10/31/2009
จำไม่ค่อยได้จริงๆ ว่าไปสวนสนุกใหญ่ๆครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ น่าจะประมาณห้าปีที่แล้ว
ตอนที่ไป Universal Studio ที่เมือง Osaka ตอนนั้นญี่ปุ่นให้ทุนไปเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์
(แต่จริงๆไปเที่ยวซะครึ่ง JF จ๋า ข้าน้อยขอโทษ..) มันสวยจริงๆเลย เหมือนดินแดนในฝัน
ญี่ปุ่นไม่เคยทำให้ผิดหวังในเรื่องเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ถ้าไม่เห็นหัวดำ ก็คงไม่นึกว่า
กำลังเดินอยู่ในญี่ปุ่น
มาเกาหลี ใครๆก็พูดถึง Lotte World ที่โซล ได้ข่าวว่ามันมีทั้งส่วนในอาคาร
และส่วนกลางแจ้งที่ทำเป็นเกาะเล็กๆ (แบบรูปข้างบนนี่แหละ) จริงๆจีรศักดิ์ไม่ได้กระสันต์
อยากจะมาเท่าไหร่หรอก เพราะรู้ว่ามันไม่อลังการดาวล้านดวงเท่า DisneyLand
อีกอย่าง พูดจริงๆว่าไม่ชอบยี่ห้อ Lotte ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดยักษ์ (conglomerates)
ทำทุกอย่างเท่าที่เราจะนึกออก ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้า โรงแรม อพาร์ตเมนต์ ขนมนมเนย
ร้านอาหาร ฟาร์ตฟู๊ด ยา บริการส่งของ บัตรเครดิต และอื่นๆสุดจะสาธยายได้หมด
เอะอะอะไรก็ Lotte ขี้หดตดหาย ญาติตายยายป่วย เป็น Lotte หมด
กลุ่มบริษัทใหญ่ไม่กี่บริษัทอย่างเช่น Lotte นี้สามารถชี้เป็นชี้ตายเศรฐกิจเกาหลีได้
เคยนึกเล่นๆว่า ตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน จีรศักดิ์จับของใช้ที่มาจากบริษัทใหญ่ๆ
อยู่ไม่เกิน 3 บริษัท นั่นคือ Lotte, LG, และ Samsung
ถ้าคนเกาหลีขาดสามบริษัทนี้ สงสัยจะชักดิ้นตายกันทั้งประเทศ เชื่อเหอะ
บ่นเป็นคนแก่อีกแล้ว เข้าเรื่องดีกว่า จริงๆที่มาเพราะได้ตั๋วฟรีหรอก ชาวบ้านให้มา อิอิ
ตั๋วนี้คิดเป็นเงินตั้งพันบาท ดังนั้นจึงต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์ก่อนจะหมดอายุขัย
พอหลุดจากทางเข้า ก็จะเป็นส่วนของพื้นที่ในร่มซึ่งจะมีหลังคาโปร่งแสงขนาดใหญ่คลุมไว้
วันจันทร์คนไม่เยอะเท่าไหร่ (แน่ละ จีรศักดิ์ไม่มาเสาร์อาทิตย์หรอก)
อยากเล่นอะไรก็ไม่ต้องต่อคิวมากมาย แต่จีรศักดิ์มีเวลาแค่ 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น
เพราะสาวชมพู่ตัวแสบจะต้องรีบบึ่งไปสนามบินในตอนเย็นเพื่อกลับประเทศ
จะให้จีรศักดิ์นั่งเครื่องเล่นกรี๊ดอยู่คนเดียวเดี๋ยวชาวบ้านจะนึกว่าเพิ่งหลุดจากศรีธัญญา…
ถ้าเดินหลุดจากบริเวณในร่มออกมา จะถึงเกาะมหัศจรรย์ที่อยู่กลางแจ้ง
จีรศักดิ์วิ่งพล่านเป็นเด็กสิบขวบไม่รู้จะเล่นอะไรก่อน
ก็เลยนั่งรถไฟฟ้าโมโนเรลสำรวจรอบๆเกาะก่อน เนื่องจากเป็นวันจันทร์ รถทั้งขบวน
จึงนั่งกันอยู่แค่สองคนกับสาวชมพู่ แทนที่จะโรแมนติก กลับกลายเป็นอยากจะแอบถีบ
ให้ตกรถไฟตาย สูงขนาดนี้รับรองไม่รอดแน่ๆ ฮ่า…..
บรรยากาศยามฤดูใบไม้เปลี่ยนสีช่างสวยสว่างไสวจริงๆเลย นึกถึงประโยคเริ่มต้น
ของเพลงๆนึง ที่ Miho Nakayama เจ๊ร้องไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน (ป่านนี้เป็นป้าไปแล้วมั๊ง)
Mabushii Kisetsu ga.. Kin iro ni machi o soete …
まぶしい季節が 金色に町を染めて..
