KONG's profilewww.jirasak.com PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    11/24/2009

    เจาะลึกทุกซอกมุม… ร้านกาแฟม่านรูดของแท้และดั้งเดิม รายงานสดจากเกาหลีจ้า..


    ช่วงนี้จีรศักดิ์กลายเป็นคนติดกาแฟอย่างไม่ทราบสาเหตุ
    (อยากบอกกับตัวเองว่า ช่วยติดอะไรที่มันราคาถูกหน่อยได้ไหม..)
    กาแฟเลยเป็นของโปรดและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจีรศักดิ์ไปแล้ว
    เมื่อก่อนแค่ได้กลิ่นกาแฟก็แทบอ้วก แต่ตอนนี้วิ่งเข้าหา
    วันนี้จะพาท่านไปชมร้านกาแฟม่านรูดของแท้ original
    จริงๆจะว่ามันเป็นร้านกาแฟร้อยเปอร์เซ็นต์คงจะไม่ใช่
    มันออกไปในทางโมเดลธุรกิจใหม่ ประมาณพื้นที่ส่วนตัวให้เช่าเพื่อสันทนาการ
    (สันทนาการ: กำกวมดีเนอะคำนี้ ไม่รู้แปลว่าอะไรกันแน่ ฮ่าๆๆ)
    ผสมผสานกับร้านขายเครื่องดื่มและของกินเล่นมากกว่า
    ไม่พูดพล่ามทำเพลงล่ะ ลองมาดูกันเลยดีกว่า

    x_DSC02119

    เข้ามาก็จะเจอส่วนของลอบบี้ เริ่มแรกต้องถอดรองเท้าใส่ถุงที่พนักงานเตรียมไว้
    เพราะบริเวณข้างในคาเฟ่จะห้ามใส่รองเท้า ทำให้ดูสะอาด สงบ เหมือนอยู่บ้าน
    จากในรูปจะเห็นเป็นห้องๆถูกแบ่งไว้ มีม่านปิดเพื่อความเป็นส่วนตัวจ้า
    อ้อ ขอบอกไว้ก่อน ถึงมันจะเป็นม่านรูด แต่มันก็ไม่ใช่ที่เล่นจ้ำจี้นะจ๊ะ
    เค้าทำมาไสตล์นี้เพื่อความเป็นส่วนตัวเท่านั้น ส่วนจะทำอะไร ยังไง แบบไหน
    อันนี้จีรศักดิ์ไม่รู้ด้วย แต่คงจะอะไรมากไม่ได้หรอกน่า เพราะมันไม่ได้กั้นเสียง

    x_DSC02121 

    ห้องมีให้เลือกทั้งเล็กและใหญ่ ที่เห็นเป็นห้องขนาดสองคนพอดี พื้นเป็นเบาะทั้งหมด
    สะอาดมาก มีหมอน ทีวี โต๊ะ อินเตอร์เนตความเร็วสูงฟรี
    นางแบบในภาพเป็นเพื่อนจีรศักดิ์นะจ๊ะ อย่าเข้าใจผิด
    เค้าพามาดูของแปลก ด้วยหวังว่าจีรศักดิ์จะชอบ
    แล้วไว้พาคนอื่นมาในโอกาสต่อไป ฮ่าๆๆ
    คราวหน้าจะพาใครมาดีหว่า เหอ เหอ

    x_DSC02120

    ราคาน่ะเหรอ 2 ชั่วโมงคิดเป็นเงินไทย300กว่าบาทเท่านั้น(ราคาถูกแบบนี้ไม่เจ๊งได้ไงหว่า)
    มีวาฟเฟิล วิปปิ้งครีมให้ฟรีสองชิ้น (อร่อยเหลือเชื่อมาก พระเจ้า..)
    ส่วนเครื่องดื่มก็เดินตักตวงเอาตามใจชอบ ตรงมุมบุฟเฟ่ต์
    ซึ่งเตรียมเครื่องดื่มไว้สารพัดชนิดมาก มีไอติมด้วย แต่ถ้าอยากกินอะไรหรูกว่านี้
    ก็ต้องจ่ายเงินนะจ๊ะ จริงๆแค่เครื่องดื่มร้อยแปดอย่างนี่ก็เกินพอแล้วแหละ
    พนักงานก็สุภาพและบริการดีมาก

    x_DSC02125

    กินไป ดูทีวีไป เผลอหลับบ้าง นั่งเมาท์บ้าง แป๊บๆก็สองชั่วโมงแล้ว
    ถ้าเป็นคู่รักสงสัยเวลาเท่านี้ไม่พอแน่ๆ ประเทศไทยหากมีอะไรแบบนี้
    คงจะกลายเป็นแหล่งมั่วสุมไปอย่างไม่ต้องสงสัย ว่าไปแล้วนี่เป็นไอเดียทางธุรกิจที่ดีมากๆ
    โดยเฉพาะประเทศที่เล็กจิ๊ดริ๊ดอย่างเกาหลีที่มองไปทางไหนก็มีแต่ผู้คน หาความสงบ
    และความเป็นส่วนตัวไม่ค่อยได้ ธุรกิจนี้จึงตอบสนองความต้องการได้อย่างลงตัวเหมาะเจาะ
    ในราคาที่แสนจะ affordable และไม่เสียภาพพจน์และไม่ต้องอายในการเข้ามาใช้
    เพราะคนที่มาใช้ก็มีจุดประสงค์หลากหลาย ที่มากันเป็นกลุ่มเพื่อนกันก็เยอะแยะ

    ใครสนใจทำธุรกิจแบบนี้ในเมืองไทยบ้างเอ่ย….

     

    เทียวโซล ตอนสุดท้าย (ดองเค็มมาเป็นเดือนเลย…)


    วันสุดท้ายของการไปเที่ยวโซลครั้งนี้ จริงๆไม่มีอะไรมากเลย
    คืนสุดท้ายที่โซล จีรศักดิ์นัดกับน้องคนไทยที่เรียนอยู่โซลกินพิซซ่าเกาหลี Mr.Pizza
    เช้าวันรุ่งขึ้นต้องรีบจับรถไฟกลับปูซานแต่เช้า เพราะมีเรียนตอนบ่าย
    แต่ขอโทษ ระหว่างนั่งเพลินบนรถไฟ นึกขึ้นได้ว่า
    รายงานยังทำไม่เสร็จเพราะเที่ยวเพลิน  ก็เลย SMS หาอาจารย์ว่า
    จีรศักดิ์ไม่ค่อยสบาย  (ช่วงนี้หวัดมรณะกำลังระบาดด้วย)
    อาจารย์ก็ตอบกลับมาเลยว่ายกเลิกคลาส (ก็ทั้งคลาสปกติมีนักเรียนแค่สองคน ฮ่าๆ)
    อ้าว แล้วนี่รีบตื่นเช้ามาขึ้นรถไฟทำไมนี่ น่าจะอยู่ต่อเที่ยวให้หนำใจดีกว่า ฮ่าๆๆ

    เข้าเรื่อง Mr.Pizza ต่อดีกว่า
    จริงๆมันก็คือๆกันกับพวกพิซซ่าฮัทนั่นแหละ แต่ว่ามันอร่อยกว่า มีหลายรสชาติให้เลือก
    ขนาดอาหารเกาหลีแท้ยังต้องหลบฉาก เพราะอาหารเกาหลีเอะอะอะไร
    ก็ใส่เครื่องแกงพริกสีส้มๆที่มีอยู่รสชาติเดียว
    หากกินอาหารเกาหลีทุกวันอาจจะบ่อนทำลายสุขภาพกาย
    และสุขภาพจิตคุณได้มากกว่าเสพยา เชื่อเหอะ..

    x_DSC02063 
     
    นานๆที บลอคนาลซีซัสขนานแท้อย่าง jirasak.com จะลงรูปคนอื่นที่ไม่ใช่หน้าตัวเอง
    แต่เอาเถอะ นานๆได้เจอน้องเค้าที เผื่อจะเป็นการโปรโมทให้ผู้ชาย(ที่ดีๆ)
    ได้หลงมาเห็นรูปบ้าง ได้ข่าวว่าเรียนหนักจนไม่สามารถเจียดเวลาไปคบชู้สู่ชายที่ไหนได้…
    เข้าเรื่องดีกว่า…  พิซซ่า made in Korea น่ากินแค่ไหนดูกันเอาเอง
    เดือนไหนไม่ได้กินแทบจะลงแดงตาย ต้องให้รูมเมทมามัดมือมัดเท้า…

     x_DSC02104

    ไม่มีอะไรสุดยอดกว่าพิซซ่าหน้าซีฟู๊ด มีกุ้งพันด้วยเส้นไหมทิพย์ (ก็หมี่นั่นแหละ)
    โรยตัวอยู่ตามขอบ อูยส์.. บรรยายแล้วเปรี้ยวปาก ขนาดกลางราคา  700 กว่าบาทจ๊ะ
     
    ทริปไปโซลครั้งนี้ทำเอาจีรศักดิ์จนไประยะนึง ต้องกินบะหมี่ซองบ่อยขึ้น แต่อ๊ะ ขอโทษ
    บะหมี่ซองของเกาหลีไม่ธรรมดานะจะบอกให้ ซองละยี่สิบกว่าบาทเท่านั้น
    ถูกกว่าข้าวจานเดียวที่ภูเก็ตถึง 2 เท่า !!!
    แถมทั้งอิ่มทั้งอร่อยด้วย

    x_DSC01656

     นี่เลย บะหมี่ซองยี่ห้อโปรดของจีรศักดิ์ จัมปุง รสปลาหมึก เส้นเด้งดึ๋งถึงเครื่องปรุงรส
    เส้นผ่านศูนย์กลางของหมี่น่าจะถือได้ว่าใหญ่ที่สุดในโลก
    มาม่า Oriental ซองละ 12 บาทของไทย เมื่อเทียบกับของเกาหลีจะเห็นได้ชัดเลยว่า
    ของไทยเอาเปรียบผู้บริโภคมั่กๆ เทียบขนาดซองกับมือของจีรศักดิ์สิ
    แถมของเกาหลีไม่ใส่ผงชูรสด้วยจ้า อร่อยอย่างธรรมชาติ
    ของไทยไม่อร่อย เส้นก็แห้งๆไม่พอง ไม่เด้งด้วย

    X_DSC01655

    ให้ดูรูปชัดๆ ตอนมันพองขึ้นอืดกำลังงาม น่าเคี้ยวขย้ำให้หนำใจจริงๆ
    นี่แหละ สิ่งที่ทำให้จีรศักดิ์สามารถประหยัดเอาเงินไปเที่ยวเล่นได้
    ตอนสมัยอยู่ญี่ปุ่น เคยซื้อมาม่าญี่ป่นมากิน เลือกรสเผ็ดนรกแล้ว
    ยังต้องไปหาซื้อพริกป่นมาเติม แม้กระนั้นก็ยังไม่เผ็ดถึงใจเราชาวไทย
    มาม่าเกาหลีนี่แหละ คือคำตอบสุดท้ายของเหล่ามวลมนุษยชาติ…..


     

    11/21/2009

    HP Sucks! พอกันที HP สุดห่วย ไม่ซื้อแกอีกแร๊ว… (อัพเดท)


    หายไปเกือบเดือนเพราะโน้ตบุ๊ค HP ที่ใช้งานมาได้สองปีมันพัง
    เริ่มจาก Wireless Lan เสีย แล้วก็เริ่มมีอาการแฮ้งค์
    ตามด้วยอาการเปิดแล้วไม่ค่อยติด  เหมือนมันขี้เกียจตื่นเอาซะงั๊น
    (เหมือนเจ้าของเลย กร๊ากก) จนในที่สุดก็แน่นิ่งกลับบ้านเก่าไปในที่สุด

    x_DSC02206

    (ตอนนี้กำลังบ้า Farmville กับติดกาแฟ Starbucks แบบขวด
    ที่ขายตามซูเปอร์ที่เกาหลีในราคา 75 บาทไทย ฮ่าๆๆ)

    จริงๆ ปกติจีรศักดิ์จะใช้โน้ตบุ๊ค 2-3 ปีแล้วก็เปลี่ยน และถ้าเสียอย่างนี้
    จะเอาไปขายต่อก็ไม่ได้ แล้วท่าจะเป็นอาการเสียที่สาหัสซะด้วย
    ยังดีที่ใช้ netbook ที่มีอยู่ (ก็ยี่ห้อHPอีกนั่นแหละ) แก้ขัดไปก่อน
    ใช้netbookหลายๆวันมันก็ขัดใจเพราะไม่เร็วปรู๊ดปร๊าดสะใจวัยรุ่นตอนปลาย
    อย่างจีรศักดิ์ก็เลยต้องหอบโน้ตบุ๊ตฝ่าลมหนาวเคล้าผิวแตกขึ้นรถเมล์
    ไปศูนย์ซ่อม แล้วก็นั่งต้องนั่งบรรยายปากเปียกปากแฉะถึงอาการเสีย
    เป็นภาษาเกาหลีอีก กรี๊ดด… เจ้าหน้าที่บอกว่าเมนบอร์ดเสีย
    ต้องเปลี่ยนและเสียเงินราวเกือบ 9000 ไทย กรี๊ดดดดดดดดดดดดด
    จีรศักดิ์แทบเป็นลมน้ำลายฟูมปากตายตรงนั้น แต่คิดว่ามันก็ช่วยไม่ได้อ่ะนะ

    กลับมาบ้าน ลอง google อาการเสียดู (ตอนนี้คำว่า google มันกลาย
    เป็นคำกริยาในพจนานุกรมไปแล้วนะ) ก็พบว่าไอ้เจ้ารุ่น tx1307 (1300)
    ที่จอเป็นแบบ Touch Screen นี้มันมักจะพบอาการแบบเดียวกัน
    กับของจีรศักดิ์เป๊ะๆ และอาการที่ว่ามันก็มักจะพบเมื่อเวลาผ่านไปเป็นปี
    (ก็คือหมดช่วงประกันแล้วนั่นแหละ แม๊ มันช่างเลือกเวลาเสียได้ดีจริงๆพับผ่า)
    และไม่ว่าศูนย์ HP ที่ไหนทั่วโลกก็จะบอกว่าต้องเปลี่ยนเมนบอร์ดใหม่
    ด้วยราคาเท่าๆกันกับที่จีรศักดิ์จ่ายที่เกาหลี อย่างนี้แสดงว่า
    รุ่นนี้มันมี defect แต่ HP ไม่ยอมเรียกคืน
    (ว่าแล้ว ทำไมจีรศักดิ์ซื้อไปได้ไม่นาน มันลดราคาจาก 4 หมื่นกว่า
    เหลือ 3 หมื่นถ้วนเอง)

    ตอนไปรับเครื่องก็บ่นกับพนักงานว่าอาการแบบนี้เป็นกันทั่วโลกนี่
    พนักงานก็ตอบแบบเขาสีข้างถูว่าคุณเอาไปใช้งานแบบไหนเราก็ไม่รู้ได้
    มันสองปีแล้วด้วย แล้วเครื่องนี้ก็ไม่ได้ซื้อที่เกาหลีด้วย ผลิตมาแบบไหนก็ไม่รู้
    แล้วก็ยังอ้างเหตุผลอีกร้อยแปด จีรศักดิ์ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง
    แต่ที่แน่ๆ คันไม่คันมืออยากชกมันมากๆ 
    (จริงๆคาดไว้แล้วแหละ ว่ายังไงมันก็ไม่รับผิดชอบ)

    พอกันที คอมพิวเตอร์ยี่ห้อ HP เล่นไม่ซื่อกันแบบนี้ ข้าน้อยก็ขอลา
    ชาตินี้ชาติไหนจะไม่ซื้อของมันอีกแล้ว จริงๆตัว netbook เองก็มีปัญหา
    ฝุ่นเข้าหน้าจอ มิน่าพอออกรุ่นไหมก็เห็นเปลี่ยนหน้าจอเป็นแบบใหม่
    (แต่สีสันและความชัดเจนห่วยลงกว่าเดิมนะ)   

    ได้ยินมานานแล้ว ว่า HP ควบคุมคุณภาพไม่ค่อยดี ตอนนี้เจอกับตัวรู้แล้ว
    เครื่องต่อไปใช้ Toshiba เหมือนเดิมดีกว่า เคยใช้มาสองเครื่องไม่เคย
    มีปัญหาอะไรเลย ทำตกก็ไม่พังด้วย

    ศูนย์ที่เกาหลีหากจะมีข้อดีสักน้อยนิด ก็เห็นจะเป็นความรวดเร็ว
    ในการให้บริการ ปกติใช้เวลาวันเดียวเสร็จ เหลือเชื่อมากๆ
    ถ้าบริการไม่เร็วก็แพ้ Samsung, LG แน่ เพราะเจ้าโน้นบริการสุดยอดมาก
    (เฉพาะที่เกาหลีประเทศแม่มันหรอกนะ) อีกอย่างHPท่าจะรอดยากที่เกาหลีด้วย
    เพราะแผนกขายคอมที่เกาหลีในหลายๆห้าง ชอบแอบเอาป้ายราคาของ HP
    ไปซ่อน ส่วนคอมของเกาหลีเองมีป้ายบรรยายสรรพคุณพร้อมราคายาวเหยียด
    ตอนแรกรู้สึกเห็นใจว่า HP เปรียบเสมือนลูกเมียน้อย ตอนนี้แอบสะใจว่ะ..

