหัวมากๆ
    ที่เก็กซิมกว่าคือห้างต่างชาติที่จะเข้าไปเปิดในญี่ปุ่นต่างหาก
    เพราะไม่รู้จะเอายังไงกับกฎระเบียบเทวดาประดิษฐ์เหล่านี้
    ด้วยเหตุนี้ กฎหมายนี้จึงเอื้อประโยชน์ให้กับผู้อยู่ก่อน (incumbent) อย่างเต็มที่
    นั่นคือห้างญี่ปุ่นที่ยึดหัวหาดทำเลสำคัญไปหมดแล้วนั่นเอง คงตีความกันออกนะว่า
    นอกจากห้างญี่ปุ่นแล้ว ใครอีกที่รับทรัพย์ไปเต็มๆ…
    จริงๆจีรศักดิ์มีประสบการณ์ตรงด้วยแหละ (ไม่ใช่ประสบการณ์แบบนั้นนะจ๊ะ)
    แต่เล่าแล้วอาจจะไม่เป็นผลดีต่อหน้าที่การงานและความสัมพันธ์กับประเทศญี่ปุ่น
    ที่จีรศักดิ์หวังจะพึ่งพิงในฐานะเป็นแหล่งทุน จึงขออุบไว้สนทนาในหมู่เพื่อนๆกันนะจ๊ะ

    ปัจจัยอีกประการที่รั้งการพัฒนาคือโรคตอแหลเป็นนิจศีลของญี่ปุ่น
    ดังที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ จากคำว่า  tatemae ซึ่งหมายความถึงการปกปิดของจริง
    แต่ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์และการแสดงออกภายนอก "façade"
    (ซึ่งอาจจะไม่ใช่ของจริง หรือออกมาจากใจจริง)   สำหรับสังคมญี่ปุ่น
    ถ้าการตอแหลนั้นๆส่งผลดีต่อความสงบของสังคมโดยรวม
    และเป็นการรักษาหน้าตาและชื่อเสียง ดังนั้นการตอแหลถือเป็นสิ่งดี
    สิ่งๆร้ายๆในญี่ปุ่นจะถูกกลบฝังดิน ประชาชนไม่มีโอกาสได้รับรู้
    ตั้งแต่ความรุนแรงของอุบัติเหตุในโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์
    ไปจนถึงการปกปิดหนี้เน่าของธนาคารทั้งหลาย

    การไม่ยอมรับความจริงในเรื่องหนี้สินจำนวนมหาศาลส่งผลให้การเดินหน้าแก้ไข
    ปัญหาเศรษฐกิจแทบจะทำไม่ได้ ปัจจุบันเศรษฐกิจญี่ปุ่นจึงยังคงดิ่งเหวต่อไป
    (แม้จะส่งสัญาณฟื้นตัวในช่วงสั้นๆ)   บางกระทรวง หากนักข่าวไหนเสนอข่าวออกนอกลู่
    นอกทาง นักข่าวเจ้านั้นก็จะถูกระเห็จออกจากงานแถลงข่าว (kishakaiken)
    และไม่มีวันเข้าถึงข้อมูลอีกเลยจวบจนชั่วกัลปวสาน วัฒนธรรมตอแหลนิยมยังสามารถ
    เห็นได้จากรายการทีวีญี่ปุ่นชอบออกมาในแนวถ่ายชีวิตผู้คนให้ดูเหมือนกับว่า
    มันเกิดขึ้นจริงณบัดนั้น ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันเป็นแค่การแสดง สำนักข่าวของญี่ปุ่นบางเจ้า
    ถึงกับขนาดจ้างคนมาสวมบทผู้หญิงขายตัวแล้วออกมาให้สัมภาษณ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

    การไม่ยอมปรับเปลี่ยน ยึดถือแต่ระบบเดิมๆที่ตัวเองเคยได้ประโยชน์
    เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะรั้งญี่ปุ่นไว้ มาตรฐานที่กระทรวงออกหลายชิ้น
    เป็นการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง และรั้งโลกให้อยู่กับที่
    มากกว่าจะสร้างประโยชน์และผลักดันการพัฒนา
    อย่างเช่นมาตรฐานโทรคมนาคมที่ปล่อยให้อเมริกาและตะวันตกที่โปร่งใสกว่า
    ขึ้นเป็นผู้นำมาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและคมนาคมสมัยใหม่
    ที่เดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นเป็นได้แค่ผู้ตาม (ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์)
    ได้แต่จับของที่เค้าคิดแล้วมาดัดแปลงให้อลังการกว่า แต่ไม่ได้ได้คิดเอง
    คืองานถนัดของญี่ปุนแต่ไหนแต่ไร แต่พฤติกรรมแบบนี้จะพาญี่ปุ่นไปได้แค่ไหนในอนาคต
    เป็นสิ่งที่น่าคิด

    ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เชื่อมโยงกับชื่อเรื่องของหนังสือ (เออ พึ่งจะเฉลย) ว่า
    หมา เปรียบได้กับ โครงการระยะยาวที่สร้างประโยชน์อย่างแท้จริงให้กับสังคม
    ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะทำได้
    ไม่เหมือนกับโครงการอภิมหาก่อสร้างทั้งหลาย ซึ่งเทียบได้กับ อสูร
    ทำได้ง่าย รับทรัพย์ไว แบ่งเนื้อกันได้ทั่วถึง

    ความไม่โปรงใสของระบบราชการ (bureaucracy) และกลไกคอรับชั่นอย่างเป็นระบบ
    ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องจักรที่ไร้หัวไร้หาง และไม่มีใครหยุดได้ กอปรกับความยึดมั่น
    ในของเดิมๆระบบเดิมๆที่ตัวเองทำแล้วปลอดภัยได้ประโยชน์นี้ จะแช่แข็งการเติบโตของญี่ปุ่น
    และรั้งญี่ปุ่นให้เป็นผู้เล่นที่วิ่งหลังสุดได้โดยไม่ยาก

    อ่านแล้ว คิดถึงเกาหลีเหมือนกัน ในฐานะผู้ที่ชอบที่ชอบแอบเลียนแบบญี่ปุ่น
    ไม่ว่าเรื่องนั้นจะดีหรือไม่ดี…

    ว่าไปแล้ว อะไรหลายอย่างในหนังสือเล่มนี้กล่าวถึง ในระบบราชการไทยก็ใช่ว่าจะไม่มี
    อย่างเช่น พอเดือนกันยายนที สารพัดหน่วยงานก็วิ่งเต้นใช้เงินงบประมาณให้หมดให้ได้
    โดยไม่คิดว่าจะสร้างประโยชน์หรือไม่ คิดอย่างเดียวว่า ถ้าใช้งบปีนี้ไม่หมด
    ก็จะถูกครหาว่าทำไมของบไปหรือได้งบมาเยอะแต่ไม่ใช้ วันหลังก็ควรจะได้งบน้อยลง…

    อ่านแล้ว.. ชวนให้รู้สึกว่า โลกเราน่าอยู่น้อยลง…
    หากไม่อยากอ่านอะไรแล้วบั่นทอนสุขภาพจิต ไม่ควรอ่านนะจ๊ะ
    เด็ก และสตรีมีครรภ์ ยิ่งต้องระวัง…

    คราวหน้าว่ากันต่อ กับหนังสือฝรั่งอีกเล่ม
    เทอมนี้อ่านหนังสือภาษาปะกิตจนภาษาเกาหลี ภาษาญี่ปุ่น
    (และภาษาไทยด้วย) เข้าหม้อไปหมดแล้ว กรี๊ดดดดด