ฤดูกาลอันสว่างไสว ย้อมสีทองไว้ ให้เมืองดูเรืองรอง…
เป็นเพลงญี่ปุ่นที่เพราะที่สุดในสมัยนั้น ในความคิดของจีรศักดิ์
นี่เลย เครื่องเล่นที่จีรศักดิ์กระสันอยากจะเล่นมากที่สุดใน Lotte World เห็นอย่างนี้เถอะ
มันพุ่งด้วยความเร็วสูงมาก จนมองตามแทบไม่ทัน ดูหน้าตาคนนั่งดีดีก็น่าจะรู้นะ…
ไอ้เครื่องเล่นนี้มีคนต่อคิวยาวมากที่สุด แต่สาวชมพู่ไม่ยอมเล่นด้วย เลยอดนั่ง
จริงๆเครื่องเล่นที่ประทับใจที่สุด เห็นจะเป็นโรงหนังผีสิง ที่เป็นภาพยนตร์ 3 มิติ
ต้องใส่แว่นดูด้วย กรี๊ดด สมหวังสักทีหลังจากถูกหลอกจากหนังที่ตึกนรก 63
ที่ไปมาเมื่อวันแรก โรงหนังผีสิงนี้ จะทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นแมวจรจัดตัวหนึ่ง
หลุดเข้าไปในคฤหาสน์ชวนสยอง ชอบมากเลยอ่ะ เหมือนผีมาโผล่ใส่หน้าจริงๆเลย กรี๊ดดด
ถ่ายกับปราสาท Lotte World ก่อนจะลาจาก กลับเข้าไปในร่มเพื่อเก็บเห็ดให้ครบ
เอ้ย ไม่ใช่ เพื่อเล่นเครื่องเล่นให้มากที่สุดเท่าที่ตั๋วฟรีจะอำนวย
พอนั่งบอลลูนลอยฟ้าสำรวจพื้นที่ในร่ม จึงได้รู้ว่า ยังมีเครื่องเล่นมากมายซ่อนตัวเร้นกายา
อยู่ตามซอกหลืบ เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว ต้องรีบๆๆๆๆๆๆๆ
อันนี้เลย ผจญภัยแดนฟาโรห์ นี่ถ้าเดินอยู่ข้างล่างก็มองไม่เห็นนะเนี่ยะ ว่ามันมีอยู่จริง
จับต้องได้ อับดุล อับดุล.. รีบไปต่อคิวดีกว่า
จากที่ตรวจตั๋ว ถึงตัวเครื่องเล่นใช้เวลาเดินอยู่มากโข ตลอดทางเดินนี่อลังการมาก
ราวกับเดินอยู่ในแดนฟาโรห์จริงๆเลย ชอบรูปข้างบนนี้อ่ะ ถ่ายแล้วผอม อิ อิ
เครื่องเล่นเหมือนเป็นรถจี๊บคันใหญ่ๆ นั่งได้แปดคน บุกเข้าไปในพีระมิด โอว พระเจ้า
ด่านมันเยอะจริงๆ มีทั้งตกเหว ผ่านจระเข้ยักษ์ คำสาปฟาโรห์ และอื่นๆอีกมากมาย
อันนี้แหละ สุดยอดที่สุดแล้วของ Lotte World ต้องต่อคิวนานถึง 20 นาทีถึงจะได้เล่น
สนุกจริงๆเลยวันนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ได้ไปสวนสนุกมากนานมากแล้ว
นึกไม่ค่อยออกเลยว่า บรรยากาศสวนสนุกมันเป็นยังไง คนแก่แล้ว ก็อย่างนี้แหละเนอะ…
โปรดติดตามตอนจบ ของทัวร์เมืองหลวงภาคจบ เร็วๆนี้จ้า…
10/28/2009
ต่อจากตอนก่อน หลังจากกินข้าวกลางวันอิ่มหนำ
เราก็ไปเดินย่อยแถวย่านบุ๊คชน (Bukchon) ข้างวังเคียงบ๊กกุง
ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของโซลไปแล้ว
ใหม่ขนาดคนโซลหลายคนก็ยังไม่รู้จักเลย ในไกด์บุ๊คก็ยังไม่มี
ย่านนี้ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของแกลอรี่ใหม่ๆ พิพิธภัณฑ์เล็กๆ ร้านอาหาร
และร้านกาแฟสวยๆ ร้านขายของจุ๊กจิ๊กกิ๊บเก๋มากมาย
บรรยากาศโรแมนติกราวกับอยู่ยุโรป จีรศักดิ์แนะนำสุดหัวใจเลย
ร้านอาหารหลายร้านขายอาหารตะวันตก
ตอนนี้จีรศักดิ์เอียนอาหารเกาหลีเต็มทน แค่เห็นก็จะอ้วกแล้ว
จึงตัดสินใจว่า เราจะกินอาหารค่ำใต้แสงเทียนกันที่นี่
การจะเดินสำรวจย่านนี้แบบถึงลึกถึงแก่น ต้องอาศัยเวลามาก
จึงลัดเลาะเอา ไม่ได้เดินหมด เพราะจะถนอมแรงไว้ไปปล่อยแก่
ที่สวนสนุก Lotte World ในวันถัดไป ฮ่าๆๆ
เราเดินอ้อมวังเคียงบ๊กกุงไปทางด้านหลัง (ในรูปคือด้านหลังวังนั่นแหละ)
แล้วมาโผล่ทางหน้าวัง (วังเคียงบ๊กกุงเข้ามา 2-3หนแล้ว ไม่เข้าอีกแล้ว)
เพื่อไปดูแหล่งนัดพบแห่งใหม่ของชาวโซล นั่นคือจัตุรัสที่เพิ่งสร้างใหม่
ด้านหน้าวังเคียงบ๊กกุง เพิ่งเสร็จเอาเมื่อเดือนก่อนเอง อินเทรนด์จริงๆเรา
เดิมทีจัตุรัสนี้เป็นที่ตั้งของถนนขนาด 20 เลน (ใหญ่โครต)
แต่เค้าตัดเอาพื้นที่กลางถนนออกถึง 8 เลน
เพื่อสร้างเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองหลวง
รัฐบาลเกาหลีปัจุบันเริ่มตระหนักว่า เมืองที่น่าอยู่อาศัย
คือเมืองที่น่าอยู่สำหรับ”คน” ไม่ใช่เมืองสำหรับ”รถยนต์”
นับถือความคิดเค้าจริงๆ
นี่แหละ พื้นที่เดินเล่นใหม่ล่าสุดของชาว urban Seoul
เดิมเป็นถนนมีเกาะกลางเล็กๆที่ปลูกต้นไม้ไว้ รัฐบาลจัดการซะเรียบ
จริงๆอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เชื่อไหมว่า คนเกาหลีทั่วไป
นึกไม่ค่อยออกว่า คำว่า “ลานกว้าง” หน้าตามันเป็นอย่างไร
เพราะจนกระทั่งหลายปีก่อนเมืองหลวงแห่งนี้ไม่มีลานกว้างในเมืองเลย
ตอนนี้รัฐบาลพยายามจะสร้างลานให้มากขึ้น โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่ง
ของอภิมหาโปรเจคต์ของรัฐบาลเกาหลีที่จะพัฒนาเมืองโซล
ให้กลายเป็นเมืองแห่งดีไซน์ระดับโลก โอว…
สงสาร และสมเพช เมืองฟ้าอมร อย่างกรุงเทพจังว่ะ…..