    และแล้วชีวิตของจีรศักดิ์ได้ก็กลับมาโลดแล่นในจังหวะBossaNovaอีกครั้ง
    คอยพบกับบลอคตอนใหม่ ที่สะสมไว้เตรียมออกสู่สายตาประชาชีทั่วโลก
    เร็วๆนี้…

    (อัพเดทเพิ่มเติม)
    ไปเจอข่าว จัดอันดับ notebook ที่เสียบ่อยที่สุด
    HP ขึ้นอันดับ 1 ครองแชมป์อย่างน่าภาคภูมิใจ
    กรอดด.. ทำไมจีรศักดิ์ไม่เห็นก่อน




    อยากรู้รายละเอียด ตามลิงค์ไปเลยจ้า

    http://www.notebookspec.com/web/?p=12917

    10/31/2009

    เที่ยวกรุงโซล ภาคแก้ตัว (องก์ 4)


    จำไม่ค่อยได้จริงๆ ว่าไปสวนสนุกใหญ่ๆครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ น่าจะประมาณห้าปีที่แล้ว
    ตอนที่ไป Universal Studio ที่เมือง Osaka ตอนนั้นญี่ปุ่นให้ทุนไปเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์
    (แต่จริงๆไปเที่ยวซะครึ่ง JF จ๋า ข้าน้อยขอโทษ..) มันสวยจริงๆเลย เหมือนดินแดนในฝัน
    ญี่ปุ่นไม่เคยทำให้ผิดหวังในเรื่องเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ถ้าไม่เห็นหัวดำ ก็คงไม่นึกว่า
    กำลังเดินอยู่ในญี่ปุ่น 

    Lotte2

    มาเกาหลี ใครๆก็พูดถึง Lotte World ที่โซล ได้ข่าวว่ามันมีทั้งส่วนในอาคาร
    และส่วนกลางแจ้งที่ทำเป็นเกาะเล็กๆ (แบบรูปข้างบนนี่แหละ) จริงๆจีรศักดิ์ไม่ได้กระสันต์
    อยากจะมาเท่าไหร่หรอก เพราะรู้ว่ามันไม่อลังการดาวล้านดวงเท่า DisneyLand
    อีกอย่าง พูดจริงๆว่าไม่ชอบยี่ห้อ Lotte ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดยักษ์ (conglomerates)
    ทำทุกอย่างเท่าที่เราจะนึกออก ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้า โรงแรม อพาร์ตเมนต์ ขนมนมเนย
    ร้านอาหาร ฟาร์ตฟู๊ด ยา บริการส่งของ บัตรเครดิต  และอื่นๆสุดจะสาธยายได้หมด
    เอะอะอะไรก็ Lotte   ขี้หดตดหาย ญาติตายยายป่วย เป็น Lotte หมด
    กลุ่มบริษัทใหญ่ไม่กี่บริษัทอย่างเช่น Lotte นี้สามารถชี้เป็นชี้ตายเศรฐกิจเกาหลีได้
    เคยนึกเล่นๆว่า ตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน จีรศักดิ์จับของใช้ที่มาจากบริษัทใหญ่ๆ
    อยู่ไม่เกิน 3 บริษัท นั่นคือ Lotte, LG, และ Samsung 
    ถ้าคนเกาหลีขาดสามบริษัทนี้ สงสัยจะชักดิ้นตายกันทั้งประเทศ เชื่อเหอะ

    x_03_DSC02030

    บ่นเป็นคนแก่อีกแล้ว เข้าเรื่องดีกว่า จริงๆที่มาเพราะได้ตั๋วฟรีหรอก ชาวบ้านให้มา อิอิ
    ตั๋วนี้คิดเป็นเงินตั้งพันบาท ดังนั้นจึงต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์ก่อนจะหมดอายุขัย 
    พอหลุดจากทางเข้า ก็จะเป็นส่วนของพื้นที่ในร่มซึ่งจะมีหลังคาโปร่งแสงขนาดใหญ่คลุมไว้
    วันจันทร์คนไม่เยอะเท่าไหร่ (แน่ละ จีรศักดิ์ไม่มาเสาร์อาทิตย์หรอก)
    อยากเล่นอะไรก็ไม่ต้องต่อคิวมากมาย แต่จีรศักดิ์มีเวลาแค่ 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น
    เพราะสาวชมพู่ตัวแสบจะต้องรีบบึ่งไปสนามบินในตอนเย็นเพื่อกลับประเทศ
    จะให้จีรศักดิ์นั่งเครื่องเล่นกรี๊ดอยู่คนเดียวเดี๋ยวชาวบ้านจะนึกว่าเพิ่งหลุดจากศรีธัญญา…

    x_03_DSC01966

    ถ้าเดินหลุดจากบริเวณในร่มออกมา จะถึงเกาะมหัศจรรย์ที่อยู่กลางแจ้ง
    จีรศักดิ์วิ่งพล่านเป็นเด็กสิบขวบไม่รู้จะเล่นอะไรก่อน

      x_03_DSC01973

    ก็เลยนั่งรถไฟฟ้าโมโนเรลสำรวจรอบๆเกาะก่อน เนื่องจากเป็นวันจันทร์ รถทั้งขบวน
    จึงนั่งกันอยู่แค่สองคนกับสาวชมพู่ แทนที่จะโรแมนติก กลับกลายเป็นอยากจะแอบถีบ
    ให้ตกรถไฟตาย สูงขนาดนี้รับรองไม่รอดแน่ๆ ฮ่า…..

    x_03_DSC01999

    บรรยากาศยามฤดูใบไม้เปลี่ยนสีช่างสวยสว่างไสวจริงๆเลย นึกถึงประโยคเริ่มต้น
    ของเพลงๆนึง ที่ Miho Nakayama เจ๊ร้องไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน (ป่านนี้เป็นป้าไปแล้วมั๊ง)

    Mabushii Kisetsu ga.. Kin iro ni machi o soete …
    まぶしい季節が 金色に町を染めて..
    ฤดูกาลอันสว่างไสว ย้อมสีทองไว้ ให้เมืองดูเรืองรอง…

    เป็นเพลงญี่ปุ่นที่เพราะที่สุดในสมัยนั้น ในความคิดของจีรศักดิ์

    x_03_DSC01990

    นี่เลย เครื่องเล่นที่จีรศักดิ์กระสันอยากจะเล่นมากที่สุดใน Lotte World เห็นอย่างนี้เถอะ
    มันพุ่งด้วยความเร็วสูงมาก จนมองตามแทบไม่ทัน ดูหน้าตาคนนั่งดีดีก็น่าจะรู้นะ…
    ไอ้เครื่องเล่นนี้มีคนต่อคิวยาวมากที่สุด แต่สาวชมพู่ไม่ยอมเล่นด้วย เลยอดนั่ง
    จริงๆเครื่องเล่นที่ประทับใจที่สุด เห็นจะเป็นโรงหนังผีสิง ที่เป็นภาพยนตร์ 3 มิติ
    ต้องใส่แว่นดูด้วย กรี๊ดด สมหวังสักทีหลังจากถูกหลอกจากหนังที่ตึกนรก 63
    ที่ไปมาเมื่อวันแรก โรงหนังผีสิงนี้ จะทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นแมวจรจัดตัวหนึ่ง
    หลุดเข้าไปในคฤหาสน์ชวนสยอง ชอบมากเลยอ่ะ เหมือนผีมาโผล่ใส่หน้าจริงๆเลย กรี๊ดดด

    x_3_DSC02012

    ถ่ายกับปราสาท Lotte World ก่อนจะลาจาก กลับเข้าไปในร่มเพื่อเก็บเห็ดให้ครบ
    เอ้ย ไม่ใช่ เพื่อเล่นเครื่องเล่นให้มากที่สุดเท่าที่ตั๋วฟรีจะอำนวย

    x_03_DSC01969  

    พอนั่งบอลลูนลอยฟ้าสำรวจพื้นที่ในร่ม จึงได้รู้ว่า ยังมีเครื่องเล่นมากมายซ่อนตัวเร้นกายา
    อยู่ตามซอกหลืบ เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว ต้องรีบๆๆๆๆๆๆๆ

     x_03_DSC02034

    อันนี้เลย ผจญภัยแดนฟาโรห์ นี่ถ้าเดินอยู่ข้างล่างก็มองไม่เห็นนะเนี่ยะ ว่ามันมีอยู่จริง
    จับต้องได้ อับดุล อับดุล.. รีบไปต่อคิวดีกว่า

    x_DSC02048

    จากที่ตรวจตั๋ว ถึงตัวเครื่องเล่นใช้เวลาเดินอยู่มากโข ตลอดทางเดินนี่อลังการมาก
    ราวกับเดินอยู่ในแดนฟาโรห์จริงๆเลย ชอบรูปข้างบนนี้อ่ะ ถ่ายแล้วผอม อิ อิ

    x_DSC02047

    เครื่องเล่นเหมือนเป็นรถจี๊บคันใหญ่ๆ นั่งได้แปดคน บุกเข้าไปในพีระมิด โอว พระเจ้า
    ด่านมันเยอะจริงๆ มีทั้งตกเหว ผ่านจระเข้ยักษ์ คำสาปฟาโรห์ และอื่นๆอีกมากมาย
    อันนี้แหละ สุดยอดที่สุดแล้วของ Lotte World ต้องต่อคิวนานถึง 20 นาทีถึงจะได้เล่น

    สนุกจริงๆเลยวันนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ได้ไปสวนสนุกมากนานมากแล้ว
    นึกไม่ค่อยออกเลยว่า บรรยากาศสวนสนุกมันเป็นยังไง คนแก่แล้ว ก็อย่างนี้แหละเนอะ…

    โปรดติดตามตอนจบ ของทัวร์เมืองหลวงภาคจบ เร็วๆนี้จ้า…

     

     

       

    10/28/2009

    เที่ยวกรุงโซล ภาคแก้ตัว (องก์ 3)


    ต่อจากตอนก่อน หลังจากกินข้าวกลางวันอิ่มหนำ
    เราก็ไปเดินย่อยแถวย่านบุ๊คชน (Bukchon) ข้างวังเคียงบ๊กกุง
    ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของโซลไปแล้ว
    ใหม่ขนาดคนโซลหลายคนก็ยังไม่รู้จักเลย ในไกด์บุ๊คก็ยังไม่มี
    ย่านนี้ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของแกลอรี่ใหม่ๆ พิพิธภัณฑ์เล็กๆ ร้านอาหาร
    และร้านกาแฟสวยๆ ร้านขายของจุ๊กจิ๊กกิ๊บเก๋มากมาย
    บรรยากาศโรแมนติกราวกับอยู่ยุโรป จีรศักดิ์แนะนำสุดหัวใจเลย

    x_02_DSC01873

    ร้านอาหารหลายร้านขายอาหารตะวันตก
    ตอนนี้จีรศักดิ์เอียนอาหารเกาหลีเต็มทน แค่เห็นก็จะอ้วกแล้ว
    จึงตัดสินใจว่า เราจะกินอาหารค่ำใต้แสงเทียนกันที่นี่

    x_02_DSC01876

    การจะเดินสำรวจย่านนี้แบบถึงลึกถึงแก่น ต้องอาศัยเวลามาก
    จึงลัดเลาะเอา ไม่ได้เดินหมด เพราะจะถนอมแรงไว้ไปปล่อยแก่
    ที่สวนสนุก Lotte World ในวันถัดไป ฮ่าๆๆ

    x_02_DSC01880

    เราเดินอ้อมวังเคียงบ๊กกุงไปทางด้านหลัง (ในรูปคือด้านหลังวังนั่นแหละ) 
    แล้วมาโผล่ทางหน้าวัง (วังเคียงบ๊กกุงเข้ามา 2-3หนแล้ว ไม่เข้าอีกแล้ว)
    เพื่อไปดูแหล่งนัดพบแห่งใหม่ของชาวโซล นั่นคือจัตุรัสที่เพิ่งสร้างใหม่
    ด้านหน้าวังเคียงบ๊กกุง เพิ่งเสร็จเอาเมื่อเดือนก่อนเอง อินเทรนด์จริงๆเรา
    เดิมทีจัตุรัสนี้เป็นที่ตั้งของถนนขนาด 20 เลน (ใหญ่โครต)
    แต่เค้าตัดเอาพื้นที่กลางถนนออกถึง 8 เลน
    เพื่อสร้างเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองหลวง
    รัฐบาลเกาหลีปัจุบันเริ่มตระหนักว่า เมืองที่น่าอยู่อาศัย
    คือเมืองที่น่าอยู่สำหรับ”คน” ไม่ใช่เมืองสำหรับ”รถยนต์”
    นับถือความคิดเค้าจริงๆ

    x_DSC01915

    นี่แหละ พื้นที่เดินเล่นใหม่ล่าสุดของชาว urban Seoul
    เดิมเป็นถนนมีเกาะกลางเล็กๆที่ปลูกต้นไม้ไว้ รัฐบาลจัดการซะเรียบ
    จริงๆอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เชื่อไหมว่า คนเกาหลีทั่วไป
    นึกไม่ค่อยออกว่า คำว่า “ลานกว้าง” หน้าตามันเป็นอย่างไร
    เพราะจนกระทั่งหลายปีก่อนเมืองหลวงแห่งนี้ไม่มีลานกว้างในเมืองเลย
    ตอนนี้รัฐบาลพยายามจะสร้างลานให้มากขึ้น โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่ง
    ของอภิมหาโปรเจคต์ของรัฐบาลเกาหลีที่จะพัฒนาเมืองโซล
    ให้กลายเป็นเมืองแห่งดีไซน์ระดับโลก โอว…
    สงสาร และสมเพช เมืองฟ้าอมร อย่างกรุงเทพจังว่ะ…..

    x_DSC01907

    มองไปทางหน้าวังเคียงบ๊กกุงจะเห็นเหมือนเป็นฉากกั้นอะไรบางอย่างอยู่
    จริงๆแล้วเค้ากำลังทำการสร้างประตูวังใหม่ 
    เอ๊ะ แล้วของเดิมมันไม่ดียังไงล่ะ
    จีรศักดิ์อยากรู้มากขนาดต้องไปค้นข้อมูลในเนท ไม่งั๊นนอนไม่หลับ
    เรื่องมันยาวมากเลย ท้าวความไปถึงช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลีเป็นอาณานิคม
    ญี่ปุ่นพยายามย่ำยีเกียรติภูมิของชาวเกาหลีในทุกเรื่อง วังเคียงบ๊กกุง
    และถนนขนาดใหญ่มโหฬารหน้าวังถูกลดคุณค่า
    ด้วยการสร้างอาคารบริหารอาณานิคมเกาหลีของรัฐบาลญี่ปุ่นตรงหน้าวังเลย
    และรื้อประตูวังทิ้งด้วย ส่วนตัววังกลับไม่เผาทิ้งเหมือนคราวก่อนๆแฮะ
    ลองดูรูปข้างล่างสิ

     x_DSC00687

    รูปนี้ถ่ายสมัยเมื่อเกาหลีตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นสมัยก่อนสงครามโลก
    จากรูปจะเห็นตัวอาคารเป็นทรงยุโรปใหญ่โต ตั้งทะมึนปิดกั้นวังเคียงบ๊กกุง
    จนมองจากถนนใหญ่ไม่เห็นอะไรเลย ส่วนประตูวังก็ถูกรื้อทำลายทิ้ง
    เลยกลายเป็นว่า วังเบ้อเริ่มทั้งวังถูกปิดกั้นจนมองไม่เห็นเป็นวังอีกต่อไป
    แถมยังปลูกต้นไม้ไว้กลางถนน เพื่อลดความยิ่งใหญ่ของถนนหน้าวัง
    ยังไม่สาแก่ใจ ยังสร้างสวนสัตว์ไว้ใกล้เรือนประทับอีกด้วย

    x_Japanese_GeneralGovernmentBuildingFront

    ในรูปข้างบนเป็นช่วงช่วงหลังสงคราม ราวๆ30ปีก่อน
    เกาหลีเป็นอิสระจากญี่ปุ่นเพราะญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกยับเยิน
    แต่ช่วงนั้นเกาหลีก็ยังไม่ได้รื้ออาคารทิ้ง (แหม ว่าไปมันสวยดีออกนะ)
    แต่กลับสร้างประตูวังขึ้นมาใหม่ทนแทนของเดิมที่ถูกญี่ปุ่นทำลายไปในช่วงอาณานิคม
    ประตูวังใหม่ตั้งขนานอยู่หน้าอาคารสุดที่รัก อย่างที่เห็นในรูป 

    แต่เมื่อราวๆ 10 ปีที่แล้ว รัฐบาลเกาหลีตัดสินใจทุบอาคารของญี่ปุ่นทิ้ง
    เพราะมันเป็นเหมือนหนามคอยแทงจิตใจคนเกาหลีให้นึกถึงการถูกญี่ปุ่นย่ำยี
    เปิดทางให้เห็นประตูวัง และตัววังอย่างชัดเจนเมื่อมองจากถนนใหญ่

    อ้าว แล้วปัจจุบันนี้หาเรื่องทุบประตูวังที่สร้างเมื่อ30ปีก่อนทิ้งแล้วสร้างใหม่ทำไมล่ะ
    มันเป็นเพราะว่า ประตูที่สร้างใหม่เมื่อตอนโน๊น
    มันไม่ตรงกับตำแหน่งของประตูเดิมที่ญี่ปุ่นทำลายไป
    เนื่องจากมันถูกสร้างให้ขนานกับอาคารเสี้ยนหนาม
    แทนที่จะอยู่ตรงกับตำแหน่งเดิมตอนก่อนจะถูกญี่ปุ่นทำลาย
    ในเมื่ออาคารของญี่ปุ่นดังกล่าวถูกทุบออกไป รัฐบาลปัจจุบัน
    จึงมีความคิดย้ายประตูให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์
    นอกจากนั้นก็จะสร้างให้มันเหมือนของเดิมจริงๆที่สร้างด้วยไม้ด้วย
    ปัจจุบันนี้ ประตูดังกล่าวก็ยังสร้างใหม่ไม่เสร็จสักที และเอาฉากมาบังไว้กันอุจาด
    อย่างที่เห็นในรูปข้างบนโน๊นนั่นแหละ อ่านแล้วงงไหมเอ่ย
    ตอนแรกว่าจะไม่เขียนแล้วนะ เพราะมันซับซ้อน
    แต่เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์
    เขียนแล้วเหนื่อยจริงๆ 

    x_01_DSC01898

    มองไปด้านตรงข้ามวัง จะเห็นทิวทัศน์ของเมืองใหญ่ที่เป็นที่เชิดหน้าชูตา
    เดินไปอีกหน่อยจะมีอนุสาวรีย์กษัตริย์ และลานน้ำพุด้วย
    จริงๆแล้วตรงกลางถนนนี้เลยที่ญี่ปุ่นเคยปลูกต้นแปะก๊วยไว้จุ้มปุ๊กเรียงเป็นแถว
    เพื่อปิดบังความใหญ่โตของถนน (แม๊ มันเลวจริงๆ)
    ตอนนี้เกาหลีเอาออกหมดแล้ว จากนี้ไป จะไม่เหลือหลักฐานอะไรให้เห็น
    แถวนี้อีกแล้วว่าญี่ปุ่นเคยมาทำอะไรไว้บ้าง ฮ่าๆๆ แต่แผลในใจลบยากเนอะ

    x_DSC01922

    ด้านใต้ลานยังเจาะเป็นพื้นที่ใต้ดินอย่างใหญ่โตมโหฬาร
    พระเจ้า จีรศักดิ์นึกว่าของดีจะมีอยู่แต่ข้างบน
    ข้างล่างมีอะไรให้ดูอีกเยอะ มีลาน
    นิทรรศการด้วย
    ใครเรียนเรื่องศิลปะการจัดแสดงน่าจะมาดูงานที่เกาหลีนะ

    x_02_DSC01930

    ตกกลางคืน เรามาดินเนอร์ใต้แสงเทียนที่ย่าน Bukchon
    ตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่กลางวัน ชมพู่สั่ง Granchio
    เป็นคาโบนาล่าปู จีรศักดิ์สั่งคาโบนาล่าธรรมดา
    ตามประสานักเรียนจนๆ เพราะราคาต่างกันเป็นเท่าๆ
    แต่พอลองชิมของเจ๊ดู กรี๊ดดดดด อร่อยเหาะ
    จานนี้ราคาห้าร้อยกว่าบาท ชมพู่ แกกล้ามาก

    พรุ่งนี้แล้ว จะได้ไปเที่ยว Lotte World
    จีรศักดิ์จะไปปล่อยแก่แบบไหน ติดตามได้ในตอนถัดไป..

