個人檔案www.jirasak.com 相片部落格清單更多 工具 說明

Jirasak KONG

職業
居住地
尚未新增任何項目。
ฝากข้อความและส่งข่าวคราวได้ที่นี่เลยนะจ๊ะ
請稍候...
很抱歉,您輸入的回應過長。請縮短您的回應。
您尚未輸入內容,請再試一次。
很抱歉,目前無法新增您的回應,請稍後再試。
若要新增回應,您的父母必須先給您權限。要求權限
您的家長已關閉回應功能。
很抱歉,目前無法刪除您的回應,請稍後再試。
您已超過每日回應上限次數,請於 24 小時後再試一次。
由於系統顯示您可能傳送垃圾郵件給其他使用者,因此您帳號中的回應功能已遭停用。 如果您認為自己帳號遭錯誤停用,請連絡 Windows Live 支援
請完成下列安全檢查,以完成回應。
您輸入的安全檢查字元必須與圖片或音訊中的字元相符。
Sukanya撰寫:
ดีใจ ที่มาเจอเวบของคุณจิรศักดิ์ค่ะ 
ได้ความรู้มากมายเกี่ยวกับเกาหลี
 
Open-mouthedOpen-mouthed
10 月 5 日
อ่าน blog พี่เหมือนอ่านหนังสือท่องเที่ยว  รอพี่อัพเดทเรื่องราวใหม่ๆ อยู่นะคะ อิอิ Tongue outTongue out
8 月 2 日
chenlifang撰寫:
หวัดดีค่ะ
เข้ามาเจอเว็บคุณจิรศักดิ์โดยบังเอิญ เข้ามาอ่านแล้วสนุกดีค่ะ วันหลังมีเวลาจะแวะมาอ่านค่ะ
apple
1 月 18 日
沒有名稱撰寫:
 
형님~ 제 미니홈피 놀러 오세요^^ 
11 月 14 日
沒有名稱撰寫:
공 형님~
다음에 우리 족발 먹어요~^^
11 月 14 日

www.jirasak.com

The "Factory Outlet" of My "THOUGHT"....
2009/11/24

เจาะลึกทุกซอกมุม… ร้านกาแฟม่านรูดของแท้และดั้งเดิม รายงานสดจากเกาหลีจ้า..


ช่วงนี้จีรศักดิ์กลายเป็นคนติดกาแฟอย่างไม่ทราบสาเหตุ
(อยากบอกกับตัวเองว่า ช่วยติดอะไรที่มันราคาถูกหน่อยได้ไหม..)
กาแฟเลยเป็นของโปรดและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจีรศักดิ์ไปแล้ว
เมื่อก่อนแค่ได้กลิ่นกาแฟก็แทบอ้วก แต่ตอนนี้วิ่งเข้าหา
วันนี้จะพาท่านไปชมร้านกาแฟม่านรูดของแท้ original
จริงๆจะว่ามันเป็นร้านกาแฟร้อยเปอร์เซ็นต์คงจะไม่ใช่
มันออกไปในทางโมเดลธุรกิจใหม่ ประมาณพื้นที่ส่วนตัวให้เช่าเพื่อสันทนาการ
(สันทนาการ: กำกวมดีเนอะคำนี้ ไม่รู้แปลว่าอะไรกันแน่ ฮ่าๆๆ)
ผสมผสานกับร้านขายเครื่องดื่มและของกินเล่นมากกว่า
ไม่พูดพล่ามทำเพลงล่ะ ลองมาดูกันเลยดีกว่า

x_DSC02119

เข้ามาก็จะเจอส่วนของลอบบี้ เริ่มแรกต้องถอดรองเท้าใส่ถุงที่พนักงานเตรียมไว้
เพราะบริเวณข้างในคาเฟ่จะห้ามใส่รองเท้า ทำให้ดูสะอาด สงบ เหมือนอยู่บ้าน
จากในรูปจะเห็นเป็นห้องๆถูกแบ่งไว้ มีม่านปิดเพื่อความเป็นส่วนตัวจ้า
อ้อ ขอบอกไว้ก่อน ถึงมันจะเป็นม่านรูด แต่มันก็ไม่ใช่ที่เล่นจ้ำจี้นะจ๊ะ
เค้าทำมาไสตล์นี้เพื่อความเป็นส่วนตัวเท่านั้น ส่วนจะทำอะไร ยังไง แบบไหน
อันนี้จีรศักดิ์ไม่รู้ด้วย แต่คงจะอะไรมากไม่ได้หรอกน่า เพราะมันไม่ได้กั้นเสียง