มองไปทางหน้าวังเคียงบ๊กกุงจะเห็นเหมือนเป็นฉากกั้นอะไรบางอย่างอยู่
จริงๆแล้วเค้ากำลังทำการสร้างประตูวังใหม่
เอ๊ะ แล้วของเดิมมันไม่ดียังไงล่ะ
จีรศักดิ์อยากรู้มากขนาดต้องไปค้นข้อมูลในเนท ไม่งั๊นนอนไม่หลับ
เรื่องมันยาวมากเลย ท้าวความไปถึงช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลีเป็นอาณานิคม
ญี่ปุ่นพยายามย่ำยีเกียรติภูมิของชาวเกาหลีในทุกเรื่อง วังเคียงบ๊กกุง
และถนนขนาดใหญ่มโหฬารหน้าวังถูกลดคุณค่า
ด้วยการสร้างอาคารบริหารอาณานิคมเกาหลีของรัฐบาลญี่ปุ่นตรงหน้าวังเลย
และรื้อประตูวังทิ้งด้วย ส่วนตัววังกลับไม่เผาทิ้งเหมือนคราวก่อนๆแฮะ
ลองดูรูปข้างล่างสิ
รูปนี้ถ่ายสมัยเมื่อเกาหลีตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นสมัยก่อนสงครามโลก
จากรูปจะเห็นตัวอาคารเป็นทรงยุโรปใหญ่โต ตั้งทะมึนปิดกั้นวังเคียงบ๊กกุง
จนมองจากถนนใหญ่ไม่เห็นอะไรเลย ส่วนประตูวังก็ถูกรื้อทำลายทิ้ง
เลยกลายเป็นว่า วังเบ้อเริ่มทั้งวังถูกปิดกั้นจนมองไม่เห็นเป็นวังอีกต่อไป
แถมยังปลูกต้นไม้ไว้กลางถนน เพื่อลดความยิ่งใหญ่ของถนนหน้าวัง
ยังไม่สาแก่ใจ ยังสร้างสวนสัตว์ไว้ใกล้เรือนประทับอีกด้วย

ในรูปข้างบนเป็นช่วงช่วงหลังสงคราม ราวๆ30ปีก่อน
เกาหลีเป็นอิสระจากญี่ปุ่นเพราะญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกยับเยิน
แต่ช่วงนั้นเกาหลีก็ยังไม่ได้รื้ออาคารทิ้ง (แหม ว่าไปมันสวยดีออกนะ)
แต่กลับสร้างประตูวังขึ้นมาใหม่ทนแทนของเดิมที่ถูกญี่ปุ่นทำลายไปในช่วงอาณานิคม
ประตูวังใหม่ตั้งขนานอยู่หน้าอาคารสุดที่รัก อย่างที่เห็นในรูป
แต่เมื่อราวๆ 10 ปีที่แล้ว รัฐบาลเกาหลีตัดสินใจทุบอาคารของญี่ปุ่นทิ้ง
เพราะมันเป็นเหมือนหนามคอยแทงจิตใจคนเกาหลีให้นึกถึงการถูกญี่ปุ่นย่ำยี
เปิดทางให้เห็นประตูวัง และตัววังอย่างชัดเจนเมื่อมองจากถนนใหญ่
อ้าว แล้วปัจจุบันนี้หาเรื่องทุบประตูวังที่สร้างเมื่อ30ปีก่อนทิ้งแล้วสร้างใหม่ทำไมล่ะ
มันเป็นเพราะว่า ประตูที่สร้างใหม่เมื่อตอนโน๊น
มันไม่ตรงกับตำแหน่งของประตูเดิมที่ญี่ปุ่นทำลายไป
เนื่องจากมันถูกสร้างให้ขนานกับอาคารเสี้ยนหนาม
แทนที่จะอยู่ตรงกับตำแหน่งเดิมตอนก่อนจะถูกญี่ปุ่นทำลาย
ในเมื่ออาคารของญี่ปุ่นดังกล่าวถูกทุบออกไป รัฐบาลปัจจุบัน
จึงมีความคิดย้ายประตูให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์
นอกจากนั้นก็จะสร้างให้มันเหมือนของเดิมจริงๆที่สร้างด้วยไม้ด้วย
ปัจจุบันนี้ ประตูดังกล่าวก็ยังสร้างใหม่ไม่เสร็จสักที และเอาฉากมาบังไว้กันอุจาด
อย่างที่เห็นในรูปข้างบนโน๊นนั่นแหละ อ่านแล้วงงไหมเอ่ย
ตอนแรกว่าจะไม่เขียนแล้วนะ เพราะมันซับซ้อน
แต่เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์
เขียนแล้วเหนื่อยจริงๆ
มองไปด้านตรงข้ามวัง จะเห็นทิวทัศน์ของเมืองใหญ่ที่เป็นที่เชิดหน้าชูตา
เดินไปอีกหน่อยจะมีอนุสาวรีย์กษัตริย์ และลานน้ำพุด้วย
จริงๆแล้วตรงกลางถนนนี้เลยที่ญี่ปุ่นเคยปลูกต้นแปะก๊วยไว้จุ้มปุ๊กเรียงเป็นแถว
เพื่อปิดบังความใหญ่โตของถนน (แม๊ มันเลวจริงๆ)
ตอนนี้เกาหลีเอาออกหมดแล้ว จากนี้ไป จะไม่เหลือหลักฐานอะไรให้เห็น
แถวนี้อีกแล้วว่าญี่ปุ่นเคยมาทำอะไรไว้บ้าง ฮ่าๆๆ แต่แผลในใจลบยากเนอะ
ด้านใต้ลานยังเจาะเป็นพื้นที่ใต้ดินอย่างใหญ่โตมโหฬาร
พระเจ้า จีรศักดิ์นึกว่าของดีจะมีอยู่แต่ข้างบน
ข้างล่างมีอะไรให้ดูอีกเยอะ มีลานนิทรรศการด้วย
ใครเรียนเรื่องศิลปะการจัดแสดงน่าจะมาดูงานที่เกาหลีนะ

ตกกลางคืน เรามาดินเนอร์ใต้แสงเทียนที่ย่าน Bukchon
ตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่กลางวัน ชมพู่สั่ง Granchio
เป็นคาโบนาล่าปู จีรศักดิ์สั่งคาโบนาล่าธรรมดา
ตามประสานักเรียนจนๆ เพราะราคาต่างกันเป็นเท่าๆ
แต่พอลองชิมของเจ๊ดู กรี๊ดดดดด อร่อยเหาะ
จานนี้ราคาห้าร้อยกว่าบาท ชมพู่ แกกล้ามาก
พรุ่งนี้แล้ว จะได้ไปเที่ยว Lotte World
จีรศักดิ์จะไปปล่อยแก่แบบไหน ติดตามได้ในตอนถัดไป..
