7/23/2008
อุณหภูมิช่วงนี้ขึ้นถึง 30 องศา เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่ากลางหน้าร้อนมาถึงโดยสมบูรณ์
ร้อนตับแลบจริงๆ เดินๆอยู่นึกว่าอยู่เมืองไทย ได้ใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อกล้ามสมใจอยากเลย
ดีที่ห้องในหอพักมีแอร์ด้วย หน้าหนาวเค้าปิดไว้จากส่วนกลาง เปิดได้เฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น
อย่างไรก็ดี แอร์มันมักจะแอบปิดตัวเองลาโลกไปแบบเงียบๆ คาดว่าเป็นมาตรการของหอพัก
ที่เกิดจากภาวะราคาน้ำมันแพงบ้าเลือด ดีที่ค่ารถราที่นี่ยังไม่ขึ้นสักกะวอนเดียว
ยังถูกบัดซบเหมือนเดิม รถไฟใต้ดินนั่งไปไกลเท่าไหร่ก็ 40 บาท
(ระยะทางไกลสุดใช้เวลาเกือบ2ชั่วโมงจึงจะถึงปลายทาง)

พอร้อนได้ที่ ผู้คนทุกหัวระแหงในเกาหลี
ต่างมารวมตัวกันที่ชายหาด ณ เมือง
ปูซานแห่งนี้ ทั้งๆที่สี่เดือนก่อน
ในฤดูหนาวหาดร้างผู้คนสุดๆ
เดินบนหาดไปผีแทบหลอก
เตือนไว้ก่อน ถ้าคุณเป็นพวกตื่นตัวง่าย
อย่ามาเที่ยวหาดเกาหลีเป็นอันขาด เพราะทั้งสาวและหนุ่มเกาหลีที่ตัวขาวอย่างกับหยวก
จะออกมาอวดโฉมน้อยชิ้นชนิด
ไม่แคร์สายตาใคร
ราวกับมาแข่งว่าใครจะแต่งโป๊กว่ากัน
เดินๆไปเลือดกำเดาจะไหลเอาง่ายๆ
สาวๆเกาหลีจะใส่บีกีนี่เดินตามถนน
เย้ยฟ้าท้าแดด ส่วนหนุ่มเกาหลีก็จะ
เดินถอดเสื้อใส่กางเกงว่ายน้ำบางๆ
เห็นไปถึงไหนต่อไหน
เดี๋ยวคราวหน้าจะถ่ายรูปมาให้ดู ย้ำว่ากรุณาพกทิชชู่เตรียมซับเลือดกำเดาก่อนไปแถวๆ
ชายหาดเมืองปูซานนะจ๊ะ
อ้อ ลืมบอกไป ฝากท่านสาวๆที่มักคิดว่าหนุ่มๆเกาหลีจะหน้าตาดีเหมือนในละครซีรี่ย์ว่า
คุณคิดผิดซะแล้ว เพราะหนุ่มเกาหลีส่วนใหญ่หน้าตาร้ายอย่างแรง ประมาณว่า
อยู่เมืองไทยไม่มีแฟนแน่นอน (พวกเราเหล่าคนไทยช่วยกันสรุป) ไอ้ที่เห็นหน้าตาดีน่ะ
มันเป็นพวกผ่าเหล่า ยีนพันธุกรรมทำงานผิดพลาดจ๊ะ เท่านั้นยังไม่พอ
ยังสายตาสั้นกันค่อนประเทศ แถมยังชอบใส่แว่นเชยๆแบบกรอบดำๆหนาๆ
ไม่เชื่อเหรอ ดูรูปข้างล่างสิ
นับดูสิ ว่าในบรรดายามชายฝั่ง (หรือตำรวจหว่า) 7-8 คน มีคนใส่แว่นกี่คน..
สงสารสาวๆที่นี่มาก เพราะหน้าตาสวยเช้งแช่วับหลายคน
แต่ผู้ชายหาหน้าตาดีได้ยากมากราวกับขุมสมบัติ
(ว่าแต่เค้านะนี่ ไม่ดูตัวเองเลย....)

ประเทศเกาหลีแห่งนี้มักจะมีอะไรหลายอย่างที่ผิดมนุษย์มนาไม่เหมือนชาติอื่นเค้าทำกัน
อย่างเช่นสินค้าประจำหน้าร้อนคือ ไอ้ไม้ไผ่ข้างบนนี่แหละ ทายซิเค้าเอาไว้ทำอะไรเอ่ย...
เค้าเอาไว้นอนกอดแบบหมอนข้างจ๊ะเด็กๆ ไม่รู้ทำไปได้ยังไง ไอ้ไม้ไผ่สานทรงนี้มีชื่อเล่น
ว่า "เมีย" คงไม่ต้องแปลนะ.. สงสัยอย่างนึงว่า ถ้าแก้ผ้านอนแล้วไอ้นั่นมันไปคาอยู่ในโพรง
พอลุกเร็วๆแล้วไม้ไผ่มันบาดเอาล่ะ... ซี๊ดดดดดดดด... สยอง...