x_DSC02121 

ห้องมีให้เลือกทั้งเล็กและใหญ่ ที่เห็นเป็นห้องขนาดสองคนพอดี พื้นเป็นเบาะทั้งหมด
สะอาดมาก มีหมอน ทีวี โต๊ะ อินเตอร์เนตความเร็วสูงฟรี
นางแบบในภาพเป็นเพื่อนจีรศักดิ์นะจ๊ะ อย่าเข้าใจผิด
เค้าพามาดูของแปลก ด้วยหวังว่าจีรศักดิ์จะชอบ
แล้วไว้พาคนอื่นมาในโอกาสต่อไป ฮ่าๆๆ
คราวหน้าจะพาใครมาดีหว่า เหอ เหอ

x_DSC02120

ราคาน่ะเหรอ 2 ชั่วโมงคิดเป็นเงินไทย300กว่าบาทเท่านั้น(ราคาถูกแบบนี้ไม่เจ๊งได้ไงหว่า)
มีวาฟเฟิล วิปปิ้งครีมให้ฟรีสองชิ้น (อร่อยเหลือเชื่อมาก พระเจ้า..)
ส่วนเครื่องดื่มก็เดินตักตวงเอาตามใจชอบ ตรงมุมบุฟเฟ่ต์
ซึ่งเตรียมเครื่องดื่มไว้สารพัดชนิดมาก มีไอติมด้วย แต่ถ้าอยากกินอะไรหรูกว่านี้
ก็ต้องจ่ายเงินนะจ๊ะ จริงๆแค่เครื่องดื่มร้อยแปดอย่างนี่ก็เกินพอแล้วแหละ
พนักงานก็สุภาพและบริการดีมาก

x_DSC02125

กินไป ดูทีวีไป เผลอหลับบ้าง นั่งเมาท์บ้าง แป๊บๆก็สองชั่วโมงแล้ว
ถ้าเป็นคู่รักสงสัยเวลาเท่านี้ไม่พอแน่ๆ ประเทศไทยหากมีอะไรแบบนี้
คงจะกลายเป็นแหล่งมั่วสุมไปอย่างไม่ต้องสงสัย ว่าไปแล้วนี่เป็นไอเดียทางธุรกิจที่ดีมากๆ
โดยเฉพาะประเทศที่เล็กจิ๊ดริ๊ดอย่างเกาหลีที่มองไปทางไหนก็มีแต่ผู้คน หาความสงบ
และความเป็นส่วนตัวไม่ค่อยได้ ธุรกิจนี้จึงตอบสนองความต้องการได้อย่างลงตัวเหมาะเจาะ
ในราคาที่แสนจะ affordable และไม่เสียภาพพจน์และไม่ต้องอายในการเข้ามาใช้
เพราะคนที่มาใช้ก็มีจุดประสงค์หลากหลาย ที่มากันเป็นกลุ่มเพื่อนกันก็เยอะแยะ

ใครสนใจทำธุรกิจแบบนี้ในเมืองไทยบ้างเอ่ย….

 

เทียวโซล ตอนสุดท้าย (ดองเค็มมาเป็นเดือนเลย…)


วันสุดท้ายของการไปเที่ยวโซลครั้งนี้ จริงๆไม่มีอะไรมากเลย
คืนสุดท้ายที่โซล จีรศักดิ์นัดกับน้องคนไทยที่เรียนอยู่โซลกินพิซซ่าเกาหลี Mr.Pizza
เช้าวันรุ่งขึ้นต้องรีบจับรถไฟกลับปูซานแต่เช้า เพราะมีเรียนตอนบ่าย
แต่ขอโทษ ระหว่างนั่งเพลินบนรถไฟ นึกขึ้นได้ว่า
รายงานยังทำไม่เสร็จเพราะเที่ยวเพลิน  ก็เลย SMS หาอาจารย์ว่า
จีรศักดิ์ไม่ค่อยสบาย  (ช่วงนี้หวัดมรณะกำลังระบาดด้วย)
อาจารย์ก็ตอบกลับมาเลยว่ายกเลิกคลาส (ก็ทั้งคลาสปกติมีนักเรียนแค่สองคน ฮ่าๆ)
อ้าว แล้วนี่รีบตื่นเช้ามาขึ้นรถไฟทำไมนี่ น่าจะอยู่ต่อเที่ยวให้หนำใจดีกว่า ฮ่าๆๆ