10/27/2009
ถ้ายังจำกันได้ เมื่อฤดูหนาวต้นปี จีรศักดิ์พาท่านๆฝ่าหิมะไปเที่ยวกรุงโซล
แต่อากาศ –8 องศา ประกอบกับการเดินแบกเป้นานเกินไป
ทำให้จีรศักดิ์ส้นเท้าแตก ขนาดเอาเหรียญหยอดลงไปได้
และแล้ว จีรศักดิ์ก็ได้มีโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง เมื่อสาวชมพู่เพื่อนร่วมรุ่น
จะมากรุงโซลเพื่อระลึกความหลังกับกิ๊กเก่าของเจ้าหล่อน จีรศักดิ์จึงยอม
ลงทุนซื้อตั๋วรถไฟจากปูซานไปโซลเพื่อไปพบหน้าชมพู่ที่คิดถึงมากๆๆ
(เปล่าหรอก เหตุผลจริงๆคือฝากซื้อของจากเมืองไทยไว้ต่างหาก ฮ่าๆๆ)
นั่งรถเมล์ออกจากมหาลัยแต่เช้าตรู่ จับเพื่อนคนไทยนั่งรถไปด้วยกันคนนึง
โอ้ว มหาลัยเรายามเช้าต้นฤดูไบใม้ร่วงช่างสวยจริงๆ
สมชื่อดินแดนแห่งความสงบยามเช้า (แต่จะวุ่นวายทันทีที่บรรดาคนเกาหลีตื่น)
จองรถไฟด่วนความเร็วสูง KTX ไว้ ไม่ใช่รวยหรอกนะ
แต่ขบวนอื่นที่ถูกกว่าเต็มหมด จีรศักดิ์ค่อยๆกระดื๊บๆๆออกจากมหาลัย
โดยไม่รู้เลยจะมีหายนะรออยู่ข้างหน้า นั่นคือ จีรศักดิ์กำลังจะไปไม่ทันรถไฟ
ลืมดูเวลาเลยขณะที่ออกจากมหาลัย พอไปถึงสถานี เจ้าหน้าที่บอกว่า
รถออกไปแล้วจ๊ะน้อง กรี๊ดดดดด จีรศักดิ์ตกรถไฟขบวนหรู แต่… ช้าก่อน
ที่นี่ไม่ใช่เมืองไทย เจ้าหน้าที่ให้แสงสว่างแก่จีรศักดิ์ว่า เปลี่ยนตั๋วเป็นเที่ยว
ถัดไปได้ โดยเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มนิดหน่อย (200กว่าบาทมันไม่ค่อยนิดนะ)
เกาหลีเอ๋ย ชั้นรักแกจริงๆๆๆๆ ถ้าเป็นเมืองไทย ตกแล้วตกเลยแน่นอน
แต่ ช้าก่อน.. ยังมีหายนะซ่อนอยู่ในความโชคดี ขบวนถัดไป
ที่นั่งธรรมดาเต็ม เหลือแต่ชั้น First Class กับที่นั่งแบบดูหนัง เฮ้ย !!
ที่นั่งแบบดูหนังเหรอ ฟังแล้วดูดีว่ะ สงสัยจะมีจอส่วนตัวแฮะ แถมยังถูกกว่า
First Class ด้วย ก็เลยเอาที่นั่งแบบดูหนังได้นี่แหละ
(หายนะรออยู่ข้างหน้าอีกด่าน โปรดติดตามต่อไป)
ปู๊นๆ รถไฟมาแล้ว จริงๆ KTX ของเกาหลี มันก็คือ TGV ของฝรั่งเศส
นั่นแหละ เรื่องมีอยู่ว่า ตอนที่เกาหลีมีโครงการรถไฟความเร็วสูง ญี่ปุ่นกับ
ฝรั่งเศสแข่งกันประมูล แต่ฝรั่งเศสชนะเพราะนายฟรังซัวส์ มิตเตอรอง
นายกฝรั่งเศสตอนนั้นสัญญากับเกาหลีว่าจะคืนศิลปะวัตถุชิ้นสำคัญของเกาหลี
ที่ฝรั่งเศสครอบครองอยู่ แต่พอฝรั่งเศสเอารถไฟมาวิ่งเรียบร้อย
เกาหลีไม่ได้อะไรคืนเลย เพราะนายกคนดังกล่าวซี้ม่องเท่งไปซะก่อน เฮ้อ
ประเทศเกาหลีนี่มันเคยพบพานกับความสุขและความยุติธรรมบ้างไหมหนอ…
เข้าเรื่องดีกว่า กรี๊ดดด ที่นั่งแบบดูหนังมันก็คือ ดูด้วยจอแบบย่อมๆ
ที่อยู่ตรงกลางตู้รถนั่นเอง แต่มันจะดูได้ทั้งสองฝั่ง เพราะใช้โปรเจตเตอร์
สองตัว แอบผิดหวังนิดๆ แต่จอก็คมชัดดีนะ เหมือนโรงหนังเคลื่อนที่ยังไง
อย่างงั๊น ก็แปลกดี เหมือนไปดูหนังมากกว่าไปขึ้นรถไฟ ฮ่าๆๆๆ
หนังที่ฉายเป็นหนังฮอลีวูดชนโรงเลย ไปเอามาจากไหนหว่า
แต่ไม่สนุกอย่างรุนแรง ไม่ย๊อมๆๆๆ เอาเงินเค้าคืนมาๆๆๆ
พอถึงโซล จีรศักดิ์มีธุระสำคัญ ต้องรีบจับแท็กซี่ไป Yongsan
(ประมาณพันธุ์ทิพย์บ้านเรานั่นแหละ) เพื่อไปเปลี่ยนแท่นชาร์จแบต
สำหรับคอมพิวเตอร์พกพาสุดเลิฟที่เพิ่งซื้อมาแต่มันใช้ไม่ได้ พอไปถึง
ศุนย์บริการ จีรศักดิ์รัวภาษาเกาหลีใส่แบบไม่เปิดโอกาสให้พนักงานพูดเลย
(ฮ่าๆ อุตส่าห์ท่องมาราวกับบทละคร) จนพนักงานต้องยอมเปลี่ยนให้ทันที
โดยไม่เช็คเลย ต้องแบบนี้สิ ไม่เสียน้ำลายจริงๆ
จากนั้น ระหว่างรอเจอกับสาวชมพู่ ช่วงบ่ายๆพอมีเวลาก็เลยไปเดินเล่น
ที่ตึก 63 ที่เค้าว่ากันว่ามีอะไรเยอะแยะมากมายในตึก แต่ขอโทษ
จีรศักดิ์ขอแนะนำท่านๆว่าอย่าไปเลย ทุกอย่างในนั้นเสียตังค์แพง
และก็ดูไม่ได้เลอเลิศอะไร ตั้งแต่ สวนสัตว์น้ำ หอชมวิวกรุงโซล
หอภาพศิลป์ที่อวดอ้างว่าเป็นหอศิลป์ที่สูงที่สุดในโลก (เคยบอกแล้วใช่ไหม
ว่าเกาหลีมันชอบหาจุดขายแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ) แกลอรี่หุ่นขี้ผึ้ง
น้องคนไทยที่ติดมาด้วยกันอยากดูหนังสามมิติ ก็เลยตกลงดูกัน แต่..
กรี๊ดด จีรศักดิ์โดนหลอกๆๆ แว่นสามมิติก็ไม่มี เป็นจอใหญ่ๆโค้งๆ
แล้วใช้เทคนิคการแพนกล้องให้ดูเหมือนเป็นสามมิติ รับไม่ค่อยได้จริงๆ
แต่เรื่องที่ฉายก็น่าเบื่อ คนดูทุกคนทำหน้าเซ็งๆตอนออกจากโรง
เอาเงินเค้าคืนมา แง๊ๆๆๆ (รอบสองของวันนี้แล้วนะ)
จริงๆระหว่างรอหนังฉาย เราไปเดินแรดที่ริมแม่น้ำฮั่นที่พาดผ่านกลางกรุงโซล
เพราะตึกมันอยู่ใกล้แม่น้ำ อากาศกำลังดีเลยไม่ร้อนไม่หนาว อยากเล่นถีบเรือ
แต่ไม่มีเวลา วันหลังต้องมาให้ได้..