    เที่ยวกรุงโซล ภาคแก้ตัว (องก์ 2)


    วันแรกที่โซลช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง ไม่มีอะไรดีเท่าการไปเดินเล่นที่วังชางด๊อกกุง
    (Changdeokgung) ซึ่งเป็นวังที่เกาหลีหวงแหนเป็นพิเศษ
    เพราะอาคารในวังมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์
    หาดูที่อื่นไม่ได้ และยังแวดล้อมด้วยธรรมชาติริมเชิงเขาอันสวยงามอีกด้วย
    นอกจากนั้นยังไม่ถูกทหารญี่ปุ่นเผาแล้วเผาอีกแบบไม่เลิกราเหมือนวังอื่นๆ
    ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถเดินเข้าไปโดยอิสระได้ ต้องตามไกด์เข้าไปเท่านั้น 

    x_DSC01809

    คนที่มีความเป็นตัวของตัวเองอย่างสูงอย่างจีรศักดิ์มีหรือที่จะตามไกด์
    เก็บกินบรรยากาศต้องสำคัญกว่าความรู้ที่เดี๋ยวไปหาอ่านจากที่อื่นก็ได้ ฮ่าๆๆ
    ตัวอาคารของวังชางด๊อกกุงนี้ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนเคียงบกกุงซึ่งเป็นวังหลัก
    แต่มันก็ดู cosy กว่า และได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากกว่า
    ในรูปเป็นบริเวณแถวๆหมู่อาคารหน้าวังจ๊ะ

     x_02_DSC01818 
     
    ตัวอาคารในวังมีความซับซ้อน เยื้องย้ายไปมาให้เข้ากับธรรมชาติ
    ไม่ได้เป็นอาคารเหลี่ยมๆและวางผังให้เป็นแบบจตุรัสเหมือนที่อื่น

    x_01_DSC01830

    เสียดาย ถ้ามาในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีเต็มที่ หรือในช่วงฤดูหนาวที่หิมะตก
    น่าจะสวยกว่านี้ ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะต้องมาทำชิลล์ที่นี่อีกให้ได้
    ในคราวต่อไปที่มาเที่ยวโซลอีก

    x_01_DSC01792

    ด้านในอาคารก็ยังคงความงามและได้รับการรักษาเป็นอย่างดี
    ไม่เหมือนวังเคียงบ๊กกุงที่ดูแล้วเหมือนฉากงิ๊วแช่วับ

    x_01_DSC01824

    ยิ่งด้านหลังๆวังจะยิ่งสวย เพราะเป็นชายเขา
    เดินเล่นที่นี่แล้วรู้สึกสงบ หลุดพ้นความวุ่นวาย เหมาะมากที่จะมาออกเดท
    จะมีวังสักกี่ที่ในโลกที่จะเงียบสงบแบบนี้..
    แถมได้ออกกำลังกายย่อยๆ เพราะมีพื้นที่กว้างขวางใช้ได้เลย

    x_01_DSC01852

    รูปข้างบนคุ้นๆนะ มัน Deja vu มากๆ
    ถ่ายแล้วกลับมาดูรูปที่ห้องจึงนึกออกว่าเคยเห็นมาก่อน
    ที่เวปwww.bing.com ซึ่งเป็น search engine ตัวใหม่ของ
    Microsoft ที่จะใช้ต่อกรกับ Google โดยเฉพาะ
    ในเวป bing เค้าจะเปลี่ยนวอลเปเปอร์ภาพวิวไปเรื่อยๆในแต่ละวัน
    และหนึ่งในนั้นก็คือที่นี่นั่นเอง

    ChangDoekgung_Bing 

    นี่ไง รูปที่ขโมยมาจากเวป bing.com
    ทำไมเค้าถ่ายได้สวยกว่าเราหว่า
    ไม่เป็นไร เดี๋ยวหาโอกาสกลับไปถ่ายใหม่

    x_DSC01846

    เผยโฉมแล้ว ชมพู่สาวใหญ่ (ขอโทษว่ะที่เพิ่งลงรูปแก ฮ่าๆๆ)
    เดินกันไปทะเลาะกันไปได้ทุกเรื่อง คิดว่าจะฆ่าหมกป่าหลังวังหลายทีแล้ว
    แต่หาโอกาสเหมาะๆไม่ได้ รอดตัวไปนะแก

    x_01_DSC01858

    เสร็จจากเที่ยววัง เราเดินมาที่ย่านอินซาดง
    เพื่อเสกอาหารเที่ยงเข้าท้อง ชมพู่เธอแนะนำร้านเกี๊ยวยักษ์
    ที่เธอเคยมากินเมื่อ 4 ปีก่อน
    แต่จีรศักดิ์กินแล้วเฉยๆ รู้สึกว่าสู้ร้านเกี๊ยวที่ปูซานไม่ได้
    แต่ไม่รู้ทำไมคนเยอะเหลือเกิน

    ตกบ่ายๆและย่ำค่ำนี้ เราจะไปไหนต่อกัน โปรดติดตามตอนต่อไป…

     

    10/27/2009

    เที่ยวกรุงโซล ภาคแก้ตัว (องก์ 1)

    ถ้ายังจำกันได้ เมื่อฤดูหนาวต้นปี จีรศักดิ์พาท่านๆฝ่าหิมะไปเที่ยวกรุงโซล
    แต่อากาศ –8 องศา ประกอบกับการเดินแบกเป้นานเกินไป
    ทำให้จีรศักดิ์ส้นเท้าแตก ขนาดเอาเหรียญหยอดลงไปได้
    และแล้ว จีรศักดิ์ก็ได้มีโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง เมื่อสาวชมพู่เพื่อนร่วมรุ่น
    จะมากรุงโซลเพื่อระลึกความหลังกับกิ๊กเก่าของเจ้าหล่อน จีรศักดิ์จึงยอม
    ลงทุนซื้อตั๋วรถไฟจากปูซานไปโซลเพื่อไปพบหน้าชมพู่ที่คิดถึงมากๆๆ
    (เปล่าหรอก เหตุผลจริงๆคือฝากซื้อของจากเมืองไทยไว้ต่างหาก ฮ่าๆๆ)

    X_01_DSC01736

    นั่งรถเมล์ออกจากมหาลัยแต่เช้าตรู่ จับเพื่อนคนไทยนั่งรถไปด้วยกันคนนึง
    โอ้ว มหาลัยเรายามเช้าต้นฤดูไบใม้ร่วงช่างสวยจริงๆ
    สมชื่อดินแดนแห่งความสงบยามเช้า (แต่จะวุ่นวายทันทีที่บรรดาคนเกาหลีตื่น)
    จองรถไฟด่วนความเร็วสูง KTX ไว้ ไม่ใช่รวยหรอกนะ
    แต่ขบวนอื่นที่ถูกกว่าเต็มหมด จีรศักดิ์ค่อยๆกระดื๊บๆๆออกจากมหาลัย
    โดยไม่รู้เลยจะมีหายนะรออยู่ข้างหน้า นั่นคือ จีรศักดิ์กำลังจะไปไม่ทันรถไฟ
    ลืมดูเวลาเลยขณะที่ออกจากมหาลัย พอไปถึงสถานี เจ้าหน้าที่บอกว่า
    รถออกไปแล้วจ๊ะน้อง กรี๊ดดดดด จีรศักดิ์ตกรถไฟขบวนหรู แต่… ช้าก่อน
    ที่นี่ไม่ใช่เมืองไทย เจ้าหน้าที่ให้แสงสว่างแก่จีรศักดิ์ว่า เปลี่ยนตั๋วเป็นเที่ยว
    ถัดไปได้ โดยเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มนิดหน่อย (200กว่าบาทมันไม่ค่อยนิดนะ)
    เกาหลีเอ๋ย ชั้นรักแกจริงๆๆๆๆ ถ้าเป็นเมืองไทย ตกแล้วตกเลยแน่นอน
    แต่ ช้าก่อน.. ยังมีหายนะซ่อนอยู่ในความโชคดี ขบวนถัดไป
    ที่นั่งธรรมดาเต็ม เหลือแต่ชั้น First Class กับที่นั่งแบบดูหนัง เฮ้ย !!
    ที่นั่งแบบดูหนังเหรอ ฟังแล้วดูดีว่ะ สงสัยจะมีจอส่วนตัวแฮะ แถมยังถูกกว่า
    First Class ด้วย ก็เลยเอาที่นั่งแบบดูหนังได้นี่แหละ
    (หายนะรออยู่ข้างหน้าอีกด่าน โปรดติดตามต่อไป)

    x_01_DSC01738

    ปู๊นๆ รถไฟมาแล้ว จริงๆ KTX ของเกาหลี มันก็คือ TGV ของฝรั่งเศส
    นั่นแหละ เรื่องมีอยู่ว่า ตอนที่เกาหลีมีโครงการรถไฟความเร็วสูง ญี่ปุ่นกับ
    ฝรั่งเศสแข่งกันประมูล แต่ฝรั่งเศสชนะเพราะนายฟรังซัวส์ มิตเตอรอง
    นายกฝรั่งเศสตอนนั้นสัญญากับเกาหลีว่าจะคืนศิลปะวัตถุชิ้นสำคัญของเกาหลี
    ที่ฝรั่งเศสครอบครองอยู่ แต่พอฝรั่งเศสเอารถไฟมาวิ่งเรียบร้อย
    เกาหลีไม่ได้อะไรคืนเลย เพราะนายกคนดังกล่าวซี้ม่องเท่งไปซะก่อน เฮ้อ
    ประเทศเกาหลีนี่มันเคยพบพานกับความสุขและความยุติธรรมบ้างไหมหนอ…

    x_01_DSC01744

    เข้าเรื่องดีกว่า กรี๊ดดด ที่นั่งแบบดูหนังมันก็คือ ดูด้วยจอแบบย่อมๆ
    ที่อยู่ตรงกลางตู้รถนั่นเอง แต่มันจะดูได้ทั้งสองฝั่ง เพราะใช้โปรเจตเตอร์
    สองตัว แอบผิดหวังนิดๆ แต่จอก็คมชัดดีนะ เหมือนโรงหนังเคลื่อนที่ยังไง
    อย่างงั๊น ก็แปลกดี เหมือนไปดูหนังมากกว่าไปขึ้นรถไฟ ฮ่าๆๆๆ
    หนังที่ฉายเป็นหนังฮอลีวูดชนโรงเลย ไปเอามาจากไหนหว่า
    แต่ไม่สนุกอย่างรุนแรง ไม่ย๊อมๆๆๆ เอาเงินเค้าคืนมาๆๆๆ

    พอถึงโซล จีรศักดิ์มีธุระสำคัญ ต้องรีบจับแท็กซี่ไป Yongsan
    (ประมาณพันธุ์ทิพย์บ้านเรานั่นแหละ) เพื่อไปเปลี่ยนแท่นชาร์จแบต
    สำหรับคอมพิวเตอร์พกพาสุดเลิฟที่เพิ่งซื้อมาแต่มันใช้ไม่ได้ พอไปถึง
    ศุนย์บริการ จีรศักดิ์รัวภาษาเกาหลีใส่แบบไม่เปิดโอกาสให้พนักงานพูดเลย
    (ฮ่าๆ อุตส่าห์ท่องมาราวกับบทละคร) จนพนักงานต้องยอมเปลี่ยนให้ทันที
    โดยไม่เช็คเลย ต้องแบบนี้สิ ไม่เสียน้ำลายจริงๆ 

    x_01_DSC01765

    จากนั้น ระหว่างรอเจอกับสาวชมพู่ ช่วงบ่ายๆพอมีเวลาก็เลยไปเดินเล่น
    ที่ตึก 63 ที่เค้าว่ากันว่ามีอะไรเยอะแยะมากมายในตึก แต่ขอโทษ
    จีรศักดิ์ขอแนะนำท่านๆว่าอย่าไปเลย ทุกอย่างในนั้นเสียตังค์แพง
    และก็ดูไม่ได้เลอเลิศอะไร ตั้งแต่ สวนสัตว์น้ำ หอชมวิวกรุงโซล
    หอภาพศิลป์ที่อวดอ้างว่าเป็นหอศิลป์ที่สูงที่สุดในโลก (เคยบอกแล้วใช่ไหม
    ว่าเกาหลีมันชอบหาจุดขายแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ) แกลอรี่หุ่นขี้ผึ้ง
    น้องคนไทยที่ติดมาด้วยกันอยากดูหนังสามมิติ ก็เลยตกลงดูกัน แต่..

    x_01_DSC01768

    กรี๊ดด จีรศักดิ์โดนหลอกๆๆ แว่นสามมิติก็ไม่มี เป็นจอใหญ่ๆโค้งๆ
    แล้วใช้เทคนิคการแพนกล้องให้ดูเหมือนเป็นสามมิติ รับไม่ค่อยได้จริงๆ
    แต่เรื่องที่ฉายก็น่าเบื่อ คนดูทุกคนทำหน้าเซ็งๆตอนออกจากโรง
    เอาเงินเค้าคืนมา แง๊ๆๆๆ (รอบสองของวันนี้แล้วนะ)

    x_DSC01762 - Copy

    จริงๆระหว่างรอหนังฉาย เราไปเดินแรดที่ริมแม่น้ำฮั่นที่พาดผ่านกลางกรุงโซล
    เพราะตึกมันอยู่ใกล้แม่น้ำ อากาศกำลังดีเลยไม่ร้อนไม่หนาว อยากเล่นถีบเรือ
    แต่ไม่มีเวลา วันหลังต้องมาให้ได้..

    x_DSC01778 

    ตอนเย็น ชมพู่ทำอาหารไทยเลี้ยงกิ๊กเก่าชาวเกาหลี ที่ตอนนี้แต่งงานแล้ว
    ในรูปก็คือตัวเค้ากับภรรยานั่นแหละ ชมพู่ทำอาหารอร่อยเด็ด
    ฝีมือการทำอาหารขัดแย้งกับหน้าตาอย่างรุนแรง…

    เจ้าของบ้านสามีภรรยาชวนจีรศักดิ์ค้าง ก็เลยตัดสินใจพักสักคืน
    ประหยัดค่าที่พักไปได้คืนนึง เย๊ ชีวิตจีรศักดิ์ในกรุงโซลจะเป็นอย่างไรต่อไป
    โปรดติดตามตอนหน้า อัพเดทพรุ่งนี้นะจ๊ะ… รับรอง ไม่ผิดหวังอย่างวันแรก..
     

    10/22/2009

    ปฐมบท แห่งคอมพิวเตอร์พกพา ขนานแท้ (ปัจฉิมบทแห่งคอมพกพานามว่าโนเกีย)


    ท่องเวปชอปปิ้งเกาหลีไปเพลินๆ พรหมลิขิตก็บันดาลให้จีรศักดิ์ได้คลิกไปเจอกับ
    คอมพิวเตอร์พกพาของแท้ขนาดมือเดียวถือได้ พกพาสะดวก
    แล้วยังใช้ระบบปฎิบัติการ WindowsXP ด้วย กรี๊ดด เป็นไปได้ไงงงง
    ขยี้ตาแล้ว ขยี้ตาอีก อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า 
    เกาหลีมันจับ WindowsXP ยัดลงไปในเครื่องเท่านี้ได้อย่างไร
    และถ้าเจ้าเครื่องนี้ทำทุกอย่างได้เหมือนคอมเครื่องใหญ่ อย่างนี้ก็ไม่ต้อง
    เรียนรู้อะไรใหม่เลย ไม่ต้องปวดหัวกับการไปหาโปรแกรมมาลงด้วย
     

    xxDSC01657

    คิดสะระตะกับค่าตัวสองหมื่นบาท แบตใช้ได้นาน 6 ชั่วโมง
    ไม่มีฮาร์ดดิสก์เพราะใช้หน่วยความจำSSD (32GB) พัดลมระบายความร้อนไม่มี
    จึงไม่มีส่วนใดเคลื่อนไหว และทำงานเงียบราวมดตด (อ่านว่า มด ตด)
    จอเป็นแบบ touch screen ด้วย แจ่มแจ๋วมากพี่น้อง


    เผลอแป๊บเดียว เจ้าเครื่องที่ว่ามันก็มาวางอยู่บนโต๊ะจีรศักดิ์ราวกับเสก
    กล่องสวยมาก สาวเกาหลียิ่งทำให้กล่องดูสวยขึ้นไปอีก กรี๊ดดด

    xDSC01728

    แอ่น แอ๊น เครื่องมาก็นั่งบ้าเล่นทั้งวัน ไม่เป็นอันเรียนอีกเช่นเคย
    ลงภาษาได้ทุกภาษา ท่องเวปและประมวลผลเร็วจรวดเท่าๆกับ Netbook
    เพราะใช้ Intel Atom เหมือนกัน พระเจ้าช่วย.. มันเป็นไปแล้ว
    และมันก็มาอยู่ในมือข้าแล้ว ข้อดีอื่นๆของมันก็เช่น มีปุ่มบังคับด้านข้าง
    ช่วยเลื่อนหน้าจอ มีระบบเปิดเครื่องรวดเร็ว 3 วินาที มีช่องต่อ USB
    รับสัญญาณ Wireless Lan และ Bluetooth ได้
    มีคีย์บอร์ดเสมือน กดแล้วสั่นด้วย
    วันตายของผองเหล่า PocketPC มาถึงแล้ว ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    xDSC01730

    เพราะมันลงโปรแกรมทุกอันได้เหมือนเครื่องใหญ่ จึงลง GOM ได้
    สัมผัสแห่งประสบการณ์ดูวีดีโอแบบพกพาไปดูได้ทุกที่จึงบังเกิด
    จอก็สวยสดมาก ทำไม๊ ทำไม เกาหลีทำได้ ยี่ห้อนี้เป็นของเกาหลีเองเลย
    Made in Korea ของแท้ ยี่ห้อของมันคือ ViliV จ้า (อ่านว่า วิลลิป น่ะ)

    คอมพกพา NOKIA N810 ระบบปฎิบัติการ Linux
    ที่จีรศักดิ์ซื้อมาเมื่อปีที่แล้ว (ยังจำกันได้ไหมเอ่ย) จึงมีอันต้องตกกระป๋อง
    ไปโดยปริยาย เสียใจด้วยนะน้อง NOKIA ชั้นไม่หันกลับไปหาแกอีกแล้ว
    ชั้นพบคู่ครองใหม่ เป็นชาวเกาหลี สวย สด ใหม่ ไว ฉลาด
    versatile  ทำได้ทุกอย่าง เกาหลีจงเจริญ บันไซ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

     

     

    10/16/2009

    สิ่งน่ากลัวที่สุด ที่เกาหลีส่งออก...