ราคาค่าตัวมันก็ราวๆ 500 บาท กอดแล้วจะเย็นขึ้นไหมนั่น
อยากซื้อมาลองกอดดู แต่กลัวมันบาดอาวว......
7/3/2008
เสร็จสิ้นเสียทีเทอมหนึ่งอันแสนโหดร้าย ทำให้จีรศักดิ์ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันเกือบสามอาทิตย์
ชีวิตประจำวันมีแต่ทำรายงานแล้วก็กิน ภาษาเกาหลีเข้าหม้อไปหมดแล้วเพราะไม่ได้ใช้เลย
หลังจากหมดเทอมก็เริ่มมีเวลาว่าง พอกินข้าวเย็นเสร็จ จีรศักดิ์จะออกไปเดินเล่น
รอบมหาลัยเพื่อป้องกันโรคหมูตอนกำเริบ และด้วยเจ้าเครื่อง NOKIA N810
ติดอาวุธGPS ทำให้จีรศักดิ์เก็บสถิติได้ว่าได้ว่าไปทางไหนรวมเป็นระยะทางเท่าไหร่
ปกติจะเดินจากหอพักที่อยู่กลางป่าดง ไปแถวๆหน้ามหาลัยแล้วกลับเข้าป่าอีกรอบ
รวมระยะทางสองกิโลกว่า...
เดินไปเดินมาไปเจอดอกไม้ที่จีรศักดิ์ชอบที่สุด แต่มันหาดูที่เมืองไทยไม่ได้นอกจากเมืองหนาว
แบบเกาหลี-ญี่ปุ่นเท่านั้น เห็นครั้งล่าสุดที่ญี่ปุ่นเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว (เฮ้ย นานมากนะนั่น)
เป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้นมากในชีวิตจีรศักดิ์ เพราะเป็นคนชอบสีม่วง มันเป็นสีที่มีสเน่ห์
ดูลึกลึบ ปนเศร้านิดๆ ญี่ปุ่นเรียกดอกนี้ว่า Ajisai ชื่อภาษาอังกฤษมันคือ
ไฮเดรนเยีย มันจะออกดอกเป็นพุ่มขนาดเท่าหัวคน
และบานช่วงหน้าร้อนราวเดือนพฤษภา-มิถุนาเท่านั้น มันมีหลายสีด้วย
แล้วแค่คุณภาพดินในที่ที่มันอยู่ (ขึ้นอยู่กับอารมณ์มันด้วยมั๊ง) ไล่โทนไปตั้งแต่
ขาว ชมพู ฟ้าอ่อน อินดีโก้ ม่วงน้ำเงิน และม่วงแดง
เป็นการไล่ระดับสีที่ได้อารมณ์สุนทรีย์มากๆ
รายงานปลายภาคทำเอาจีรศักดิ์เร่งวงจรชีวิตเร็วขึ้นสิบปี หน้าแก่ไปถนัดใจ
แถมเมื่อคืนนอนแค่ชั่วโมงเดียว หน้าตาเลยออกมาอย่างที่เห็น
แค่อยากเทียบให้ดูขนาดช่อดอกของมันเท่านั้น
ในรูปเป็นพุ่มที่สีออกขาวปนฟ้าอ่อน ดีใจครตที่มหาลัยที่หาดอกไม้สวยๆแบบนี้มาปลูก
เพิ่งรู้ว่าหน้าร้อนเกาหลี มันคือหน้าฝนดีดีนี่เอง วันแดดออกมีพอๆกับวันฝนตกเลย
ชอบมากเวลาฝนตก จากระเบียงห้องวิวตอนฝนตกในป่าสนให้บรรยากาศ Yugen
ราวกับภาพเขียนเซ็นที่ใช้แค่การไล่ระดับหมึกสีดำมาทำให้เกิดภาพ
Yugen เป็นศัพท์ด้านสุนทรียศาสตร์ของญี่ปุ่น ประมาณว่าเป็นความงามที่แฝงไว้
ด้วยเสน่ห์อันลี้ลับ นึกไปถึงโคลงญี่ปุ่นที่เกี่ยวกับหมอกสมัยเรียนปริญญาโทเลย
(ตอนนี้นึกไม่ออกกระทันหันเพราะถ้าจะนึกให้ออกต้องใช้บรรยากาศมาช่วยผลักดัน)
เอาโคลงนี้ไปแทนก็แล้วกัน ไม่รู้แปลผิดอ๊ะเปล่า เป็นภาษาญี่ปุ่นโบราณน่ะ
Mare ni kuru ไม่ได้ที่นี่มานานแล้ว
Yowa mo kanashiki ยามค่ำคืนช่างดูน่าเศร้าสร้อย
Matsukaze o ยินเสียงลมลู่ไล้ต้นสน
Taezuya koke no แม้เธออยู่ใต้มอสที่คลุมร่างตลอดกาล
Shita ni kikuramu ก็จะยังได้ยินเหมือนกันไหมหนอ
โคลงนี้ชวนให้นึกถึงคนสำคัญที่จากไปครบปีช่วงนี้พอดี....