ตอนเย็น ชมพู่ทำอาหารไทยเลี้ยงกิ๊กเก่าชาวเกาหลี ที่ตอนนี้แต่งงานแล้ว
ในรูปก็คือตัวเค้ากับภรรยานั่นแหละ ชมพู่ทำอาหารอร่อยเด็ด
ฝีมือการทำอาหารขัดแย้งกับหน้าตาอย่างรุนแรง…
เจ้าของบ้านสามีภรรยาชวนจีรศักดิ์ค้าง ก็เลยตัดสินใจพักสักคืน
ประหยัดค่าที่พักไปได้คืนนึง เย๊ ชีวิตจีรศักดิ์ในกรุงโซลจะเป็นอย่างไรต่อไป
โปรดติดตามตอนหน้า อัพเดทพรุ่งนี้นะจ๊ะ… รับรอง ไม่ผิดหวังอย่างวันแรก..
10/22/2009
ท่องเวปชอปปิ้งเกาหลีไปเพลินๆ พรหมลิขิตก็บันดาลให้จีรศักดิ์ได้คลิกไปเจอกับ
คอมพิวเตอร์พกพาของแท้ขนาดมือเดียวถือได้ พกพาสะดวก
แล้วยังใช้ระบบปฎิบัติการ WindowsXP ด้วย กรี๊ดด เป็นไปได้ไงงงง
ขยี้ตาแล้ว ขยี้ตาอีก อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า
เกาหลีมันจับ WindowsXP ยัดลงไปในเครื่องเท่านี้ได้อย่างไร
และถ้าเจ้าเครื่องนี้ทำทุกอย่างได้เหมือนคอมเครื่องใหญ่ อย่างนี้ก็ไม่ต้อง
เรียนรู้อะไรใหม่เลย ไม่ต้องปวดหัวกับการไปหาโปรแกรมมาลงด้วย
คิดสะระตะกับค่าตัวสองหมื่นบาท แบตใช้ได้นาน 6 ชั่วโมง
ไม่มีฮาร์ดดิสก์เพราะใช้หน่วยความจำSSD (32GB) พัดลมระบายความร้อนไม่มี
จึงไม่มีส่วนใดเคลื่อนไหว และทำงานเงียบราวมดตด (อ่านว่า มด ตด)
จอเป็นแบบ touch screen ด้วย แจ่มแจ๋วมากพี่น้อง
เผลอแป๊บเดียว เจ้าเครื่องที่ว่ามันก็มาวางอยู่บนโต๊ะจีรศักดิ์ราวกับเสก
กล่องสวยมาก สาวเกาหลียิ่งทำให้กล่องดูสวยขึ้นไปอีก กรี๊ดดด
แอ่น แอ๊น เครื่องมาก็นั่งบ้าเล่นทั้งวัน ไม่เป็นอันเรียนอีกเช่นเคย
ลงภาษาได้ทุกภาษา ท่องเวปและประมวลผลเร็วจรวดเท่าๆกับ Netbook
เพราะใช้ Intel Atom เหมือนกัน พระเจ้าช่วย.. มันเป็นไปแล้ว
และมันก็มาอยู่ในมือข้าแล้ว ข้อดีอื่นๆของมันก็เช่น มีปุ่มบังคับด้านข้าง
ช่วยเลื่อนหน้าจอ มีระบบเปิดเครื่องรวดเร็ว 3 วินาที มีช่องต่อ USB
รับสัญญาณ Wireless Lan และ Bluetooth ได้
มีคีย์บอร์ดเสมือน กดแล้วสั่นด้วย
วันตายของผองเหล่า PocketPC มาถึงแล้ว ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เพราะมันลงโปรแกรมทุกอันได้เหมือนเครื่องใหญ่ จึงลง GOM ได้
สัมผัสแห่งประสบการณ์ดูวีดีโอแบบพกพาไปดูได้ทุกที่จึงบังเกิด
จอก็สวยสดมาก ทำไม๊ ทำไม เกาหลีทำได้ ยี่ห้อนี้เป็นของเกาหลีเองเลย
Made in Korea ของแท้ ยี่ห้อของมันคือ ViliV จ้า (อ่านว่า วิลลิป น่ะ)
คอมพกพา NOKIA N810 ระบบปฎิบัติการ Linux
ที่จีรศักดิ์ซื้อมาเมื่อปีที่แล้ว (ยังจำกันได้ไหมเอ่ย) จึงมีอันต้องตกกระป๋อง
ไปโดยปริยาย เสียใจด้วยนะน้อง NOKIA ชั้นไม่หันกลับไปหาแกอีกแล้ว
ชั้นพบคู่ครองใหม่ เป็นชาวเกาหลี สวย สด ใหม่ ไว ฉลาด
versatile ทำได้ทุกอย่าง เกาหลีจงเจริญ บันไซ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
10/16/2009
ลองนับๆดู จีรศักดิ์อยู่เกาหลีและเรียนภาษาเกาหลีมาได้ปีครึ่งแล้ว
แต่ยังพูดไม่เป็นภาษาเหมือนเดิม กลุ้มใจมั่กๆ สำเนียงการพูดก็ห่วยแตก
แต่เรื่องการอ่านจะดีกว่าการพูดและการฟัง และเรื่องการอ่านนี่แหละ
ที่จีรศักดิ์ได้เจอกับแบบทดสอบมหาโหด จากอาจารย์ที่สอนด้านการเมืองระหว่างประเทศ
ที่ปกติจะสอนจีรศักดิ์ด้วยภาษาอังกฤษ และหนังสือที่ให้อ่านก็เป็นภาษาอังกฤษตลอด
“จีรศักดิ์ นี่เธอก็อยู่เกาหลีมาได้ระยะนึงแล้วนะ เอาหนังสือเกาหลีไปอ่านซักเล่มเป็นไงจ๊ะ”
จีรศักดิ์ช๊อคซีเนม่าคาห้องเรียน นึกแล้วว่าสักวันต้องจะอะไรอีหรอบนี้ และแล้วมันก็มาถึง..
จีรศักดิ์ก็โดนอาจารย์ทดสอบด้วยการให้อ่านบทที่2ของหนังสือ
”เข้าใจระบบโลกาภิวัฒน์ในศตวรรษที่21” มันไม่ใช่หนังสือแปลด้วย ลักไก่ไปหาอ่าน
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษไม่ได้ด้วย กรี๊ดดด เท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องย่อเนื้อหาส่ง
และออกมาพูดหน้าชั้น แถมจะอ่านบทที่2ให้รู้เรื่อง ก็ต้องอ่านบทแรกก่อนอีก
ทั้งหมดนี้ ทำด้วยภาษาเกาหลีล้วนๆ กรี๊ดดด…..