     

    ลองนับๆดู จีรศักดิ์อยู่เกาหลีและเรียนภาษาเกาหลีมาได้ปีครึ่งแล้ว
    แต่ยังพูดไม่เป็นภาษาเหมือนเดิม กลุ้มใจมั่กๆ สำเนียงการพูดก็ห่วยแตก
    แต่เรื่องการอ่านจะดีกว่าการพูดและการฟัง และเรื่องการอ่านนี่แหละ
    ที่จีรศักดิ์ได้เจอกับแบบทดสอบมหาโหด จากอาจารย์ที่สอนด้านการเมืองระหว่างประเทศ 
    ที่ปกติจะสอนจีรศักดิ์ด้วยภาษาอังกฤษ และหนังสือที่ให้อ่านก็เป็นภาษาอังกฤษตลอด

    “จีรศักดิ์ นี่เธอก็อยู่เกาหลีมาได้ระยะนึงแล้วนะ เอาหนังสือเกาหลีไปอ่านซักเล่มเป็นไงจ๊ะ”

    จีรศักดิ์ช๊อคซีเนม่าคาห้องเรียน นึกแล้วว่าสักวันต้องจะอะไรอีหรอบนี้ และแล้วมันก็มาถึง..
    จีรศักดิ์ก็โดนอาจารย์ทดสอบด้วยการให้อ่านบทที่2ของหนังสือ
    ”เข้าใจระบบโลกาภิวัฒน์ในศตวรรษที่21” มันไม่ใช่หนังสือแปลด้วย ลักไก่ไปหาอ่าน
    เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษไม่ได้ด้วย กรี๊ดดด เท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องย่อเนื้อหาส่ง
    และออกมาพูดหน้าชั้น แถมจะอ่านบทที่2ให้รู้เรื่อง ก็ต้องอ่านบทแรกก่อนอีก
    ทั้งหมดนี้ ทำด้วยภาษาเกาหลีล้วนๆ กรี๊ดดด…..

    xxx_DSC01576 

    อ่านจบไปแล้ว พรีเซ็นต์ไปแล้วด้วย รากเลือดจริงๆขอบอก
    แต่ก็เข้าใจเนื้อหากว่า 95%โดยไม่ถึงตาย เพราะจีรศักดิ์มีวิทยายุทธ์ส่วนตัว
    นั่นคือ การที่รู้ภาษาญี่ปุ่นมาก่อน  ภาษาญี่ปุ่นและเกาหลีคล้ายกันมากๆ
    จนบางทีอ่านๆไปเผลอนึกว่ากำลังอ่านภาษาญี่ปุ่น กร๊าก
    ไวยากรณ์ การเรียงประโยค ก็คล้ายกัน
    ศัพท์เชิงวิชาการหรือภาษาเขียนเกือบทั้งหมดก็มาจากรากภาษาจีนเหมือนกัน
    จากรูปข้างบน จะสังเกตได้ว่าจีรศักดิ์จะเขียนกำกับคำแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น(ตัวคันจิ)
    ไว้เพียบเพราะมันเป็นศัพท์ตัวเดียวกันเป๊ะๆ เพียงแต่เกาหลีอ่านอีกอย่าง
    ญี่ปุ่นอ่านอีกอย่าง แต่เสียงอ่านก็คล้ายกันมากจริงๆ
    พวกนักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ของญี่ปุ่น
    (และน่าจะเป็นพวกคลั่งชาติตัวเองด้วย) ชอบหาหลักฐานมายืนยันว่า
    ภาษาเกาหลีกับภาษาญี่ปุ่นเป็นคนละตระกูลกัน เชอะ ใช้ตูดคิดยังรู้เลยว่า
    สองภาษามันอย่างกับพี่น้องกันเลยแหละ ใครกล้ายืนยันว่าภาษาไทยกับภาษาลาว
    เป็นภาษาคนละตระกูลบ้างหละ  
      

    XX_KO_ALPHABET2

    พูดถึงเรื่องภาษาเกาหลี เลยพาลทำให้นึกถึงข่าวที่เคยอ่านจาก
    The New York Times เมื่อเดือนก่อน แต่ก่อนจะเล่าลองดูภาพข้างบนสิ
    ในภาพดูเมือนจะเป็นภาษาเกาหลี
    แต่มันไม่ใช่ “ภาษา” เกาหลี มันเป็นแค่ “อักษร” เกาหลี
    แต่เอามาใช้เขียนภาษาของเผ่าๆหนึ่งในอินโดนีเซียเท่านั้น

    งงใช่ไหมล่า เรื่องมันมีอยู่ว่า มีซือเจ๊ชาวเกาหลีนางหนึ่ง
    เจ๊ตั้งโครงการเผยแพร่ตัวอักษรเกาหลี
    เพื่อนำไปใช้แทนเสียงของภาษาที่ยังไม่มีตัวเขียนเป็นของตัวเอง (เจ๊แกว่างมาก)
    ไม่น่าเชื่อเลยว่าปัจจุบันยังมีหลายภาษาที่ยังไม่มีอักษรแทนเสียงของตัวเองอยู่อีก
    ซึ่งมันก็หนีไม่พ้นเผ่าเล็กๆทั้งหลาย โดยเฉพาะในดินแดนร้อยเกาะอย่างอินโดนีเซีย
    เผ่าที่ว่าชื่อเผ่า “Cia Cia” (อ่านว่า”เชี่ยๆ”หรือเปล่า กร๊ากก)
    ตอนนี้เด็กๆชาวเผ่ากำลังเรียนคัดตัวอักษรเกาหลีอย่างขะมักเขม้น
    ซึ่งผลพลอยได้ก็คือ อนาคตเด็กเหล่านี้ก็จะสามารถ
    รับอารยธรรมและเรียนภาษาเกาหลีได้อย่างง่ายดาย
    แจ๊แกฉลาดจริงๆ คิดได้ยังไง…

    รัฐบาลอินโดนีเซียเหมือนโดนไฟลวกก้น แต่ก็ไม่ได้จัดการอะไรกับเจ๊
    ปล่อยใจ้เจ๊แกเริงร่า เผยแพร่อักษรเกาหลีอย่างบ้าคลั่ง
    (ทำไมเจ๊บ้ารู้ไม๊ เพราะว่าเจ๊แกเป็นคริสเตียนไง..)
    ถ้าท่านๆเข้าใจคริสเตียนพอ ก็จะเข้าใจว่าแรงบันดาลใจของเจ๊ โดยไม่ต้องสาธยายกัน
    ให้วุ่นวาย กลับมาเข้าเรื่องรัฐบาลต่อ รัฐบาลอินโดก็ออกมาโอดครวญว่า กรี๊ดดด
    สติดีกันไม๊คร้าาา อักษรภาษาอังกฤษ (ตัวโรมัน) ก็ใช้แทนเสียงได้
    แถมมีประโยชน์กว่าอีก ทำไม๊พวกแกไม่รู้จักเอาอักษรโรมันมาใช้
    เล่นกันแบบนี้ ประเทศก็ยิ่งแตกแยกสิคร้าาาาา
    ยังไม่พอ ถ้าเผ่าอื่นอิจฉาว่าเผ่านี้ได้รับ special treatment
    ก็จะยิ่งไม่เป็นผลดีต่อความมั่งคงของประเทศด้วย
    จีรศักดิ์เห็นด้วยว่า การส่งออกวัฒนธรรมในรูปแบบนี้ มันอันตรายจริงๆ
    เจ๊แกวิทยายุทธมาเหนือเมฆมากๆ รัฐบาลเกาหลีก็เอาเรื่องนี้มาโปรโมทใหญ่เลย
    ว่าปัจจุบันวัฒนธรรมเกาหลีมันแพร่แผ่ไพศาลและเป็นที่ยอมรับจริงๆ
    (เรื่องชูคอโอ้อวดแม้เรื่องเล็กๆน้อยๆนี่คนเกาหลีและรัฐบาลเค้าถนัดนักแล)

    แต่ว่าไปแล้ว อักษรเกาหลีมันเรียนง่ายเรียนไวจริงๆแหละ
    ชั่วโมงเดียวก็เขียนอ่านได้แล้ว
    แต่จะพูดให้เหมือนคนเกาหลี มันยากจริงๆ เวลาจีรศักดิ์ไปซื้อของ
    มีน้อยร้านมากจริงๆ ที่ไม่รู้ว่าจีรศักดิ์ไม่ใช่คนเกาหลี
    เรื่องสำเนียงห่วยแตกนี่ไม่รู้จะแก้ยังไงดี ขนาดเรียนอยู่ที่เกาหลีนะนี่.. กุ้มๆๆ
     
      

     

    10/3/2009

    Me and Haeundae beach in Late Summer


    คำเตือน
    ก่อนจะอ่านตอนนี้ โปรดมั่นใจว่า
    คุณสามารถทนดูหน้าคนๆนึงหลายๆรูปได้
    ถ้ามั่นใจแล้วว่าจะไม่มีอาการกระอักกระอ่วน เชิญลากเมาส์เลื่อนลงได้เลย


     XXX_DSC01530

    หน้าร้อนกำลังจะจากไป และก็เป็นพิธีที่สืบมาแต่บรรพกาล
    ว่าจีรศักดิ์จะต้องแอ๊กท่ามาโชว์รูปในหน้าร้อนทุกปี
    ปีนี้ดีหน่อยที่ผอมลงไปสิบกิโล ช่วยให้รูปดูดีขึ้นกว่าปีก่อน
    (คิดไปเองหรือเปล่าหว่า) เป้าหมายคือลดให้ได้อีกสักสิบกิโล
    แต่ไม่รู้จะไหวไหม ตอนนี้ก็ใส่เสื้อเบอร์ 95 เบอร์เล็กสุดของเกาหลีแล้ว
    (ถ้าเทียบกับไทยก็เป็นเบอร์ระหว่าง S กับ M)
    ถ้าผอมกว่านี้ไม่รู้ว่าจะหาเสื้อที่ไหนใส่…

    XXX_IMG_0754 - Copy

    เราพาท่านๆมาที่หาดแฮอุนแด (Haeundae) ที่จีรศักด์มาบ่อย
    จนรู้ดีราวกับเป็นเจ้าถิ่น วันนี้มากับเพื่อนคนจีน เลยพาเพื่อนเที่ยวสำรวจซะเลย
    ตอนนี้หาดแห่งนี้กำลังดัง เพราะถูกใช้เป็นฉากถ่ายหนังสึนามิยักษ์ถล่มเกาหลี
    ที่เพิ่งเข้าฉายเมื่อไม่นานมานี้ มุมไหนน่ะเหรอ ตามจีรศักดิ์มา…..

    XXX_IMG_0763 - Copy

    แถวนี้แหละ ที่จะเป็นโลเกชั่นทอง ที่มวลชนจะแห่แหนมาถ่ายรูปในอนาคต
    ลองเทียบกับรูปในหนังที่แปะไว้ข้างล่างดูนะ
    เอ แต่ถ่ายมาอีท่าไหนไม่รู้ ทะเลด้านหลังทำไมหายไปหว่า
    มหัศจรรย์ตะวันแก้วจริงๆ ธรรมกายยังต้องหลบ…

    XXX_090717_p14_haeundae

    นี่แหละ ฉากในหนัง วิ่งกันจ้าละหวั่น น่ากลัวดีแฮะ
    ถ้าจีรศักดิ์เจอแบบนี้จริงๆ ขอยืนเฉยๆรอความตายดีกว่า Oh My God
    ตอนถ่ายรูป ว่าจะทำท่าวิ่งหนีแบบในหนัง แต่กลัวชาวบ้านแถวนั้นจะนึกว่าบ้า
    ก็เลยหลบมุมเปลี่ยนไปบ้าแบบรูปข้างล่างแทน

    XXX_IMG_0771 - Copy

    กรี๊ดด เสียคอนเซ็ปต์หมดเลย ทำท่านี้แล้ว หน้าโดนบีบจนอ้วนมาก
    แต่พุงที่หายไปยังช่วยยืนยันว่าผอมลง เอาใหม่ แก้ตัวใหม่ดีกว่าด้วยรูปข้างล่าง…

    XXX2_IMG_0765 - Copy

    เออ ค่อยยังชั่วหน่อย แฮ่กๆ พอเต๊ะท่าแล้วหน้าก็กลับมาผอมอีกครั้ง
    แหะๆ พลาดไปนิด..ว่าแต่เดี๋ยวต้องมีเสียงนกเสียงกาบอกว่า
    อยากเห็นหน้าชัดๆเพื่อพิสูจน์ว่าผอมลงจริงๆ ก็ด้ายๆๆๆ ลองดูรูปข้างล่างนะ

    XXX_DSC01591 

    ถ่ายกับเสื้อแจ๊คเก็ตรับฤดูใบได้ร่วงตัวใหม่ ที่เพิ่งสั่งซื้อมาจากอังกฤษ
    ขอบใจปุ๊ก สาวใหญ่ร่างยักษ์นักสถาปนิกที่อุตส่าห์ส่งมาให้จากอังกฤษ
    ว่าแต่เงินไม่คิดใช่ไหม ฮ่าๆๆๆ ข้างหลังเป็นโต๊ะรูมเมทนะ ไม่ใช่โต๊ะจีรศักดิ์
    ของจีรศักดิ์รกกว่านี้ร้อยพันเท่า อย่างที่ได้บอกไปว่าเห็นเมทใส่เสื้อตัวนี้แล้ว
    เกิดอาการอยากได้บ้าง ทั้งๆที่มันซื้อมาจากอังกฤษ จีรศักดิ์ก็ยังไปดั้นด้นหามาจนได้

    XXX_P92988482

    แอ๊กท่าถ่ายกับรูทเมท อย่าแปลกใจว่าทำไมต้องปิดบังหน้า
    จีรศักดิ์ทำเพื่อ privacy ของรูมเมทจีรศักดิ์ เนื่องจากกลัวว่าเมทจะเสียหาย
    เพราะที่เกาหลี มันเป็นอะไรที่นิยมมาก ที่คนที่เป็นแฟนกันจะนัดใส่เสื้อเหมือนกัน
    ดังนั้น เพื่อป้องกันมหาชนที่เผลอหลุดเข้ามาในบลอคจีรศักดิ์มาเห็นแล้วจะเข้าใจผิด
    จึงปิดหน้าซะเลย (เอ หรือว่าจะทำให้สถานการณ์มันหนักขึ้นหว่า..) 
    ตอนแรกเมทก็ถามจีรศักดิ์ว่าจะออกไปถ่ายนอกห้องไหม
    จีรศักดิ์ถามว่าแน่ใจเหรอ ลืมอะไรไปหรือเปล่า…
    เมทก็ตรัสรู้ระลึกชาติได้ทันที ก็เลยถ่ายกันในห้องนี่แหละ ฮ่าๆๆ….
    นี่ถ้าใส่ลงไปกินข้าวใต้หอ คงต้องนัดกันก่อนว่าต้องใส่ไม่เหมือนกัน
    หรือไม่ก็ต้องนั่งกันคนละโต๊ะ ฮ่าๆๆๆ

     
     

    9/9/2009

    เกาหลี กับเรื่อง เงินๆ ทองๆ


    ที่เกาหลี ธนบัตรใบที่มีมูลค่ามากสุดคือ ใบละ 10,000 วอน
    คิดเป็นเงินไทยแล้วก็แค่ 300 บาทเอง คงจะจินตนาการออกว่าชอบปิ้งทีนึง
    จะโกลาหลเพียงใด เพราะไปซื้อของแต่ละทีต้องแบกไปเป็นฟ่อนแบบนี้….

    X_DSC00763

    แหะๆ ตกใจละสิ โดนจีรศักดิ์หลอกแล้วล่ะ ปึกเท่านี้คือค่าขนมที่จีรศักดิ์ใช้ทั้งเทอมจ๊ะ
    แต่อย่างไรก็ดี เวลาออกไปซื้อของแต่ละทีก็ต้องพกแบงค์ไปตุงกระเป๋ามากๆ
    คนก็เลยหันไปใช้บัตรเครดิตมากกว่า คนเกาหลีก็เลยติดนิสัยไม่พกเงินสด
    ไปซื้อของตามร้านเซเว่นราคาไม่กี่สิบบาทก็จ่ายด้วยบัตรเครดิตได้
    โดยไม่ถูกคนขายค่อนแคะด้วยสายตาเหมือนร้านขายของในเมืองไทย 

    X_04092009

    และแล้ว แสงแห่งสวรรค์ก็สาดส่องมาสู่คาบสมุทรเกาหลี เมื่อรัฐบาลเริ่มสำนึกได้ว่า
    ถ้าพิมพ์แบงค์ที่มีราคามากๆ อาจจะช่วยให้คนจับจ่ายมากขึ้น เพราะแบงค์ใบเดียว
    มักจะกระเด็นออกจะกระเป๋าได้มากกว่าแบงค์หลายใบ แบงค์ใบละ 50,000 วอน
    จึงถือกำเนิดขึ้น (มีค่ามากกว่าเบงค์ที่มีราคาสูงสุดปัจจุบัน5เท่า หรือคิดเป็นเงินไทย
    ก็เท่ากับ 1500 บาท) อาซิ้มที่อยู่ในรูป มีนามว่า Shin Saim-dang
    (ปกติเราไม่ค่อยได้เห็นผู้หญิงบนแบงค์หรอกนะ) ซิ้มแกเป็นนักเขียนและศิลปิน
    และยังมีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในฐานะเป็นเมียและแม่ที่ดี ลูกของซิ้มแกก็เป็นนักปราชญ์ชื่อดัง
    คือการได้ลงบนแบงค์เหมือนจะบอกเป็นนัยว่าผู้หญิงต้องรับใช้ครอบครัวอย่างไรนั่นเอง
    เหล่าสาวแก่แม่หม้ายแรกๆก็อาจจะหลงดีใจว่าผู้หญิงได้ไปอยู่บนแบงค์
    แต่หารู้ไม่ว่ามันเป็นการตอกย้ำว่าผู้หญิงต้องเป็น ‘good wife and wise mother’
    ก้มหน้ารับใช้สามีและลูกๆอย่างไม่ปริปากบ่นตามแบบฉบับเกาหลีนั่นเอง
    ได้ข่าวมาว่าสมาคมสิทธิสตรีเกาหลีออกมาประท้วงว่า
    แทนที่จะส่งเสริมบทบาทผู้หญิงในฐานะที่เป็น working woman
    กลับเสนอหน้าที่เก่าๆและค่านิยมคร่ำครึที่มีต่อผู้หญิง
    ว่ากันไปได้ถึงโน่น...