เข้าเรื่อง Mr.Pizza ต่อดีกว่า
จริงๆมันก็คือๆกันกับพวกพิซซ่าฮัทนั่นแหละ แต่ว่ามันอร่อยกว่า มีหลายรสชาติให้เลือก
ขนาดอาหารเกาหลีแท้ยังต้องหลบฉาก เพราะอาหารเกาหลีเอะอะอะไร
ก็ใส่เครื่องแกงพริกสีส้มๆที่มีอยู่รสชาติเดียว
หากกินอาหารเกาหลีทุกวันอาจจะบ่อนทำลายสุขภาพกาย
และสุขภาพจิตคุณได้มากกว่าเสพยา เชื่อเหอะ..

x_DSC02063 
 
นานๆที บลอคนาลซีซัสขนานแท้อย่าง jirasak.com จะลงรูปคนอื่นที่ไม่ใช่หน้าตัวเอง
แต่เอาเถอะ นานๆได้เจอน้องเค้าที เผื่อจะเป็นการโปรโมทให้ผู้ชาย(ที่ดีๆ)
ได้หลงมาเห็นรูปบ้าง ได้ข่าวว่าเรียนหนักจนไม่สามารถเจียดเวลาไปคบชู้สู่ชายที่ไหนได้…
เข้าเรื่องดีกว่า…  พิซซ่า made in Korea น่ากินแค่ไหนดูกันเอาเอง
เดือนไหนไม่ได้กินแทบจะลงแดงตาย ต้องให้รูมเมทมามัดมือมัดเท้า…

 x_DSC02104

ไม่มีอะไรสุดยอดกว่าพิซซ่าหน้าซีฟู๊ด มีกุ้งพันด้วยเส้นไหมทิพย์ (ก็หมี่นั่นแหละ)
โรยตัวอยู่ตามขอบ อูยส์.. บรรยายแล้วเปรี้ยวปาก ขนาดกลางราคา  700 กว่าบาทจ๊ะ
 
ทริปไปโซลครั้งนี้ทำเอาจีรศักดิ์จนไประยะนึง ต้องกินบะหมี่ซองบ่อยขึ้น แต่อ๊ะ ขอโทษ
บะหมี่ซองของเกาหลีไม่ธรรมดานะจะบอกให้ ซองละยี่สิบกว่าบาทเท่านั้น
ถูกกว่าข้าวจานเดียวที่ภูเก็ตถึง 2 เท่า !!!
แถมทั้งอิ่มทั้งอร่อยด้วย

x_DSC01656

 นี่เลย บะหมี่ซองยี่ห้อโปรดของจีรศักดิ์ จัมปุง รสปลาหมึก เส้นเด้งดึ๋งถึงเครื่องปรุงรส
เส้นผ่านศูนย์กลางของหมี่น่าจะถือได้ว่าใหญ่ที่สุดในโลก
มาม่า Oriental ซองละ 12 บาทของไทย เมื่อเทียบกับของเกาหลีจะเห็นได้ชัดเลยว่า
ของไทยเอาเปรียบผู้บริโภคมั่กๆ เทียบขนาดซองกับมือของจีรศักดิ์สิ
แถมของเกาหลีไม่ใส่ผงชูรสด้วยจ้า อร่อยอย่างธรรมชาติ
ของไทยไม่อร่อย เส้นก็แห้งๆไม่พอง ไม่เด้งด้วย

X_DSC01655

ให้ดูรูปชัดๆ ตอนมันพองขึ้นอืดกำลังงาม น่าเคี้ยวขย้ำให้หนำใจจริงๆ
นี่แหละ สิ่งที่ทำให้จีรศักดิ์สามารถประหยัดเอาเงินไปเที่ยวเล่นได้
ตอนสมัยอยู่ญี่ปุ่น เคยซื้อมาม่าญี่ป่นมากิน เลือกรสเผ็ดนรกแล้ว
ยังต้องไปหาซื้อพริกป่นมาเติม แม้กระนั้นก็ยังไม่เผ็ดถึงใจเราชาวไทย
มาม่าเกาหลีนี่แหละ คือคำตอบสุดท้ายของเหล่ามวลมนุษยชาติ…..