อ่านจบไปแล้ว พรีเซ็นต์ไปแล้วด้วย รากเลือดจริงๆขอบอก
แต่ก็เข้าใจเนื้อหากว่า 95%โดยไม่ถึงตาย เพราะจีรศักดิ์มีวิทยายุทธ์ส่วนตัว
นั่นคือ การที่รู้ภาษาญี่ปุ่นมาก่อน ภาษาญี่ปุ่นและเกาหลีคล้ายกันมากๆ
จนบางทีอ่านๆไปเผลอนึกว่ากำลังอ่านภาษาญี่ปุ่น กร๊าก
ไวยากรณ์ การเรียงประโยค ก็คล้ายกัน
ศัพท์เชิงวิชาการหรือภาษาเขียนเกือบทั้งหมดก็มาจากรากภาษาจีนเหมือนกัน
จากรูปข้างบน จะสังเกตได้ว่าจีรศักดิ์จะเขียนกำกับคำแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น(ตัวคันจิ)
ไว้เพียบเพราะมันเป็นศัพท์ตัวเดียวกันเป๊ะๆ เพียงแต่เกาหลีอ่านอีกอย่าง
ญี่ปุ่นอ่านอีกอย่าง แต่เสียงอ่านก็คล้ายกันมากจริงๆ
พวกนักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ของญี่ปุ่น
(และน่าจะเป็นพวกคลั่งชาติตัวเองด้วย) ชอบหาหลักฐานมายืนยันว่า
ภาษาเกาหลีกับภาษาญี่ปุ่นเป็นคนละตระกูลกัน เชอะ ใช้ตูดคิดยังรู้เลยว่า
สองภาษามันอย่างกับพี่น้องกันเลยแหละ ใครกล้ายืนยันว่าภาษาไทยกับภาษาลาว
เป็นภาษาคนละตระกูลบ้างหละ
พูดถึงเรื่องภาษาเกาหลี เลยพาลทำให้นึกถึงข่าวที่เคยอ่านจาก
The New York Times เมื่อเดือนก่อน แต่ก่อนจะเล่าลองดูภาพข้างบนสิ
ในภาพดูเมือนจะเป็นภาษาเกาหลี
แต่มันไม่ใช่ “ภาษา” เกาหลี มันเป็นแค่ “อักษร” เกาหลี
แต่เอามาใช้เขียนภาษาของเผ่าๆหนึ่งในอินโดนีเซียเท่านั้น
งงใช่ไหมล่า เรื่องมันมีอยู่ว่า มีซือเจ๊ชาวเกาหลีนางหนึ่ง
เจ๊ตั้งโครงการเผยแพร่ตัวอักษรเกาหลี
เพื่อนำไปใช้แทนเสียงของภาษาที่ยังไม่มีตัวเขียนเป็นของตัวเอง (เจ๊แกว่างมาก)
ไม่น่าเชื่อเลยว่าปัจจุบันยังมีหลายภาษาที่ยังไม่มีอักษรแทนเสียงของตัวเองอยู่อีก
ซึ่งมันก็หนีไม่พ้นเผ่าเล็กๆทั้งหลาย โดยเฉพาะในดินแดนร้อยเกาะอย่างอินโดนีเซีย
เผ่าที่ว่าชื่อเผ่า “Cia Cia” (อ่านว่า”เชี่ยๆ”หรือเปล่า กร๊ากก)
ตอนนี้เด็กๆชาวเผ่ากำลังเรียนคัดตัวอักษรเกาหลีอย่างขะมักเขม้น
ซึ่งผลพลอยได้ก็คือ อนาคตเด็กเหล่านี้ก็จะสามารถ
รับอารยธรรมและเรียนภาษาเกาหลีได้อย่างง่ายดาย
แจ๊แกฉลาดจริงๆ คิดได้ยังไง…
รัฐบาลอินโดนีเซียเหมือนโดนไฟลวกก้น แต่ก็ไม่ได้จัดการอะไรกับเจ๊
ปล่อยใจ้เจ๊แกเริงร่า เผยแพร่อักษรเกาหลีอย่างบ้าคลั่ง
(ทำไมเจ๊บ้ารู้ไม๊ เพราะว่าเจ๊แกเป็นคริสเตียนไง..)
ถ้าท่านๆเข้าใจคริสเตียนพอ ก็จะเข้าใจว่าแรงบันดาลใจของเจ๊ โดยไม่ต้องสาธยายกัน
ให้วุ่นวาย กลับมาเข้าเรื่องรัฐบาลต่อ รัฐบาลอินโดก็ออกมาโอดครวญว่า กรี๊ดดด
สติดีกันไม๊คร้าาา อักษรภาษาอังกฤษ (ตัวโรมัน) ก็ใช้แทนเสียงได้
แถมมีประโยชน์กว่าอีก ทำไม๊พวกแกไม่รู้จักเอาอักษรโรมันมาใช้
เล่นกันแบบนี้ ประเทศก็ยิ่งแตกแยกสิคร้าาาาา
ยังไม่พอ ถ้าเผ่าอื่นอิจฉาว่าเผ่านี้ได้รับ special treatment
ก็จะยิ่งไม่เป็นผลดีต่อความมั่งคงของประเทศด้วย
จีรศักดิ์เห็นด้วยว่า การส่งออกวัฒนธรรมในรูปแบบนี้ มันอันตรายจริงๆ
เจ๊แกวิทยายุทธมาเหนือเมฆมากๆ รัฐบาลเกาหลีก็เอาเรื่องนี้มาโปรโมทใหญ่เลย
ว่าปัจจุบันวัฒนธรรมเกาหลีมันแพร่แผ่ไพศาลและเป็นที่ยอมรับจริงๆ
(เรื่องชูคอโอ้อวดแม้เรื่องเล็กๆน้อยๆนี่คนเกาหลีและรัฐบาลเค้าถนัดนักแล)
แต่ว่าไปแล้ว อักษรเกาหลีมันเรียนง่ายเรียนไวจริงๆแหละ
ชั่วโมงเดียวก็เขียนอ่านได้แล้ว
แต่จะพูดให้เหมือนคนเกาหลี มันยากจริงๆ เวลาจีรศักดิ์ไปซื้อของ
มีน้อยร้านมากจริงๆ ที่ไม่รู้ว่าจีรศักดิ์ไม่ใช่คนเกาหลี
เรื่องสำเนียงห่วยแตกนี่ไม่รู้จะแก้ยังไงดี ขนาดเรียนอยู่ที่เกาหลีนะนี่.. กุ้มๆๆ
9/9/2009
ที่เกาหลี ธนบัตรใบที่มีมูลค่ามากสุดคือ ใบละ 10,000 วอน
คิดเป็นเงินไทยแล้วก็แค่ 300 บาทเอง คงจะจินตนาการออกว่าชอบปิ้งทีนึง
จะโกลาหลเพียงใด เพราะไปซื้อของแต่ละทีต้องแบกไปเป็นฟ่อนแบบนี้….