    XX_MG_6174

    พูดเรื่องเงินๆทองๆ แล้วอดเล่าไม่ได้ว่า เมื่อสองเดือนก่อน (ตอนนั้นยังอ้วนอยู่นะจ๊ะ)
    จีรศักดิ์มีโอกาสทำรายได้เล็กน้อยๆที่เกาหลี เพราะได้ออกไปพูดในงานสัมมนา
    จริงๆเรื่องที่เค้าให้พูดก็คือชีวิตนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งมันก็ไม่ได้วิชาการอะไรหรอก
    แต่จีรศักดิ์สามารถเขียนให้มันออกแนววิชาการได้ โดยจับโน่นโยงนี่ ใส่การวิเคราะห์
    ตามแบบฉบับของจีรศักดิ์ลงไป แล้วอ้างอิงความเห็นของคนนั้นคนนี้
    สุดท้ายกลายเป็นรายการพูดค่อนแคะคนเกาหลีและประเทศเกาหลีอย่างสนุกปาก
    (ลืมบอกไปว่าเค้าให้พูดเป็นภาษาอังกฤษ จีรศักดิ์เลยงูๆปลาๆ บลาๆๆ ไปเรื่อยๆ)
    พูดจบกลัวคนแอบดักตบที่ซอกตึกมากๆ แต่สุดท้ายก็กลับมาบ้านได้อย่างครบสามสิบสอง
    (สงสัยคนส่วนใหญ่ฟังไม่รู้เรื่อง ฮ่าๆๆ)
    จริงๆในรูปถ่ายจะมองไม่เห็นว่าจะมีผู้ทรงคุณวุฒิที่เขาเชิญมาถึงสามคนเพื่อวิจารณ์
    หรือให้ความเห็นกลับ แต่ก็ไม่มีใครโต้แย้งอะไรมากมาย แถมเห็นด้วยอีกต่างหาก
    งานนี้ได้ค่าจ้างไม่มาก ตกประมาณห้าพันบาทเอง แต่ห้าพันบาทกับครึ่งชัวโมงก็คุ้มอยู่แฮะ แล้วเงินจำนวนนั้นไปไหนน่ะเหรอ เหอๆ รายการแรก..

    X_DSC01498

    หูฟังสเตอริโอบลูทูธ เอาไว้ฟังเพลงบนมือถือแบบไร้สาย ไม่ต้องควักล้วงมือถือออกมา
    ให้เสียอารมณ์ เสียงก็ไพเราะเพราะพริ้งมากมายตามแบบฉบับ Jabra
    ที่เกาหลีราคาถูกกว่าไทยมาก ตกแค่ 1800 เอง เมืองไทยยังอยู่ที่ 2500 อยู่เลย
    ในรูปจะเห็นมือถือกำลังเล่นเพลงโปรดที่สุดของจีรศักดิ์ Liberi Fatali
    ซึ่งเพลงระดับอภิมหาออเคสตราตลอดกาล
    สุดมันระทึกทรวงจนต้องเขย่าองคาพยบตามไปด้วย…

    X_DSC01555

    ต่อไปเป็นเสื้อหนาวสำหรับฤดูหนาวที่จะมาถึงปลายปีนี้ ตัวละ 2400 บาทแน่ะ
    เป็นเสื้อที่แพงที่สุดตั้งแต่ซื้อมาในชีวิต นี่ขนาดลดราคาสุดๆแล้วนะ แล้วยังต้องไปแย่งคุ้ยกะบะ
    ตบตีกับแม่บ้านเกาหลีอีกต่างหาก ไว้วันหลังจะใส่ให้ดู มันเป็นเสื้อหนาวแบบเกาลี๊ เกาหลี
    คือใส่แล้วจะดูไหล่ใหญ่ แต่เอวและสะโพกจะดูเล็ก ดูแล้วไม่เป็นซานตาคลอส
    เหมือนเสื้อหนาวทั่วๆไป แถวๆคอก็อลังการได้ใจแนวดาราค้างฟ้าสุดๆ ฮ่าๆๆๆๆ
    ตอนแรกก็รู้สึกว่ามันแพง แต่พอกลับมาที่หอแล้วโชว์ให้รูมเมทดู เมทบอกว่า โอ้ว
    นี่มันเสื้อแบรนด์เนมราคาแพงของเกาหลีนะ ได้ฟังดังนั้นก็ใจชื้นขึ้นมาทันที ฮ่าๆๆ
    เสื้อมันยี่ห้อ Buckaroo Jeans น่ะ ฟังไม่ไฮโซเลยแฮะ 

    รายการสุดท้ายเป็นเสื้อแจคเก็ต สำหรับ The Comming Fall
    (ดัดจะริตจริง บอกว่าฤดูใบได้ร่วงก็หมดเรื่อง) อุตส่าห์สั่งซื้อถึงอังกฤษ กำลังรอของอยู่
    เห็นของเมทแล้วคิดว่าสวยดี มันบอกว่าซื้อมาตอนมันไปท่องยุโรป 21 ประเทศ กรี๊ดดด
    เวลาเมทไม่อยู่ จีรศักดิ์ก็เลยแอบเอามาใส่ด้วยความคะนอง
    ปรากฎว่า ซู๊ด ใส่แล้วมันขึ้น..จริงๆพับผ่า
    เดี๋ยวเสื้อมาแล้วจะเอามาเล่าให้ฟัง อิ อิ

    เงินได้มาง่าย มันก็ไปง่ายๆ

     

     

    8/22/2009

    น้ำหนักที่ลดไปสิบกิโล กับเทือกเขาคึมจองซัน (Geumjeongsan) ในหน้าร้อนของเกาหลี


    จริงๆ ไม่อยากเสนอหน้าสู่สาธารณชนก่อนเวลาอันควร อย่างไรก็ดี
    น้ำหนักที่ลดไปสิบกิโล (มาได้เกินครึ่งทางแล้วโว้ย) ก็น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดี
    ที่จะแง้มๆให้ดูถึงความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่และเป็นอะไรที่แสนจะทรมานมากๆ
    จีรศักดิ์จะมาเสนอหน้าพร้อมกับพาเที่ยวเขา คึมจองซัน ที่เคยไปคราวที่แล้ว
    แต่คราวนี้เราไม่เดินขึ้นเหมือนคราวก่อนอีกแล้วเพราะเหนื่อยรากเลือดมาก
    คราวนี้ เราไปแบบไฮโซกว่าด้วยการขึ้นกระเช้าไฟฟ้า
    แล้วต่อด้วย เดินบนเขาประมาณ 10 กิโล (ไต่ไปตามเส้นสีแดง)
    แล้วค่อยเดินลงไปสิ้นสุดที่วัดพอมมอซา (Beomeosa) เกลียดจริงจี๊งงงวิธีสะกดชื่อ
    ในภาษาเกาหลีด้วยภาษาอังกฤษที่รัฐบาลกำหนด ตีลังกาอ่านแล้วก็ยังอ่านไม่ออก

    X_DSC01403 

    กระเช้าพาเราสามหน่อคนไทย ขึ้นมายังเขาที่อยู่ใจกลางเมืองปูซาน เมืองนี้มีแต่เขาจริงๆ
    มองไปทางไหนก็มีแต่ภูเขา จากรูปเราจะเห็นทะเลอยู่ลิบๆด้านขวา
    ค่าขึ้นกระเช้า 90 บาทจ้า

    X_DSC01377

    นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินมหาโหดโลกตะลึงเท่านั้น จากนี้เราจะเดินเลียบป้อมปราการ
    และกำแพงบนเขาไปจนสิ้นสุดที่ทิวเขาอีกด้าน นรกและสวรรค์จะอุบัติขึ้นพร้อมกันที่นี่…

    X_DSC01409  

    แถ่น แท๊นนน… เผยโฉมแล้ว แต่รูปแรกเป็นด้านหลังก่อนนะ สังเกตทรวดทรงองค์เอว
    ว่าเล็กลงไปอย่างเห็นได้ชัด ท้องแขม่วกันได้ แต่เอวหลอกกันไม่ได้จ๊ะ

    X_DSC01396

    ด้านหน้าบ้าง บนเขามีป้อมหลายป้อม ทางเดินก็ยากบ้างง่ายบ้าง
    ส่วนนี้คือส่วนที่เดินง่ายที่สุด แดดร้อนโครตๆๆๆๆ วันนี้อุณหภูมิขึ้นถึง 32 องศา
    ทำไมปีนี้เกาหลีร้อนขนาดนี้ กรี๊ดดดด…..

    X_DSC01423

    บริเวณนี้เดินยากสุด ทุลักทุเลมาก วิวรอบตัวสวยราวกับสวรรค์ แต่เหนื่อยราวกับตกนรก
    ฤดูร้อนป่าเขียวขจีดีมากๆ ราวกับหลุดมาอีกโลกนึงเลย

    X_DSC01440

    เผยโฉมผู้ร่วมเดินทาง นี่เราขึ้นมาทำอะไรข้างบนนี้เนี่ยะ กรี๊ดดดดด……
    เราเดินตั้งแต่บ่ายโมงครึ่ง ห้าโมงเย็นกว่าๆก็เดินลงมาถึงวัด… โอย อยากตาย….

    X_DSC01456 

    มีหมาเกาหลีออกมาต้อนรับด้วย หมาเกาหลีขึ้นชื่อเรื่องความกล้าหาญ
    ทรวดทรงก็ดี ขนก็แน่น น่าตีหัวแล้วจับมาเลี้ยงมากๆ
    สำหรับวัดจะไม่พูดถึงโดยละเอียดนะ เพราะเคยพาท่านๆมาแล้วในตอนก่อน

    X_DSC01472

    เผยโฉมอีกครั้งกับสะพานหน้าวัด ยังเหลือคางที่ต้องลดให้ได้อีก สู้เค้า ทาเคชิ…..

    X_DSC01480

    เราแวะกินอาหารค่ำที่ร้านสปาเก็ตตี้สุดอร่อย ร้านนี้แถมโค้กฟรีด้วย
    กุ๊กได้รับประกาศนียบัตรจากสถาบัน เลอ กอดอง เบลอ
    สถาบันสอนทำอาหารระดับโลกจากฝรั่งเศส จึงเชื่อได้ว่าอร่อยจริงอร่อยจัง
    ราคาไม่แพงด้วย ตกจานละร้อยหกสิบบาท ซู๊ด.. อยากกินทุกวันเลย…

    ตอนนี้ยังปิดเทอมอยู่ จีรศักดิ์ว่าจะไปเที่ยวละลายเงินวอนที่หอบมาเป็นฟ่อนที่เมืองอื่น
    โปรดติดตามนะจ๊ะว่าจีรศักดิ์จะไปไหน..

     

     

    8/9/2009

    กลับเมืองไทยอีกแล้ว…


    ปิดเทอมแล้ว แต่จะไปเที่ยวแรดที่ไหนไกลๆก็ไม่ได้ เพราะอีกไม่กี่วันก็ต้องเตรียมตัว
    กลับเมืองไทย วันๆจึงได้แต่นั่งแช่เล่นเน็ตสปีดมหัศจรรย์ความเร็วแสง
    หรือไม่ก็ออกไปนั่งกินเหล้ากับเพื่อนๆชาวจีน
    (เอ๊ นี่ชั้นมาทำแป๊ะอะไรที่เกาหลีล่ะนี่ อยู่เกาหลีทำไมเพื่อนสนิทๆมีแต่คนจีนวะ)
    จริงๆก็คุยกันด้วยภาษาเกาหลีนี่แหละ
    งูๆปลาๆแบ๊ะๆกันไปเรื่อยๆ เท่าที่คุยกับคนจีน เกือบร้อยทั้งร้อย
    ไม่ค่อยชอบคนเกาหลี และไม่อยากอยู่เกาหลีเท่าไหร่
    คนจีนมักบอกว่า ก่อนมาเกาหลี ดูในทีวีที่เมืองจีนก็นึกว่าประเทศนี้สวยมากๆ
    ผู้คนก็แสนจะหน้าตาดี แต่พอมาจริงๆแล้ว… อืม
    แต่จีรศักดิ์เฉยๆนะ ประเทศเกาหลีก็มีอะไรให้ค้นหามากมาย
    เรื่องผู้คน อาจเป็นเพราะคนจีนไม่ว่าจะไปอยู่มุมไหนของโลก ก็ไม่ค่อยมีใครชอบ..
    ส่วนคนเกาหลีเองก็มีเยอะแยะที่คิดว่าประเทศตัวเองและคนของตัวเองวิเศษวิโส
    อีกทั้งมารยาทของคนเกาหลีทั่วไป ถ้าเทียบตามมาตรฐานของไทยถือว่าสอบตก
    คนเกาหลีมักปฏิบัติกับคนต่างชาติแบบสั่วๆ
    โดยเฉพาะกับคนต่างชาติที่หัวไม่ใช่สีทองอย่างเราๆท่านๆ
    จีรศักดิ์คิดว่าอย่างนั้น…..

      22072009_002e

    หน้าร้อนแบบนี้ ไม่มีอะไรน่าพิสมัยไปกว่าการกินไก่กอดเกาหลีแกล้มเหล้าอีกแล้ว
    อากาศปีนี้ร้อนสะบัดช่อจริงๆ เมื่อเหล้าและไก่หมดจึงต้องถอนพิษร้อนด้วยแตงโม
    ซึ่งเป็นผลไม้ยอดฮิตประจำหน้าร้อน แม้กระนั้นก็ยังต้องถอดเสื้อกัน
    (จีรศักดิ์ไม่ถอดนะจ๊ะเพราะอายความขาวอมชมพูแบบเกาหลี
    เอ แต่ว่าไปแล้ว พวกมันขาวน่าเจี๊ยะกว่าจีรศักดิ์อีก) 
    จริงๆ เรื่องสุระเมรัยนี้ จีรศักดิ์ปณิธานกับตัวเองว่า
    จะไม่กินเหล้าจนเมาแอ๋อีกแล้ว เพราะเมื่อเดือนก่อนไปกินเลี้ยงกันที่ร้านเนื้อย่าง
    จีรศักดิ์เผลอดื่มมากไปหน่อย เมาจนต้องโดนเพื่อนๆหามกลับบ้าน
    รุ่งเช้าจึงได้คลานออกมาจับแท็กซี่กลับหอ เสื้อและรองเท้าก็ต้องยืมเค้าใส่เพราะเปื้อนอ้วก
    สมเพชตัวเองจริงๆ นึกภาพจีรศักดิ์หัวยุ่งๆ น้ำท่าไม่ได้อาบ หน้าตามู่ทู่เพราะพิษเหล้า
    ใส่เสื้อโกโรโกโส รองเท้าแตะอันเท่าใบลาน ถือถุงพลาสติกเก่าๆ โบกแท็กซี่ตอนเช้า
    มีรถจอดรับถือเป็นบุญจริงๆ

    X_DSC01329 

    เผลอๆก็ถึงนาทีที่ได้กลับบ้านแล้ว เครื่องบินเลี้ยวตีโค้งบ่ายหน้าสู่เมืองไทย
    ละทิ้งเกาหลี The Land of Morning Calm ไว้เบื้องหลัง
    (สจ๊วดตุ๊ดซี่ และ แอร์แก่คราวป้า เช่นเคย ตามมาตรฐานการบินไทย)
    สำหรับจีรศักดิ์แล้วรู้สึกว่าการเดินทางไปกลับเกาหลีและเมืองไทย
    เหมือนกับนั่งเครื่องบินไปต่างจังหวัดยังไงอย่างงั๊น
    เพราะเดินทางไปกลับหลายหนจนชาชิน
    (อีกเที่ยวเดียวได้บัตรเงินการบินไทยแล้วโว้ย สู้ต่อไปทาเคชิ)
    รถราขั้นตอนต่างๆก็สะดวกสบาย  ยิ่งขาออกจากเมืองไทยยิ่งสะดวก
    เพราะตรงด่านตรวจสามารถเข้าช่องราชการและนักการทูตได้เลย
    ไม่ต้องไปออกันราวกับหมูส่งโรงเชือดอย่างสามัญชน ฮ่าๆ
    ยังถูกเพื่อนเหน็บแนมว่าไอ้พวกเอลีต แหม ถือพาสปอร์ตข้าราชการดีแบบนี้นี่เอง   
    เกาหลีที่รัก..อีกสามอาทิตย์เจอกันใหม่นะจ๊ะ 

    X_DSC01334

    ไปเดินเล่นที่มาบุญครองเลยได้เรื่อง คิดว่ากลับมาเมืองไทยคราวนี้จะไม่ต้องพามือถือใหม่
    กลับไปเกาหลีแล้ว แต่… NOKIA E63 ที่เพิ่งเปิดตัวร้อนๆ ด้วยราคาแสนมหัศจรรย์
    ทำให้จีรศักดิ์อดใจไว้ไม่ได้ต้องคว้ามาเชยชม ให้ทายซิว่าเท่าไหร่ อิอิ
    7950 บาทเองจ้า ซื้อจากร้านขายส่งก็เลยได้ราคาถูกกว่าตามศูนย์กว่าพันบาท
    กลับมาก็งานเข้านั่งบ้าลงโปรแกรมใหม่อยู่หลายวัน
    ช่างเป็นปิดเทอมที่แสนจะมีอะไรทำและมีรสชาติอย่างถึงที่สุด
    มือถือหน้าตาแบบนี้ถ้าเป็นเมื่อก่อนใครๆก็คงว่ามันเทอะทะ แต่ ณ พศ.นี้
    มันอินเทรนด์มากๆเลยจ้า เพราะทรวดทรงมันไปคล้ายกับ Blackberry ที่โอบาม่าใช้
    อย่าหาว่าจีรศักดิ์ชอบเลียนแบบชาวบ้านนะจ๊ะ มือถือทรงแบบนี้จีรศักดิ์ใช้มานานหลายปีแล้ว ถ้ายังจำกันใช้ เมื่อสามปีก่อนก็ซื้อ NOKIA E61i หน้าตาแบบเดียวกันนี้แหละ  
    เอางี๊ก็ได้ ขอตั้งชื่อมือถืออันใหม่ว่าน้อง Blueberry ก็แล้วกัน อิอิ
    ที่ชอบมือถือทรงแบบนี้ เพราะจีรศักดิ์มีโปรแกรมพจนานุกรมของแทบทุกสำนัก
    ลงมันไปสิบกว่าเล่มแล้วใช้บ่อยมากๆด้วย ถ้าใช้คีย์บอร์ดแบบนี้มันจะพิมพ์คำศัพท์ได้ไวจ๊ะ

    กลับเมืองไทยมาได้สักพัก รู้สึกว่าช่วงนี้เมืองไทยตอนนี้ อะไรๆก็เกาหลี
    โดยเฉพาะตามสื่อต่างๆ เช่น..