 

2009/11/21

HP Sucks! พอกันที HP สุดห่วย ไม่ซื้อแกอีกแร๊ว… (อัพเดท)


หายไปเกือบเดือนเพราะโน้ตบุ๊ค HP ที่ใช้งานมาได้สองปีมันพัง
เริ่มจาก Wireless Lan เสีย แล้วก็เริ่มมีอาการแฮ้งค์
ตามด้วยอาการเปิดแล้วไม่ค่อยติด  เหมือนมันขี้เกียจตื่นเอาซะงั๊น
(เหมือนเจ้าของเลย กร๊ากก) จนในที่สุดก็แน่นิ่งกลับบ้านเก่าไปในที่สุด

x_DSC02206

(ตอนนี้กำลังบ้า Farmville กับติดกาแฟ Starbucks แบบขวด
ที่ขายตามซูเปอร์ที่เกาหลีในราคา 75 บาทไทย ฮ่าๆๆ)

จริงๆ ปกติจีรศักดิ์จะใช้โน้ตบุ๊ค 2-3 ปีแล้วก็เปลี่ยน และถ้าเสียอย่างนี้
จะเอาไปขายต่อก็ไม่ได้ แล้วท่าจะเป็นอาการเสียที่สาหัสซะด้วย
ยังดีที่ใช้ netbook ที่มีอยู่ (ก็ยี่ห้อHPอีกนั่นแหละ) แก้ขัดไปก่อน
ใช้netbookหลายๆวันมันก็ขัดใจเพราะไม่เร็วปรู๊ดปร๊าดสะใจวัยรุ่นตอนปลาย
อย่างจีรศักดิ์ก็เลยต้องหอบโน้ตบุ๊ตฝ่าลมหนาวเคล้าผิวแตกขึ้นรถเมล์
ไปศูนย์ซ่อม แล้วก็นั่งต้องนั่งบรรยายปากเปียกปากแฉะถึงอาการเสีย
เป็นภาษาเกาหลีอีก กรี๊ดด… เจ้าหน้าที่บอกว่าเมนบอร์ดเสีย
ต้องเปลี่ยนและเสียเงินราวเกือบ 9000 ไทย กรี๊ดดดดดดดดดดดดด
จีรศักดิ์แทบเป็นลมน้ำลายฟูมปากตายตรงนั้น แต่คิดว่ามันก็ช่วยไม่ได้อ่ะนะ

กลับมาบ้าน ลอง google อาการเสียดู (ตอนนี้คำว่า google มันกลาย
เป็นคำกริยาในพจนานุกรมไปแล้วนะ) ก็พบว่าไอ้เจ้ารุ่น tx1307 (1300)
ที่จอเป็นแบบ Touch Screen นี้มันมักจะพบอาการแบบเดียวกัน
กับของจีรศักดิ์เป๊ะๆ และอาการที่ว่ามันก็มักจะพบเมื่อเวลาผ่านไปเป็นปี
(ก็คือหมดช่วงประกันแล้วนั่นแหละ แม๊ มันช่างเลือกเวลาเสียได้ดีจริงๆพับผ่า)
และไม่ว่าศูนย์ HP ที่ไหนทั่วโลกก็จะบอกว่าต้องเปลี่ยนเมนบอร์ดใหม่
ด้วยราคาเท่าๆกันกับที่จีรศักดิ์จ่ายที่เกาหลี อย่างนี้แสดงว่า
รุ่นนี้มันมี defect แต่ HP ไม่ยอมเรียกคืน
(ว่าแล้ว ทำไมจีรศักดิ์ซื้อไปได้ไม่นาน มันลดราคาจาก 4 หมื่นกว่า
เหลือ 3 หมื่นถ้วนเอง)

ตอนไปรับเครื่องก็บ่นกับพนักงานว่าอาการแบบนี้เป็นกันทั่วโลกนี่
พนักงานก็ตอบแบบเขาสีข้างถูว่าคุณเอาไปใช้งานแบบไหนเราก็ไม่รู้ได้
มันสองปีแล้วด้วย แล้วเครื่องนี้ก็ไม่ได้ซื้อที่เกาหลีด้วย ผลิตมาแบบไหนก็ไม่รู้
แล้วก็ยังอ้างเหตุผลอีกร้อยแปด จีรศักดิ์ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง
แต่ที่แน่ๆ คันไม่คันมืออยากชกมันมากๆ 
(จริงๆคาดไว้แล้วแหละ ว่ายังไงมันก็ไม่รับผิดชอบ)