แหะๆ ตกใจละสิ โดนจีรศักดิ์หลอกแล้วล่ะ ปึกเท่านี้คือค่าขนมที่จีรศักดิ์ใช้ทั้งเทอมจ๊ะ
แต่อย่างไรก็ดี เวลาออกไปซื้อของแต่ละทีก็ต้องพกแบงค์ไปตุงกระเป๋ามากๆ
คนก็เลยหันไปใช้บัตรเครดิตมากกว่า คนเกาหลีก็เลยติดนิสัยไม่พกเงินสด
ไปซื้อของตามร้านเซเว่นราคาไม่กี่สิบบาทก็จ่ายด้วยบัตรเครดิตได้
โดยไม่ถูกคนขายค่อนแคะด้วยสายตาเหมือนร้านขายของในเมืองไทย
และแล้ว แสงแห่งสวรรค์ก็สาดส่องมาสู่คาบสมุทรเกาหลี เมื่อรัฐบาลเริ่มสำนึกได้ว่า
ถ้าพิมพ์แบงค์ที่มีราคามากๆ อาจจะช่วยให้คนจับจ่ายมากขึ้น เพราะแบงค์ใบเดียว
มักจะกระเด็นออกจะกระเป๋าได้มากกว่าแบงค์หลายใบ แบงค์ใบละ 50,000 วอน
จึงถือกำเนิดขึ้น (มีค่ามากกว่าเบงค์ที่มีราคาสูงสุดปัจจุบัน5เท่า หรือคิดเป็นเงินไทย
ก็เท่ากับ 1500 บาท) อาซิ้มที่อยู่ในรูป มีนามว่า Shin Saim-dang
(ปกติเราไม่ค่อยได้เห็นผู้หญิงบนแบงค์หรอกนะ) ซิ้มแกเป็นนักเขียนและศิลปิน
และยังมีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในฐานะเป็นเมียและแม่ที่ดี ลูกของซิ้มแกก็เป็นนักปราชญ์ชื่อดัง
คือการได้ลงบนแบงค์เหมือนจะบอกเป็นนัยว่าผู้หญิงต้องรับใช้ครอบครัวอย่างไรนั่นเอง
เหล่าสาวแก่แม่หม้ายแรกๆก็อาจจะหลงดีใจว่าผู้หญิงได้ไปอยู่บนแบงค์
แต่หารู้ไม่ว่ามันเป็นการตอกย้ำว่าผู้หญิงต้องเป็น ‘good wife and wise mother’
ก้มหน้ารับใช้สามีและลูกๆอย่างไม่ปริปากบ่นตามแบบฉบับเกาหลีนั่นเอง
ได้ข่าวมาว่าสมาคมสิทธิสตรีเกาหลีออกมาประท้วงว่า
แทนที่จะส่งเสริมบทบาทผู้หญิงในฐานะที่เป็น working woman
กลับเสนอหน้าที่เก่าๆและค่านิยมคร่ำครึที่มีต่อผู้หญิง
ว่ากันไปได้ถึงโน่น...
พูดเรื่องเงินๆทองๆ แล้วอดเล่าไม่ได้ว่า เมื่อสองเดือนก่อน (ตอนนั้นยังอ้วนอยู่นะจ๊ะ)
จีรศักดิ์มีโอกาสทำรายได้เล็กน้อยๆที่เกาหลี เพราะได้ออกไปพูดในงานสัมมนา
จริงๆเรื่องที่เค้าให้พูดก็คือชีวิตนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งมันก็ไม่ได้วิชาการอะไรหรอก
แต่จีรศักดิ์สามารถเขียนให้มันออกแนววิชาการได้ โดยจับโน่นโยงนี่ ใส่การวิเคราะห์
ตามแบบฉบับของจีรศักดิ์ลงไป แล้วอ้างอิงความเห็นของคนนั้นคนนี้
สุดท้ายกลายเป็นรายการพูดค่อนแคะคนเกาหลีและประเทศเกาหลีอย่างสนุกปาก
(ลืมบอกไปว่าเค้าให้พูดเป็นภาษาอังกฤษ จีรศักดิ์เลยงูๆปลาๆ บลาๆๆ ไปเรื่อยๆ)
พูดจบกลัวคนแอบดักตบที่ซอกตึกมากๆ แต่สุดท้ายก็กลับมาบ้านได้อย่างครบสามสิบสอง
(สงสัยคนส่วนใหญ่ฟังไม่รู้เรื่อง ฮ่าๆๆ)
จริงๆในรูปถ่ายจะมองไม่เห็นว่าจะมีผู้ทรงคุณวุฒิที่เขาเชิญมาถึงสามคนเพื่อวิจารณ์
หรือให้ความเห็นกลับ แต่ก็ไม่มีใครโต้แย้งอะไรมากมาย แถมเห็นด้วยอีกต่างหาก
งานนี้ได้ค่าจ้างไม่มาก ตกประมาณห้าพันบาทเอง แต่ห้าพันบาทกับครึ่งชัวโมงก็คุ้มอยู่แฮะ แล้วเงินจำนวนนั้นไปไหนน่ะเหรอ เหอๆ รายการแรก..