    - ใช้แล้วผิวสวยใสแบบเกาหลี…
    - มิสตีน..แป้งพัฟใหม่จากเกาหลี…
    - ลุ้นฟรีทัวร์เกาหลี…
    - ลุ้นโอกาสเป็นศิลปิน JYP ของเกาหลี…
    - กินให้สวยแบบสาวเกาหลี…

    มันจะอะไรกันนักกันหนา สาวเกาหลีหน้าตาซิ๊มโบ๊ะออกจะเยอะแยะ
    (แต่ไอ้ที่หน้าตาดีที่มัน อูวววว)
    มีอย่างเดียวที่จีรศักดิ์หอบหิ้วมาจากเกาหลีแล้วถูกประณาม
    นั่นคือกระเป๋าถือใบใหม่หนานุ่มน่าใช้ใครเห็นก็อยากได้จากเกาหลี
    ที่เพิ่งซื้อมาด้วยราคาถูกเว่อร์ หลายคนบอกว่านี่มันกระเป๋าผู้หญิงนี่นา
    (ทั้งๆที่เกาหลีและญี่ปุ่นผู้ชายเค้าก็ถือกระเป๋าแบบนี้กันเกร่อ)
    ช่างไม่เข้าใจแฟชั่นเกาหลีกันบ้างเล้ย นึกโมโหว่าจะประชด
    ด้วยการถือไปเดินตูดบิดหน้าสยามสแควร์ให้มันรู้แล้วรู้รอด.. แว๊กกกกกกกก

    ปล. รำคาญภาษาโฆษณาสมัยนี้มาก จีรศักดิ์ได้เป็นนายกจะจับไอ้คนคิดไปขังคุกให้หมด
    โทษฐานที่เอาเปรียบหลอกลวงผู้บริโภค ยกตัวอย่างเช่น

    - ขอแสดงความยินดี.. คุณมีสิทธิ์ลุ้นรับไอโฟนฟรี กด*550 
    (โฆษณานรกจากทรูมูฟ)
    ตกลงกรูจะได้ฟรีหรือเป็นการจับรางวัลหว่า"..ไอ้CPเจ๊กหัวเซ็งลี้

    - ซื้อหนึ่ง..รับไปเลยอีกหนึ่ง
    (นึกว่าจะได้ของแบบเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง ประมาณว่าซื้อโทรทัศน์
    แถมเครื่องกรอม้วนวีดีโอ อะไรประมาณนั้น)
    ตกลงซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง มันแปลว่าอะไรกันแน่วะ พระเจ้า!! ….
    โฆษณาประมาณนี้มันระบาดหนักไม่แพ้หวัด2009จริงๆ

    7/19/2009

    คำที่จีรศักดิ์ไม่อยากได้ยิน...

     

    มีคนมาพูดคำๆหนึ่งในภาษาเกาหลีไห้ได้ยิน ทำให้จีรศักดิ์โกรธหนวดเต้นริกๆ
    แล้วก็พาลนึกได้ว่า เราเองก็มีคำพูดที่ไม่ชอบ หรือไม่อยากได้ยินหลายคำแฮะ
    เอาแบบ ทอปไฟว์ก็แล้วกันนะ

    1. ไอโก...
    คำนี้แหละตัวต้นเหตุ เป็นคำอุทานยอดนิยมในภาษาเกาหลี ใช้รำพึงรำพันกับตัวเอง
    หรือใช้พูดกับคนอื่นก็ได้ แต่ที่จีรศักดิ์ไม่ชอบคือ ประการแรก
    มันใช้ได้กับทุกสถานการณ์ครอบจักรวาลจริงๆ
    ตั้งแต่ ยินดี เสียดาย เสียใจ ประหลาดใจ เจ็บปวด ล้อเลียน ฯลฯ
    น่าจะมีใครจับคำนี้มาวิจัยนะ   แต่ที่เกลียดสุดๆคือ เวลาเดินถนนที่เกาหลี
    แล้วมีป้าๆเกาหลีเอาอะไรมาชน หรือเดินชนเราแรงๆ (ป้าพลังโสมแข็งแรงนะจะบอกให้)
    แทนที่จะพูดขอโทษ กลับมองเราอย่างสมเพช แล้วพูดว่า "ไอโก......"
    น่าจะแปลเป็นไทยได้ว่า "อุ๊ยตาย" อืม อุ๊ยตายเตี่ยมรึงสิ ชนคนอื่นแล้วยัง
    อุทานรำพึงกับตัวเองราวกับชนสิ่งไม่มีชีวิต  หรือชนสิ่งต่ำต้อยแบบหมาแมวอะไรประมาณนั้น 

    2. ชั้นเพศแม่คุณนะ...
    เคยไหม เวลาต่อว่าผู้หญิงบางคน ก็จะเจอมุกเด็ดของเธอที่คาดว่าคุณเธอจะใช้ไป
    จวบจนโลกถึงกาลอวสาน นั่นคือคำว่า "ชั้นเพศแม่คุณนะ" เอ๊ เพศแม่แล้วไงหว่า
    เพศแม่วิเศษวิโสกว่าเพศพ่อตรงไหน ไม่สามารถเข้าใจได้
    หรือการเป็นเพศแม่เป็นหลักประกันว่าต้องได้รับความเคารพอย่างสูง
    อยากจะตอบกลับจริงๆว่า แม่ผมก็เพศเดียวกับคุณ แต่ไม่เห็นทำอะไรทุเรศๆอย่างที่คุณทำ
    จริงๆ คำนี้ฟังดูดี๊ดูดี ในชั่วเสี้ยววินาทีแรกที่ได้ยิน แต่ลองมาคิดดีดี แล้วคำนี้มันมีเหตุผล
    หรือลอจิกอะไรมารองรับหว่า เน่าไม่แพ้คำว่า “สงสัยจะมีปัญหากับโพรงจมูก..”
    ที่กำลังฮิตอยู่ตอนนี้เลย กร๊ากกกกกก 

    3. เมืองไทยเมืองพุทธ...
    เมืองพุทธแล้วมันเป็นหลักประกันว่ามีสแตนดาร์ดทางศีลธรรมและมีน้ำใจงาม
    กว่าคนประเทศอื่นเหรอครับ ชอบอ้างกันจริงว่าเมืองพุทธแล้ว
    ทำไมยังเกิดเรื่องไม่ดีผิดศีลธรรมขึ้นได้ หรือไม่ก็ใช้ยกยอประเทศเราเองว่าศีลธรรมสูงส่ง
    จีรศักดิ์ไม่เห็นว่าคนไทยมันจะวิเศษวิโสด้านศีลธรรมไปกว่าชาติอื่นตรงไหน 
    อีกอย่างประเทศอื่นๆเช่นจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่มีศาสนา
    ทำไมมันไม่ปั่นป่วนวอดวายล่ะ อย่างญี่ปุ่นนี่เห็นชัดเลย นอกจากอาชญากรรมจะน้อยแล้ว
    ยังมีกิจกรรมอาสาสมัครมากมาย ทั้งๆที่เค้าไม่เห็นเชื่อกันเลยว่า ทำแล้วได้บุญ
    อีกหน่อยบุญก็ช่วยเหลือเราในยามตกยาก มีแต่คนไทยแหละที่บ้าบุญ บ้าศีลธรรม
    (ใช้แต่ปากรักษาศีล)เกินเหตุ เลิกพูดกันเถอะครับคำนี้
    ศาสนาไม่ได้ช่วยอะไรหรอกหากคนไร้สำนึกคิดถึงผู้อื่นอย่างแท้จริง 

    4. ไม่เชื่ออย่าลบหลู่...
    สรุปคือห้ามสงสัย ห้ามถาม ใช้ได้ผลชะงัดนักเวลาจะเสียดสีคนที่ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ
    หรือใช้ครอบงำจำกัดกรอบความคิดของคนอื่น พร้อมทั้งทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกผิดเป็นบาป
    ได้ในเวลาเดียวกัน ยิ่งคนไม่ค่อยเชื่อเอะไรง่ายๆอย่างจีรศักดิ์ล่ะเกลี๊ยดเกลียดคำนี้จริงๆ
    จีรศักดิ์ขอแนะนำนะ ว่าถ้าบริษัทไหนทำของแจกใคร ลองพิมพ์รูปพระ
    หรือรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกลงไปบนนั้น รับประกันไม่มีใครกล้าทิ้ง
    เพราะ... ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะคร้าบบบ...

    5. ซาราง เฮโย...
    มาถึง พศ นี้แล้ว คงไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร
    แรกๆก่อนจีรศักดิ์จะรู้ภาษาเกาหลี จีรศักดิ์ไม่ชอบคำนี้ เพราะมันฟังแล้วไม่เหมือนภาษาเกาหลี
    เสียงก็ตลกๆ ไม่ได้รู้สึกเลยว่ามันแปลว่า รัก ได้ยังไง  แต่.... หลังจากที่ได้ได้ใช้ชีวิต
    อยู่ที่เกาหลี ได้รู้สึกถึงคำนี้จริงๆ ก็ยังเกลียดมันเหมือนเดิม แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างออกไป
    นั่นคือ เพราะ... คำว่ารัก ในชีวิตของจีรศักดิ์ซ่อนความเศร้าไว้เสมอ
    ไม่อยากใช้คำนี้กับใครเลย ไม่อยากได้ยินด้วย ให้ตายเถอะโรบิ้น....


    ไหนๆก็ไหนๆ พูดเรื่องความรักแล้ว วันนี้ไปเดินซื้อของได้ยินเพลงๆนึงที่ร้านขายเสื้อ
    ได้ยินแล้ว กรี๊ดดด ใช่เลย ทั้งทำนอง เนื้อร้อง คือชีวิตจีรศักดิ์ตอนนี้
    กลับมานั่งแปลเหงื่อตก ดีที่เพลงนี้แปลไม่ค่อยยาก ชอบเนื้อเพลงท่อนสุดท้าย
    แปะ Youtube ให้แล้วกดดูได้เลย 
    เพลงนี้เพราะมาก และเศร้ามาก นั่งแปลไปขนลุกไปด้วย
    ซาบซึ้งเกิ้น และซาบซึ้งได้อีก
    ใครแอบก๊อปปี้คำแปลจีรศักดิ์ไปลงบลอคตัวเองโดยไม่ quote ขอให้บ้านบึ้ม
    (เคยโดนทีแล้วตอนแปลเพลงญี่ปุ่น)

     

        

     

                           눈물이 뚝뚝  น้ำตาตก Dropping the Tears (นุนมุลลี ตุ๊กตุ๊ก)
                                                          นักร้อง K.Will ชื่อทะแม่งๆแฮะ

     

    가네요 점점 멀어지네요   เธอกำลังจะจากชั้นไปแล้ว ค่อยๆไกลออกไป

    가네요 점점 작아지네요   เห็นเธอค่อยๆเล็กลง ทีละเล็กละน้อย

    가네요 จะจากชั้นไปแล้วสินะ

    그댈 좀 더 보고 싶은데   อยากเจอเธอมากกว่านี้

    좀 더 기억하고 싶은데   อยากมีความทรงจำเกี่ยวกับเธอมากกว่านี้

    자꾸 번져 가네요   แต่แล้วเธอก็ค่อยๆเลือนจากไป

     

    널 사랑해   ฉันรักเธอนะ

    소리쳐서 불러보고 싶어 사랑해   อยากตะโกนร้องออกไปว่ารักเธอ

    웃으면서 보낼 수가 없어 미안해   ขอโทษนะ ที่ไม่ได้ส่งเธอจากไปด้วยรอยยิ้ม

    뒤돌아 봐 줄 수 없겠니   แต่เธอจะไม่มองหันกลับมามองฉันหน่อยเหรอ

    사랑하니까 하루라도 멀어질 수 없어   เพราะรักเธอเหลือเกิน ต่อให้วันเดียวก็ไกลจากเธอไม่ได้

    내 맘을 알잖아   เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าใจฉันเป็นยังไง

    제발 돌아봐줘요 제발    โปรดเถอะ หันกลับมามองฉันหน่อย ขอร้องล่ะ

     

    아나요 เธอก็รู้

    눈물 흘리는 날 아나요   รู้ว่าฉันกำลังเสียน้ำตา

    그냥 서있는 걸 아나요   รู้ว่าฉันทำได้แค่ยืนเฉยๆ

    내 모습이 이래요   นี่แหละคือสภาพที่ฉันเป็นอยู่ตอนนี้

     

    널 사랑해   รักเธออ่ะ

    소리쳐서 불러보고 싶어 사랑해   อยากตะโกนร้องออกไปว่ารักเธอ

    웃으면서 보낼 수가 없어 미안해   ขอโทษนะ ที่ไม่ได้ส่งเธอจากไปด้วยรอยยิ้ม

    뒤돌아 봐 줄 수 없겠니   แต่เธอจะไม่มองหันกลับมามองฉันหน่อยเหรอ

    사랑하니까 하루라도 멀어질 수 없어   เพราะรักเธอเหลือเกิน ต่อให้วันเดียวก็ไกลจากเธอไม่ได้

    내 맘을 알잖아   เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าฉันเป็นยังไง

    제발 돌아봐줘요 제발 다신 내게   โปรดเถอะ ขอร้อง หันกลับมามองฉันหน่อย

     

    죽을 만큼 아픈것 조차   แม้ว่าจะเจ็บแทบตาย

    지금 난 느낄 수도 없어   แต่ขณะนี้ เวลานี้ ฉันกลับแทบไม่รู้สึก

    오직 돌아보기만 바래   ได้แค่หวังเหลือเกิน ว่าเธอจะหันกลับมามองฉัน

     

    기다릴게   ฉันจะรอนะ..

    이자리에 멈춘 채로 널 기다릴게   จะหยุดรออยู่ ณ ที่ตรงนี้

    한걸음도 움직이지 않고   จะไม่ขยับไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว

    너만을 기억하고 또 기억할게   จะจำแต่เธอไว้ จะรำลึกแล้วรำลึกอีก

    사랑하니까 한 순간도 잊지 않을꺼야   เพราะรักไง แม้เสี้ยวขณะไหน ก็ไม่ลืมเธอ

    내 맘을 알잖아   เธอก็รู้นี่ ว่าฉันจะเป็นแบบนี้แหละ

    제발 돌아봐줘요 제발 다시 내게   ขอร้องเถอะนะ หันมามองอีกครั้ง ที่ฉันคนนี้....

     

     

    7/12/2009

    ข้อสังเกตจากการลดความอ้วนครั้งใหญ่ในชีวิต…


    fatcat2

    ตอนนี้จีรศักดิ์อยู่ในช่วงลดความอ้วนครั้งมโหฬารกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์
    มันทรมานปนสดชื่นยังไงก็ไม่รู้บอกไม่ถูก เริ่มตั้งแต่กินน้อยลง
    และพยายามวิ่งจ๊อกกิ้งที่ห้องยิมให้หอทุกวัน (ตรงนี้แหละที่ทรมานสังขาร)
    จากน้ำหนักเดือนที่แล้ว 77.5 ลดลงไปเหลือ 71.5 (ลงไป 6 กิโลแล้วจ้า)
    หน้าตาดูผอมลงไปแต่คางยังตุ้ยนุ้ยอยู่ ส่วนท้องหายไปเยอะเลย
    แหวนที่ใส่อยู่ก็หลวมจนแทบหล่น
    แต่เสียใจนะจ๊ะ จีรศักดิ์จะไม่ให้ดูรูปในช่วงเมตามอร์ฟอร์ซิสหรอก
    เอาไว้ครบ 10 กิโล หล่อเต็มวัยเมื่อไหร่จะถึงจะให้โพสต์ให้ดู
    อย่างไรก็ดี จีรศักดิ์มีข้อสังเกตบางประการมานำเสนอนะจ๊ะ

     

    1. หนึ่งเดือน ลงไปหกกิโล ฟังดูเหมือนจะเยอะ แต่ลองมาคิดคำนวณดูดีดีแล้ว
    เฉลี่ย 1 วันลงไปแค่ 2 ขีดเท่านั้น กรี๊ดดดดด
    เสกของเข้าท้องมันง่ายกว่าการเสกให้หายออกไปจากร่างกายเยอะเลย
    เข็ดแล้ว
    จ้า กลัวแล้วจ้า ต่อไปนี้ข้าน้อยไม่มูมมาม กิ๋นจุ๊บจิ๊บอีกแร๊วววววว
    อ้อ ลืมบอกไป มีบ้างที่น้ำหนักไม่ลงเลยอยู่สองสามวัน
    แล้วมีบางครั้งที่น้ำหนักลงไปเลยเกินห้าขีดภายในวันเดียว

    2. แรกๆที่กินน้อยลง ถ้าเป็นคนปกติจะรู้สึกทรมานท้องมาก
    แต่โชคดีจีรศักดิ์ตอนนั้นอยู่ในช่วงรักคุดนิดหน่อย (เอาอีกแล้วตรู)
    เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสได้สุดยอดจริงเรา ก็เลยกินได้น้อยลงโดยไม่ต้องพยายาม
    กินน้อยลงได้อาทิตย์กว่าก็เริ่มอยู่ตัว กิน
    อะไรมากๆไม่ได้เหมือนก่อน มันจะทรมานท้อง
    ขนาดกินแฮมเบอร์เกอร์กุ้ง Lotteria ชุดเดียวยังอิ่มแทบตายเลย
    ดังนั้นจีรศักดิ์จึงได้เคล็ดลับมาฝากท่านๆว่า ในช่วงแรกของการกินน้อย
    เพื่อ
    ไม่ให้ทรมาน ให้หาเรื่องกลุ้มใจชวนเก็กซิมและทำให้กินข้าวไม่ค่อยลงมาสักเรื่อง
    ถ้าไม่มีก็สร้างเอาเอง เช่นเอามือถือสุดรักไปโยนน้ำอะไรแบบนั้น อิ อิ

    3. นั่งเก้าอี้แข็งๆแล้วเจ็บก้นมากขึ้น เพราะเนื้อที่ก้นหายไป
    นอกจากนั้น เวลาจับแล้วดูเหลวๆยังไงก็ไม่รู้ ไม่เด้งดึ๋งดั๋งเหมือนสมัยก่อน
    แขนก็ยวบยาบพิกล สาวจีนที่นั่งข้างๆในชั้นบอกว่าทำไมแขน
    เธอไม่ฟิตปั๋งเหมือนสมัยก่อน
    โฮะ แขนไม่ฟิต อย่างอื่นยังฟิตนะจ๊ะ

    4. ซาวน่าช่วยได้จริงๆ ไปซาวน่าในที่อาบน้ำสาธารณะประมาณอาทิตย์ละครั้ง
    น้ำหนักจะลงไปครึ่งกิโลทันที และไม่เพิ่มขึ้นด้วย แม้จะกินน้ำเยอะๆเพื่อชดเชยเข้าไปแล้ว
    มันเหมือนไปขับเอาอะไร
    หมักหมมทั้งตัวออกไป ไม่ใช่แค่บางส่วนเหมือนการออกกำลังกาย
    เวลาออกจากซาวน่าเค้าจะทำบ่อน้ำเย็นใหญ่ๆไว้ จีรศักดิ์ไม่แช่เฉยๆ ว่ายน้ำมันไปเลย
    สะใจ ได้ออกกำลังกายด้วย แต่ก็รู้สึก
    แปลกๆนะกับการแก้ผ้าหมดแล้วว่ายน้ำ
    มันจั๊กจี้ยังไงพิกลบอกไม่ถูก ลองนึกถึงโฆษณาเบบี้มายด์สมัยก่อนสิ
    ที่เป็นเด็กแก้ผ้าว่ายในสระ ยังไงอย่างงั๊นเลย 
    (ที่อาบน้ำสาธารณะของเกาหลีก็เหมือนจีนกับญี่ปุ่นคือต้องแก้หมดทุกกิจกรรม)
    จีรศักดิ์มีที่ประจำซึ่งจะมีคนน้อยมาก ก็เลย
    ว่ายได้สะดวกไม่รบกวนคนอื่น

    5. สมองจำอะไรได้น้อยลง (ปกติก็จำอะไรไม่ค่อยได้อยู่แล้ว
    โดยเฉพาะพฤติกกรรมของคนเลวๆ) นี่เป็นข้อเสียเลยแหละ
    เพราะจะทำให้จำศัพท์ที่ท่องไปไม่ค่อยได้ สงสัยต้องหาวิตามินมากินเสริม
    แล้ว
    (สงสัยจะเสร็จสาวกแอมเวย์ก็งานนี้แหละ) หรือไม่ก็เรียนภาษาทางลัดด้วยการ.... อิ อิ

    6. เพิ่งรู้ว่าตัวเองกินเยอะเกินความต้องการมาตลอด
    ตอนนี้กินน้อยลงเกือบครึ่งแต่ก็ไม่ยักกะตายหรือทรมานตรงไหน แถมสุขสบายดีไม่มีโรคภัย
    ดีนะที่ไม่มารู้ตัวเอาตอนจะแก่ตายซะก่อน  แต่เดี๋ยวปลายเดือนถ้ากลับเมืองไทย
    กลัวจะอดใจกับอาหารไทยไม่ไหวจริงๆ ทำไงดีหว่า

    7. ที่แน่ๆ แม่บ้านทำครัวใต้หอ มองหน้าจีรศักดิ์แล้วซุบซิบกันว่า
    จีรศักดิ์หล่อขึ้น (ตรูคิดไปเองอ๊ะเปล่าเนี่ยะ)

    เดือนหน้าคงได้เห็นจีรศักดิ์ในเวอร์ชั่นใหม่
    แบบที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Umare kawaru 生まれ変わる 
    หรือในภาษาเกาหลี  เซโร แทออนาดา 새로 태어나다
    (จะใช้มันหลายๆภาษาทำไมเนี่ยะ ไม่เข้าใจชีวิต….)

     

     

    7/6/2009

    หนังเกาหลีเดี๋ยวนี้ทำไมมัน XXX ขนาดนี้ !!!!

     

    เมื่อปิดเทอมมาถึง จีรศักดิ์ก็ได้เริ่มกิจกรรมสุดโปรด นั่นคือดูหนังที่โหลดมาทางเนท
    ก่อนหน้านั้นโหลดมาไว้เป็นกระบุง แต่ไม่ค่อยมีเวลาได้ดูเท่าไหร่ ช่วงเวลานี้จึงเป็น
    เวลาทอง เพิ่งดูจบไปสองเรื่อง แต่เป็นสองเรื่องที่…. กรี๊ดดดด ทำไมมันโป๊อย่างงี๊
    มิน่าทำไมหนังเกาหลีเขาจึงกำหนดเรทไว้ชัดเจนมาก หนังบางเรื่องห้ามเด็กอายุต่ำกว่า
    18 เข้า ตอนนี้รู้แล้ว…
     แต่ทั้งสองเรื่องก็ให้ข้อคิดมากมายกับจีรศักดิ์เช่นกัน

    miindo_wellpaper01_1280_closer75_small 

    เรื่องแรก Mi-indo หรือ Portrait of a Beauty ได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้ว
    ว่าฉากอย่างว่านี่หนังฝรั่งยังแพ้เลย แต่ภาพทั้งเรื่องสวยมากๆ แน่ล่ะ เพราะเป็นเรื่องราว
    เกี่ยวกับช่างเขียนภาพราชสำนักโบราณของเกาหลี ที่จริงๆเป็นหญิง แต่ปลอมตัวเป็นชาย
    เพื่อให้ตัวเองได้เข้ารับราชการ  แรกๆภาพที่เจ๊วาดก็ออกจะธรรมดา
    ไปๆมาๆเริ่มมีแนวทางเป็นตัวของตัวเอง คือเป็นภาพแนวอีโรติค
    เน้นให้เห็นถึงอารมณ์ของมนุษย์ที่มีจิตใจผูกพันและยึดติดอยู่กับของสวยงามและ เซ็กส์..
    แต่เจ๊มองการใฝ่หาตามธรรมชาติของมนุษย์เหล่านั้นในเชิงล้อเลียน
    และตลกขบขันมากกว่า
     แรงบันดาลใจในการวาดของเจ๊คือ ”ความอ่อนไหวของจิตใจมนุษย์ต่อสิ่งยั่วยวน”นั่นเอง
    เจ๊ออกจะมองว่าการยึดติดเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ แต่..ในที่สุด
    ตัวเองก็ถูก”ความอ่อนไหว” เหล่านั้นทำร้ายอย่างเจ็บแสบ
    ทั้งความใฝ่ใคร่อยากของตัวเองหรือคนรอบข้าง (จีรศักดิ์ตีความเองนะ)
    เจ๊จึงได้เห็นอีกด้านของการยึดติดว่ามันมีแต่ความสกปรกโสมม มีแต่จะนำพาให้มนุษย์
    ไปในทางเสื่อมทราม แต่มันก็สายไปเสียแล้ว..  เล่ารายละเอียดไปจะไม่มัน ไปดูกันเองนะจ๊ะ
    ภาพสวยอลังการทั้งเรื่อง ไม่น่าเชื่อว่าฉากและเครื่องแต่งตัวมันจะสวยงามได้ขนาดนี้
    แต่ฉากรักมันก็อล่างฉ่างมากๆ จึงขอเตือนว่าอย่าดูถ้าไม่อยากหัวใจวายด้วยฉากแบบบนั้น…

    Frozen9d3d9b8861c97e6L_small

    เรื่องที่สอง แสบสันต์กว่า ฉากแบบนั้นเยอะๆจริงๆ ดูแล้วแทบเอียน
    (เค้าตั้งจะยัดเยียดจนคนดูรู้สึกเอียนนะ คิดว่า..) แถมดังระเบิดขึ้นไปอีกเพราะมีบทรักระหว่าง
    ชายกับชายด้วย เขียนไม่ผิดหรอกจ๊ะ ตัวเอกซึ่งเป็นกษัตริย์เกาหลีเป็นเกย์..
    เลี้ยงต้อยซึ่งเป็นทหารองครักษ์ไว้
    และไม่สนใจเมียซึ่งจีนส่งมาเพื่อเชื่อมสัมพันธ์และคุมเกาหลีให้อยู่หมัด
    (แต่ไม่ใช่หนังเกย์นะฮ้า เพราะว่าฉากชาย-ชาย มีฉากเดียว ส่วนชาย-หญิงมีเยอะเลย…
    )
    ว่ากันว่าอ้างอิงมาจากเรื่องจริงด้วย โอ้ว...
    หนังเรื่องนี้เสนอภาพจ้ำจี้แบบกะเอาให้เอียนไปเลย
    เพราะต้องการจะเสนอให้เห็นชัดเจนว่าความใคร่ของมนุษย์มันน่าเกลียดเพียงใด
    และก็นำเสนอในตอนสุดท้ายว่า คามใคร่โดยปราศจากความยั้งคิดนั้น
    มันทำลายได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ตัวเอง คนรอบข้าง และ ประเทศทั้งประเทศ…
    เรื่องนี้ภาพสวยมากกกกกกก ไม่แพ้เรื่องแรก เพลงประกอบเรื่องก็เศร้ามากน้ำตาแทบร่วง
    ดูจบแล้วเพลงท่อนแรกยังก้องในหัวเลย   "ฤาเธอจะจากฉันไป...."
    ใครคิดอย่างไรไม่รู้ แต่จีรศักดิ์แอบโกรธราชินีที่ไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง
    ปล่อยให้ความอยากส่วนตัวมาบดบังหน้าที่ซึ่งเป็นภาระใหญ่หลวงกว่า
    ดูแล้วรู้สึกปลงๆ และคิดได้ว่าอย่าตามใจตัวเองจนไร้เหตุผล
    แต่ก็มีคำถามให้ตัวเองจนได้ ว่าเราเกิดมาเพื่อเพลิดเพลินกับความอยาก
    เพื่อสนองความต้องการของตัวเองไปวันๆ หรือเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่…

    ยังมีหนังเกาหลีอีกสองสามเรื่องที่นำเสนอประมาณนี้ สรุปเลยนะว่า หนังเหล่านี้เค้า
    ต้องการสอนว่า จงอย่าให้ธรรมชาติพาไป ถ้าไม่รู้จักยับยั้งชั้งใจเสียบ้าง
    สิ่งที่ตามมาก็จะมีแต่ความหายนะ ปรัชญาพุทธมากๆเลยนะ ดูเองแล้วจะรู้ซึ้ง…
    แถมชวนให้กลับมามองย้อนดูตัวเองว่า “แก.. แกนั่นแหละ ดีแล้วเหรอ”
       

    ดี ไม่ดี ไม่ได้อยู่ที่ใครติดสิน… มันอยู่ที่ว่า เรากุมหัวใจเราไม่ให้เตลิดเพลิดเพลินใฝ่หา
    และยึดติดกับโลกที่มีแต่จะยั่วยวนเราทั้งวันทั้งคืนได้อย่างไร…..

    อ้อ ลืมบอกไป เรื่องที่สอง มีชื่อภาษาอังกฤษว่า A Frozen Flower นะจ๊ะ
    ดูในโปสเตอร์สิ บอกเป็ยนัยๆได้เลยว่าไม่มีใครได้พบกับความสุขหรอก
    ขอบอกว่า ไม่มีใครในเรื่องเลยที่ไม่น่าสงสาร...

    หนังเกาหลีเดี๋ยวนี้ มันไปไกลพ้นโลกแล้วจริงๆ..



    6/17/2009

    อาหารไทย และดนตรีเกาหลี (ขอตั้งชื่อห้วนๆแบบนี้แหละ)


    มีน้องคนไทยบอกข่าวดีว่า ใกล้มหาลัยมีร้านอาหารไทยเปิดใหม่ เป็นร้านธรรมดาไม่หรู
    เหมือนร้านอาหารตามสั่งที่เมืองไทย ได้ยินแล้วดีใจมั่กๆเพราะปกติร้านอาหารไทยในเกาหลี
    จะเป็นร้านหรูฟู่ฟ่า ราคาชวนสลบ แถมรสชาติยังเป็นแบบเกาหลีนิยมอีก
    แถมอาหารหลายจานกินแล้วยังไม่ค่อยแน่ใจว่าที่อยู่ในปากมันเป็นอาหารไทยหรือเกาหลี
    ทั้งแพงทั้งเซ็งเป็ด

    xxxDSC01218

    และเทพเจ้าก็เสกร้านนี้มาให้จีรศักดิ์ เพิ่งเปิดมาได้เดือนเดียว เจ้าของร้านก็คนไทย
    เครื่องปรุงอะไรก็มาจากไทยหมด ทุกอย่างจานละจานละห้าพันวอน หรือประมาณ
    ร้อยกว่าบาท ราคาใช้ได้แฮะ ราคาเท่ากับกิน McDonald’s ที่นี่เลย

    xxxDSC01216

    ถ่ายรูปกับข้าวผัดกะเพราทะเลใส่ไข่ดาว ที่อดอยากปากแห้งมานาน แถมยังต้องทน
    กับอาหารเน่าๆใต้หอทุกวัน เห็นอาหารในหอแล้วแทบอยากจะอิ่มทิพย์เลย
    (เอ เด็กสมัยนี้จะรู้จักคำว่าอิ่มพิพย์ไหมอ่ะ) ในรูปจะเห็นว่าจีรศักดิ์หน้าเล็กลงไปบ้างแล้ว
    เพราะลดได้สองกิโลกว่าภายในอาทิตย์เดียว ฮ่าๆๆ เป้าหมายลดได้สิบกิโลอยู่อีกไม่ไกล   

    xxxDSC01221

    วันนี้ได้ไปดูการแสดงคนตรีและศิลปะการฟ้อนรำของเกาหลีฟรีอีกแล้ว ต้องแถกแถไปถึง
    ศูนย์วัฒนธรรมปูซาน (ไปเป็นครั้งที่สามแล้ว) แต่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็น
    ดนตรีราชสำนักเกาหลีเต็มๆ  ก่อนไปแอบดูถูกว่ามันคงจะโผ่งผ่างโช๊งเช๊ง
    หรือไม่ก็เป็นโทนหอนๆ อี๋แอ๋ แสบแก้วหู แบบคนตรีราชสำนักญี่ปุ่นสัมยเฮอันที่เรียกว่า Gagaku เพราะเห็นเครื่องดนตรีและการจัดวางคล้ายๆกัน แต่พอได้เห็นได้ฟังจริงๆแล้ว
    จุ๊กกรู๊….. มันเป็นคนตรีที่ขลัง อลังการ แต่ฟังแล้วสงบอย่างประหลาด เนิบๆช้า
    หอนแบบมีสไตล์เป็นทำนองงดงาม เดี๋ยวไปหาซื้อซีดีมาฟังดีกว่า ชอบมั่กๆ 

    xxxDSC01242

    คนตรีมีหลายชุด การฟ้อนรำก็มีทั้งแบบโบราณ (ซึ่งดูแล้วแทบหลับไม่แพ้ของไทย)
    กับแบบประยุกต์ (ซึ่งจีรศักดิ์ชอบมากกว่า) ของบางอย่าง การแสดงบางชุดทั้งของไทย
    และเกาหลี ถ้าไม่ดัดแปลงหรือตัดทอนบ้าง ให้สมกับสังคมไฮเปอร์ รับรองว่ามันจะตาย
    หายและสูญพันธุ์ไปในที่สุด ในรูปเป็นแบบประยุกต์ ที่เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมชาวต่างชาติ
    ได้มากมาย (แน่ล่ะสิ นี่มันรอบนักเรียนต่างชาติ)

     xxxDSC01254

    การแสดงกลองของสาวเกาหลี (และป้าๆแอบสาว) ก็ดูมีสีสัน สนุกสนาน เร้าใจมั่กๆ
    ตั้งใจเอารูปเบลอๆให้ดูหรอกนะ เพราะจะได้เห็นเหมือนกำลังเคลื่อนไหวจริงๆ
    เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วการแสดงทุกชุดก็จบ วันนี้รู้สึกอิ่มทางจิตใจจริงๆแม้ท้องจะหิว
    เพราะกินน้อยกว่าปกติมาหลายวันแล้ว ทุกคนเอาใจช่วยจีรศักดิ์ด้วยยยยย

     

    6/12/2009

    แย่แร๊วว… อ้วนสุดในรอบสามสี่ปี…….


    ฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา จีรศักดิ์เจริญอาหารมากไปหน่อย ห้องยิมก็ไม่ค่อยไป
    ผลก็คือฉุขึ้นมา5 กิโล กรี๊ด…. ฝันร้ายกลางฤดูร้อน มาดูกันว่าหน้าตาจีรศักดิ์
    จะบานไปได้ขนาดไหน จะเท่าจานดาวเทียมสามารถหรือไม่..
    ว่าแต่จะให้ดูรูปหน้าอย่างเดียวก็กะไรอยู่ พาเที่ยวด้วยดีกว่า เผอิญไปเที่ยว
    เมืองแทกูมา (Taegu) ไปกันทั้งชั้นเรียนภาษาเกาหลี ไปเช้าเย็นกลับ
    จริงๆแล้วเป็นทริปที่ห่วยแตกมาก ไปวนรอบๆเมืองแทกู แต่ไม่ได้เข้าตัวเมืองเลย
    แง๊ ไม่ย๊อม เอาตังค์เค้าคืนมา…..