หูฟังสเตอริโอบลูทูธ เอาไว้ฟังเพลงบนมือถือแบบไร้สาย ไม่ต้องควักล้วงมือถือออกมา
ให้เสียอารมณ์ เสียงก็ไพเราะเพราะพริ้งมากมายตามแบบฉบับ Jabra
ที่เกาหลีราคาถูกกว่าไทยมาก ตกแค่ 1800 เอง เมืองไทยยังอยู่ที่ 2500 อยู่เลย
ในรูปจะเห็นมือถือกำลังเล่นเพลงโปรดที่สุดของจีรศักดิ์ Liberi Fatali
ซึ่งเพลงระดับอภิมหาออเคสตราตลอดกาล
สุดมันระทึกทรวงจนต้องเขย่าองคาพยบตามไปด้วย…
ต่อไปเป็นเสื้อหนาวสำหรับฤดูหนาวที่จะมาถึงปลายปีนี้ ตัวละ 2400 บาทแน่ะ
เป็นเสื้อที่แพงที่สุดตั้งแต่ซื้อมาในชีวิต นี่ขนาดลดราคาสุดๆแล้วนะ แล้วยังต้องไปแย่งคุ้ยกะบะ
ตบตีกับแม่บ้านเกาหลีอีกต่างหาก ไว้วันหลังจะใส่ให้ดู มันเป็นเสื้อหนาวแบบเกาลี๊ เกาหลี
คือใส่แล้วจะดูไหล่ใหญ่ แต่เอวและสะโพกจะดูเล็ก ดูแล้วไม่เป็นซานตาคลอส
เหมือนเสื้อหนาวทั่วๆไป แถวๆคอก็อลังการได้ใจแนวดาราค้างฟ้าสุดๆ ฮ่าๆๆๆๆ
ตอนแรกก็รู้สึกว่ามันแพง แต่พอกลับมาที่หอแล้วโชว์ให้รูมเมทดู เมทบอกว่า โอ้ว
นี่มันเสื้อแบรนด์เนมราคาแพงของเกาหลีนะ ได้ฟังดังนั้นก็ใจชื้นขึ้นมาทันที ฮ่าๆๆ
เสื้อมันยี่ห้อ Buckaroo Jeans น่ะ ฟังไม่ไฮโซเลยแฮะ
รายการสุดท้ายเป็นเสื้อแจคเก็ต สำหรับ The Comming Fall
(ดัดจะริตจริง บอกว่าฤดูใบได้ร่วงก็หมดเรื่อง) อุตส่าห์สั่งซื้อถึงอังกฤษ กำลังรอของอยู่
เห็นของเมทแล้วคิดว่าสวยดี มันบอกว่าซื้อมาตอนมันไปท่องยุโรป 21 ประเทศ กรี๊ดดด
เวลาเมทไม่อยู่ จีรศักดิ์ก็เลยแอบเอามาใส่ด้วยความคะนอง
ปรากฎว่า ซู๊ด ใส่แล้วมันขึ้น..จริงๆพับผ่า
เดี๋ยวเสื้อมาแล้วจะเอามาเล่าให้ฟัง อิ อิ
เงินได้มาง่าย มันก็ไปง่ายๆ
8/22/2009
จริงๆ ไม่อยากเสนอหน้าสู่สาธารณชนก่อนเวลาอันควร อย่างไรก็ดี
น้ำหนักที่ลดไปสิบกิโล (มาได้เกินครึ่งทางแล้วโว้ย) ก็น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดี
ที่จะแง้มๆให้ดูถึงความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่และเป็นอะไรที่แสนจะทรมานมากๆ
จีรศักดิ์จะมาเสนอหน้าพร้อมกับพาเที่ยวเขา คึมจองซัน ที่เคยไปคราวที่แล้ว
แต่คราวนี้เราไม่เดินขึ้นเหมือนคราวก่อนอีกแล้วเพราะเหนื่อยรากเลือดมาก
คราวนี้ เราไปแบบไฮโซกว่าด้วยการขึ้นกระเช้าไฟฟ้า
แล้วต่อด้วย เดินบนเขาประมาณ 10 กิโล (ไต่ไปตามเส้นสีแดง)
แล้วค่อยเดินลงไปสิ้นสุดที่วัดพอมมอซา (Beomeosa) เกลียดจริงจี๊งงงวิธีสะกดชื่อ
ในภาษาเกาหลีด้วยภาษาอังกฤษที่รัฐบาลกำหนด ตีลังกาอ่านแล้วก็ยังอ่านไม่ออก
กระเช้าพาเราสามหน่อคนไทย ขึ้นมายังเขาที่อยู่ใจกลางเมืองปูซาน เมืองนี้มีแต่เขาจริงๆ
มองไปทางไหนก็มีแต่ภูเขา จากรูปเราจะเห็นทะเลอยู่ลิบๆด้านขวา
ค่าขึ้นกระเช้า 90 บาทจ้า
นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินมหาโหดโลกตะลึงเท่านั้น จากนี้เราจะเดินเลียบป้อมปราการ
และกำแพงบนเขาไปจนสิ้นสุดที่ทิวเขาอีกด้าน นรกและสวรรค์จะอุบัติขึ้นพร้อมกันที่นี่…
แถ่น แท๊นนน… เผยโฉมแล้ว แต่รูปแรกเป็นด้านหลังก่อนนะ สังเกตทรวดทรงองค์เอว
ว่าเล็กลงไปอย่างเห็นได้ชัด ท้องแขม่วกันได้ แต่เอวหลอกกันไม่ได้จ๊ะ
ด้านหน้าบ้าง บนเขามีป้อมหลายป้อม ทางเดินก็ยากบ้างง่ายบ้าง
ส่วนนี้คือส่วนที่เดินง่ายที่สุด แดดร้อนโครตๆๆๆๆ วันนี้อุณหภูมิขึ้นถึง 32 องศา
ทำไมปีนี้เกาหลีร้อนขนาดนี้ กรี๊ดดดด…..

บริเวณนี้เดินยากสุด ทุลักทุเลมาก วิวรอบตัวสวยราวกับสวรรค์ แต่เหนื่อยราวกับตกนรก
ฤดูร้อนป่าเขียวขจีดีมากๆ ราวกับหลุดมาอีกโลกนึงเลย

เผยโฉมผู้ร่วมเดินทาง นี่เราขึ้นมาทำอะไรข้างบนนี้เนี่ยะ กรี๊ดดดดด……
เราเดินตั้งแต่บ่ายโมงครึ่ง ห้าโมงเย็นกว่าๆก็เดินลงมาถึงวัด… โอย อยากตาย….
มีหมาเกาหลีออกมาต้อนรับด้วย หมาเกาหลีขึ้นชื่อเรื่องความกล้าหาญ
ทรวดทรงก็ดี ขนก็แน่น น่าตีหัวแล้วจับมาเลี้ยงมากๆ
สำหรับวัดจะไม่พูดถึงโดยละเอียดนะ เพราะเคยพาท่านๆมาแล้วในตอนก่อน
เผยโฉมอีกครั้งกับสะพานหน้าวัด ยังเหลือคางที่ต้องลดให้ได้อีก สู้เค้า ทาเคชิ…..
เราแวะกินอาหารค่ำที่ร้านสปาเก็ตตี้สุดอร่อย ร้านนี้แถมโค้กฟรีด้วย
กุ๊กได้รับประกาศนียบัตรจากสถาบัน เลอ กอดอง เบลอ
สถาบันสอนทำอาหารระดับโลกจากฝรั่งเศส จึงเชื่อได้ว่าอร่อยจริงอร่อยจัง
ราคาไม่แพงด้วย ตกจานละร้อยหกสิบบาท ซู๊ด.. อยากกินทุกวันเลย…
ตอนนี้ยังปิดเทอมอยู่ จีรศักดิ์ว่าจะไปเที่ยวละลายเงินวอนที่หอบมาเป็นฟ่อนที่เมืองอื่น
โปรดติดตามนะจ๊ะว่าจีรศักดิ์จะไปไหน..