    XXX_DSC01181

    GPS บวกกับ Google Map ในมือถือทำหน้าที่ของมันได้ดีมาก แผนที่ละเอียดทุกซอกซอย
    แต่ในรูปซูมออกมาให้เห็นเมืองปูซาน จุดแดงข้างล่าง กับเมืองแทกู จุดแดงข้างบน
    ส่วนลูกศรสีฟ้าเป็นตำแหน่งรถจ๊ะ ส่วนดาวไม่ต้องสนเพราะเป็นจุดกำกับตำแหน่ง
    สถานที่ลับเฉพาะของจีรศักดิ์ ฮ่าๆ….แผนที่โหลดไวมาก เพราะเกาหลีไปถึง 3.5G แล้ว
    ไม่เชื่อดูด้านบนของรูปสิ อิ อิ

    XXX_IMG_21062 

    มาแล้ว รูปสยองขวัญประจำปี ถ่ายกับอาจารย์ชาวเกาหลีที่ไปด้วย อาจารย์คนนี้ฮาจริงๆ
    ในชั้นเรียนแกสามารถแปลงร่างเป็นอะไรก็ได้ ตั้งแต่ งู หมา แมว กระต่าย
    หรือหัวไชเท้าที่ถูกขุดขึ้นมาจากดิน…

    XXX_IMG_2072

    โฉมหน้าเพื่อนร่วมชั้น มีจีรศักดิ์เป็นคนเดียวที่ไม่ใช่คนจีน คำว่าจีนครองโลกไม่ใช่เรื่อง
    ของอนาคต แต่เป็น ณ บัดนี้ต่างหากล่ะท่านๆ พนันได้เลยว่า อีกสิบปี
    ป้ายจราจรของไทยต้องมีภาษาจีนกำกับด้วย.. ในรูปจีรศักดิ์บวมสุด

    XXX_IMG_2091

    อุตส่าห์มาถึงเมืองใหญ่อันดับสามของเกาหลี แต่ดันพามาสวนป่า จีรศักดิ์แทบลงไปดิ้นตาย
    (มหาลัยเป็นคนกำหนดสถานที่ไป) แต่คิดในอีกแง่ก็โอเคแหละ จีรศักดิ์รักต้นไม้ ดอกไม้
    ชอบเสียงเพลง รักสุนัข (เหมือนเขียนไปลงคอลัมน์หาคู่แฮะ)

    xxx_IMG_2084

    หน้าบานพอๆกับดอกไม้เลย พระเจ้าช่วย..

    XXX_IMG_2148

    ถัดจากสวนป่า ก็ไปสวนป่าอีก แต่คราวนี้เป็นของเอกชน โอย อยากตาย รู้งี๊ไม่มาดีกว่า
    จริงๆทั้งสองที่มันก็มีอะไรให้ดูเยอะอยู่หรอก แต่จีรศักดิ์อยากไปดูความสิวิไลซ์ด้วยอ่ะ
    จริงๆที่เอารูปตัวเองมาประจาน เพราะจะลงไว้เป็นหลักฐานว่า จากนี้จีรศักดิ์จะตั้งใจ
    ลดน้ำหนักอย่างเต็มที่ ให้กลับไปผอมเหมือนเดิม (ตอนนี้ห้าวันผ่านไป ลดได้กิโลนึงแล้ว)
    ไปห้องยิมใต้หอพักทุกวัน มันช่างทรมานจริงๆ ขี้เกียจยังไงก็ต้องไป
    ทุกคนเอาใจช่วยจีรศักดิ์ด้วยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

    6/6/2009

    “ประกวดสุนทรพจน์”.. โอ้พระเจ้า….


    ฤดูร้อนมาแล้วอย่างสมบูรณ์ ไปไหนก็เดินเหงื่อตก ไม่ชอบเลยจริงๆ

    XXX_DSC01113KoreanGirl

    สัญญาณบ่งบอกการมาถึงของหน้าร้อนคือ บรรดาแด๊นเซ่อร์หน้าห้าง Homeplus
    ที่จะออกมาเต้นยั่วน้ำลายเสือป่ากระทิงเปลี่ยวทุกวันอาทิตย์ แต่ยิ่งร้อน เสื้อผ้าก็ยิ่งน้อยชิ้น…
    คนเกาหลีเต้นเก่งจริงๆ ให้ตายสิ

     
    แม้กระนั้น ก็ยังเหลือเวลาอีกเกือบสองเดือน กว่าจะปิดเทอมหน้าร้อน
    เทอมนี้ ในคลาสภาษาเกาหลีที่จีรศักดิ์เรียน อาจารย์ในคลาสพยายามคะยั้นคะยอจีรศักดิ์
    ให้เข้าประกวดสุนทรพจน์ภาษาเกาหลีของมหาลัย จีรศักดิ์พยายามปฏิเสธแต่ไร้ผล
    อาจารย์บอกว่าเรียงความของจีรศักดิ์ตลกดี สำเนียงพูดในคลาสก็ใช้ได้
    (แต่เวลาพูดจริงๆในชีวิตประจำวันกลับพูดไม่เป็นภาษาเลย) จีรศักดิ์เกรงใจอาจารย์
    ก็เลยยอม ทั้งๆที่ตัวเองเกลียดการโชว์ร่างอวบอั๋นบนเวทีอย่างแรง
    แล้วนี่จะเอาอะไรนักหนากับคนที่เพิ่งเรียนภาษาเกาหลีมาได้ปีเศษล่ะนี่

     xxxIMG_2057

    จีรศักดิ์ขึ้นไปพูดเรื่อง “การแสดงอารมณ์(ร้ายและร้อน)ของคนเกาหลี” เนื้อหาประมาณ
    แอบกัดถีบคนเกาหลีนั่นแหละ แต่อาจารย์แอบนั่งฮากันขณะจีรศักดิ์พูดบ่อยๆ
    ในที่สุดจีรศักดิ์ก็คว้ารางวัลที่สองมาได้ (ที่หนึ่งก็คือคนไทยรุ่นน้องจีรศักดิ์นั่นเอง กรี๊ดดด)
    เงินรางวัลพันกว่าบาท กินข้าวสามสี่มื้อก็หมดแล้ว แต่ที่ได้มากกว่าคืออะไรน่ะหรือ
    บรรดาอาจารย์ต่างชื่นชมว่าจีรศักดิ์พูดเก่งและชัดเจนมาก (เก่งเฉพาะในบทที่ท่องไปนั่นแหละ)
    อาจารย์ที่สอนยังต๊กกะใจ เพราะตอนซ้อมพูดให้อาจารย์ดูยังตะกุกตะกัก (ก็แน่ล่ะสิ
    ก่อนวันประกวด ท่องเป็นรอบที่กี่ร้อยแล้วก็ไม่รู้ ประกวดจบ บทที่ท่องยังหลอนในหัว
    ไปอีกหลายวัน คุ้มไหมเนี่ยะ)

    ที่แย่ที่สุดคือ นักเรียนต่างชาติหลายร้อยคนตอนนี้จำหน้าอ้วนๆของจีรศักดิ์ได้หมด
    จริงๆแล้วความสุขของคนเราคือ being anonymous อยู่แบบไม่ต้องมีใครรู้จักมาก
    แต่ตอนนี้ไปกินข้าวที่ไหน พวกนักศึกษาชาวจีนมองหน้าจีรศักดิ์ แล้วหันไปซุบซิบกัน
    จับได้แต่คำว่า “ไท่กั๋วเหริน” (คนไทย..) บลา บลา บลา….
    เอาอีกแล้ว มันนินทากรูกันอีกแล้ว เซ็งเป็ดจริงๆ….. 

    XXX_DSC01111_Starbucks

    พักเรื่องเซ็งๆ มาเรื่องสบายๆดีกว่า ตอนนี้จีรศักดิ์ไปสตาร์บัคส์บ่อยขึ้น
    เพราะค่าโทรมือถือของ Show ที่จีรศักดิ์เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ สามารถเอาแต้มจากการโทร
    มาอัพเกรดขนาดของถ้วยกาแฟได้ ลั้นลา คุ้มจริงๆเลย ซื้อจ่ายแบบแก้วใหญ่
    แต่ได้ไซส์จัมโบ้ จีรศักดิ์ได้แต้มได้เยอะมากเลย ขนาดเพิ่งใช้ได้เดือนเดียวนะนี่
    พอใช้แต้มปั๊บ ก็มี SMS แจ้งทันที ว่าใช้แต้มไปเท่าไหร่ ที่ไหน เหลืออีกเท่าไหร่
    เกาหลีจงเจริญ เย๊…..

    XXX_DSC01165NOKIA6210   

    ช่วงนี้ต้องไปห้องสมุดของมหาลัยปูซานบ่อยขึ้น เพราะต้องไปหาข้อมูลทำรายงาน
    หนังสือภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นที่นั่นมีมากกว่า และใหม่กว่าของมหาลัยจีรศักดิ์
    แต่ปกติถ้าไม่ใช่นักเรียนที่นั่นจะเข้าไม่ได้ สมัยก่อนจีรศักดิ์อ้างว่าเป็นนักเรียนต่างชาติที่นั่น
    แล้วขอเข้าไป แกล้งทำเป็นพูดภาษาเกาหลีไม่ได้ ฮ่าๆๆๆ  แต่มุขนี้ใช้หลายครั้ง
    ท่าจะไม่ได้ผล ยิ่งตอนนี้เค้าเปลี่ยนระบบเป็นส่งบาร์โค้ดเข้ามือถือนักเรียน แล้วเอาหน้าจอ
    ไปจิ้มกับเครื่องอ่านที่ทางเข้าห้องสมุด (เกาหลีนี่มันไปไกลจริงๆ)  จีรศักดิ์คิดแปดตลบ
    เพื่อหาทางเข้าไปอีกให้ได้ ในที่สุด ไม่มีอะไรเกินสมองน้อยๆของจีรศักดิ์
    จีรศักดิ์ขอดูมือถือของเพื่อนจีรศักดิ์ที่เรียนที่นั่น แล้วเอากล้องมือถือถ่ายหน้าจอของมันเก็บไว้
    พอถึงตรงทางเข้าก็เปิดอัลบั้มรูป ปรับขนาดให้พอเหมาะ แล้วเอาไปจิ้ม……. กรี๊ดดดดดดดดด
    ใช้ได้ด้วยเว้ยยยยยยย  จากนั้นจีรศักดิ์ก็สามารถเข้านอกออกใน ได้โดยเสรี
    อะไรจะเสมอเหมือนปัญญาไม่มี ของไฮเทคก็โกงได้ด้วยวิธีพื้นๆ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ

    ปัญหาต่อไปก็คือ ถ้าถูกจับได้ จะต้องทำท่าแอ๊บแบ๊วอย่างไร
    ให้ดูแล้วงามอย่างไทยๆ...

    5/29/2009

    ดูหนังที่เกาหลีครั้งแรก..


    การรอคอยอันยาวนานของจีรศักดิ์สิ้นสุด เมื่อหนังเรื่อง Angels and Demons
    ที่สร้างจากนิยายที่จีรศักดิ์อ่านสามวันสามคืนแทบไม่ได้หลับได้นอน
    มือไม้สั่นรอพลิกอ่านหน้าถัดไปราวกับคนโดนของ แต่ทว่า พอหนังเข้าโรงฉาย
    มันดันมาฉายตอนจีรศักดิ์ต้องอาศัยอยู่ที่เกาหลี…
    พยายามหาเหยื่อไปดูด้วย เพราะที่เกาหลีก็เหมือนเมืองไทย ใครไปดูหนังคนเดียว
    จะถูกมองราวกับผีบ้า ไล่ชื่อในมือถือดู ก็นึกออก.. อิ อิ ชวนรูมเมทเกาหลีคนเก่าดีก่า

    xxxDSC01073

    ไม่นึกไม่ฝันว่า ชีวิตนี้ จะได้ลองใช้โทรศัพท์แบบเห็นหน้า ณ.พศ นี้ เหมือนหลุดไปอยู่
    ในโลกอนาคตชั่วขณะ เมื่อเห็นหน้ารูมเมทคนเก่า ลอยเด่นอยู่หน้าจอ ไอ้บ้า..ตกใจหมด
    ยังดีที่ตกใจไม่เท่ากับตอนที่อยู่ร่วมห้องกับมันคืนแรก เฮียแก้ผ้าออกมาจากห้องน้ำ
    หลังจากอาบน้ำเสร็จ พร้อมกับเช็ดตัวแกว่งไกว(อะไรคงไม่ต้องบอก)สนุกสนาน
    จีรศักดิ์แว๊กใส่มันว่าช่วยมีอารยธรรมหน่อย มีแต่คนเกาหลีเท่านั้นแหละที่แก้ผ้าได้หน้าตาเฉย
    มันก็เลยสลด แล้วก็ไม่ทำอีกเลย…

    xxxxx23052009

    เราไปที่นัมโปดง อาณาจักรหนังในเมืองปูซาน ค่าตั๋วไม่แพงแฮะ ไม่ถึงสองร้อยบาท
    แต่จอเล็กจนน่าตกใจ ขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นข้างหน้ามันคือจอหนัง
    รูมเมทจีรศักดิ์หลับตั้งแต่สิบนาทีแรกของหนัง อยากจะฟาดมันให้ตายคาโรง
    หนังดำเนินเรื่องไปไวมากกกก สนทนากันเร็วบรื๋อ ฟังไม่ค่อยทัน แถมยังบิดเบือน
    จากนิยายของจริงไปพอสมควร ตัวร้ายดูไม่เกรี้ยวกราดอย่างในหนังสือ
    ก็เห็นใจคนทำหนังแหละ ไม่งั๊นเดี๋ยวโดนต่อต้านสารพัดอีก เล่นกับศาสนาและความเชื่อ
    ดีไม่ดี อาจจะกลายเป็นหาเรื่องใส่ตัวได้

    xxxxx_23052009_007

    หนังจบก็กินข้าว ไปเดินเล่นที่เขายงดูซาน (Yongdusan) ใกล้ๆโรงหนังนั่นแหละ
    บนยอดเขาจะมีหอสูง วันนั้นบรรยากาศดีมาก อากาศช่วงฤดูร้อนเดือนนี้กำลังเย็นสบาย
    วิวกลางคืนสวย ไม่เคยรู้มาก่อนว่ากลางคืนที่นี่จะน่าเดินขนาดนี้ มีร้านกาแฟสร้างใหม่สวยๆ
    เยอะแยะไปหมด รูมเมทจูงมือจีรศักดิ์เดินเล่นแถวนั้น (อย่าเข้าใจผิดนะฮ้า..
    ที่เกาหลีผู้ชายเดินจับมือกันเป็นเรื่องปกติ ไม่เชื่อไปดูในหนังสือนำเที่ยวเกาหลีได้)
    และพูดว่า…..

    (แปลไทยนะ เด็กๆ) กรูมาบนยอดเขาที่นี่ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียน มาหลายครั้งด้วย
    มากับสาวๆทั้งนั้น ไม่เข้าใจเลย ทำไมวันนี้กรูต้องมากับผู้ชาย…

    ไอ้…..(เซ็นเซ่อร์) จีรศักดิ์ด่ามันในใจ ใครใช้ให้แกลากชั้นขึ้นมาบนเขา
    แกนั่นแหละพาชั้นขึ้นมา ไอ้กร๊วกกกกก ตอนเดินลงเขาว่าจะแอบถีบมันให้ตกเขาตาย
    แบบประธานาธิบดีโนมูเฮียน… (เรื่องประธานาธิบดีที่น่าสงสารคนนี้ ไว้ว่ากันตอนหน้านะจ๊ะ)

    หยุดเรื่องทะเลาะกันมาเข้าเรื่องสาระดีกว่า จริงๆ เขายงดูซานนี้ มันก็สวยใช้ได้
    สำหรับจีรศักดิ์ ดีไซน์ของมันไม่ได้โชว์ความทันสมัยอวดสายตาโลกเท่าไหร่ ทางรัฐบาล
    ก็มีโครงการจะสร้างใหม่ แบบล้างบางภูเขาทั้งลูก ตามแผนแล้วจะออกมาเป็นแบบนี้จ้า

    xxxxDSC00388

    เป็นไง อลังการล้านแปดเลยใช่ม๊า… ตอนเห็นแปลนครั้งแรกจีรศักดิ์แทบตะลึง
    การออกแบบแหวกแนวราวกับเอเลี่ยนมาบุกโลกแล้วสร้างรังทิ้งไว้ กล้าจริงๆกับไอเดียนี้

    แต่ทว่า.. ในโลกแห่งความเป็นจริง รัฐบาลถูกประชาชนที่อาศัยอยู่รายรอบคัดค้าน
    (จีรศักดิ์ไปแอบอ่านในหนังสือดีโซน์มา) ด้วยเหตุผลว่ามันทำลายเอกลักษณ์และทิวทัศน์
    ที่ควรอนุรักษ์ไว้ (บัดซบจริงๆหอดีไซน์เน่าๆยุคซิ๊กส์ตี้ มันควรค่าอะไรับการอนุรักษ์เนี่ยะ) จริงๆ นักวิจารณ์หลายคนก็ให้ความเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องอนุรักษ์หอนี้
    เพราะว่า เดี๋ยวพอห้างลอตเต้ใหม่ขนาดร้อยๆชั้นสร้างเสร็จในปีนี้ (อยู่แถวนั้นนั่นแหละ)
    ความสูงเทียมฟ้า จะบดบังรัศมีของหอเก่าๆแห่งนี้ให้กลายเป็นแลนมาร์คเน่าๆ
    ได้โดยง่ายดาย แต่ในที่สุด โครงการพัฒนาเขาอาม่านิยมนี้ก็ถูกพับกลับบ้านเก่า
    เฮ้อ เซ็งเป็ดจริงๆๆ

    XX_A7885382-2

    ระหว่างทางไปสถานีรถไฟใต้ดิน เห็นโปสเตอร์หนังใหม่เกาหลี เห็นโปสเตอร์แล้วตกใจมาก
    เฮ้ย ชื่อหนัง มันเป็นชื่อหาดในปูซานที่จีรศักดิ์ไปบ่อยๆนี่นา ใช่แล้ว
    มันคือหาด แฮอุนแด (Haeundae) ที่จีรศักดิ์ชอบไปนั่งชิลล์จิบกาแฟสตาร์บัคส์บ่อยๆ
    เห็นโปสเตอร์ก็รู้ว่า เนื่อเรื่องหนังมันจะเป็นยังไง ใช่แล้ว คลื่นยักษ์ขนาดสูงร้อยเมตร
    จะบุกเกาหลี แจ๊กกก กลัวแล้ว เจ้าข้าเอ๋ย (ฮ่าๆ ทำดัดจะริดไปอย่างนั้นแหละ
    หอจีรศักดิ์อยู่บนเขาสูง ไม่กลัวหรอก ฮ่าๆๆ) หนังมีกำหนดเข้าเดือนหน้า ดีล่ะ
    เดี๋ยวไปดูแล้วจะมาเล่าสู่กันฟังอีกทีนะ  เอ แต่ทำไมช่วงนี้ หนังประมาณคลื่นยักษ์ถล่ม
    อะไรแบบนี้มันเยอะเหลือเกิน ใครตอบจีรศักดิ์ที..