พอกันที คอมพิวเตอร์ยี่ห้อ HP เล่นไม่ซื่อกันแบบนี้ ข้าน้อยก็ขอลา
ชาตินี้ชาติไหนจะไม่ซื้อของมันอีกแล้ว จริงๆตัว netbook เองก็มีปัญหา
ฝุ่นเข้าหน้าจอ มิน่าพอออกรุ่นไหมก็เห็นเปลี่ยนหน้าจอเป็นแบบใหม่
(แต่สีสันและความชัดเจนห่วยลงกว่าเดิมนะ)   

ได้ยินมานานแล้ว ว่า HP ควบคุมคุณภาพไม่ค่อยดี ตอนนี้เจอกับตัวรู้แล้ว
เครื่องต่อไปใช้ Toshiba เหมือนเดิมดีกว่า เคยใช้มาสองเครื่องไม่เคย
มีปัญหาอะไรเลย ทำตกก็ไม่พังด้วย

ศูนย์ที่เกาหลีหากจะมีข้อดีสักน้อยนิด ก็เห็นจะเป็นความรวดเร็ว
ในการให้บริการ ปกติใช้เวลาวันเดียวเสร็จ เหลือเชื่อมากๆ
ถ้าบริการไม่เร็วก็แพ้ Samsung, LG แน่ เพราะเจ้าโน้นบริการสุดยอดมาก
(เฉพาะที่เกาหลีประเทศแม่มันหรอกนะ) อีกอย่างHPท่าจะรอดยากที่เกาหลีด้วย
เพราะแผนกขายคอมที่เกาหลีในหลายๆห้าง ชอบแอบเอาป้ายราคาของ HP
ไปซ่อน ส่วนคอมของเกาหลีเองมีป้ายบรรยายสรรพคุณพร้อมราคายาวเหยียด
ตอนแรกรู้สึกเห็นใจว่า HP เปรียบเสมือนลูกเมียน้อย ตอนนี้แอบสะใจว่ะ..

และแล้วชีวิตของจีรศักดิ์ได้ก็กลับมาโลดแล่นในจังหวะBossaNovaอีกครั้ง
คอยพบกับบลอคตอนใหม่ ที่สะสมไว้เตรียมออกสู่สายตาประชาชีทั่วโลก
เร็วๆนี้…

(อัพเดทเพิ่มเติม)
ไปเจอข่าว จัดอันดับ notebook ที่เสียบ่อยที่สุด
HP ขึ้นอันดับ 1 ครองแชมป์อย่างน่าภาคภูมิใจ
กรอดด.. ทำไมจีรศักดิ์ไม่เห็นก่อน




อยากรู้รายละเอียด ตามลิงค์ไปเลยจ้า

http://www.notebookspec.com/web/?p=12917

2009/10/31

เที่ยวกรุงโซล ภาคแก้ตัว (องก์ 4)


จำไม่ค่อยได้จริงๆ ว่าไปสวนสนุกใหญ่ๆครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ น่าจะประมาณห้าปีที่แล้ว
ตอนที่ไป Universal Studio ที่เมือง Osaka ตอนนั้นญี่ปุ่นให้ทุนไปเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์
(แต่จริงๆไปเที่ยวซะครึ่ง JF จ๋า ข้าน้อยขอโทษ..) มันสวยจริงๆเลย เหมือนดินแดนในฝัน
ญี่ปุ่นไม่เคยทำให้ผิดหวังในเรื่องเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ถ้าไม่เห็นหัวดำ ก็คงไม่นึกว่า
กำลังเดินอยู่ในญี่ปุ่น 

Lotte2

มาเกาหลี ใครๆก็พูดถึง Lotte World ที่โซล ได้ข่าวว่ามันมีทั้งส่วนในอาคาร
และส่วนกลางแจ้งที่ทำเป็นเกาะเล็กๆ (แบบรูปข้างบนนี่แหละ) จริงๆจีรศักดิ์ไม่ได้กระสันต์
อยากจะมาเท่าไหร่หรอก เพราะรู้ว่ามันไม่อลังการดาวล้านดวงเท่า DisneyLand
อีกอย่าง พูดจริงๆว่าไม่ชอบยี่ห้อ Lotte ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดยักษ์ (conglomerates)
ทำทุกอย่างเท่าที่เราจะนึกออก ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้า โรงแรม อพาร์ตเมนต์ ขนมนมเนย
ร้านอาหาร ฟาร์ตฟู๊ด ยา บริการส่งของ บัตรเครดิต  และอื่นๆสุดจะสาธยายได้หมด
เอะอะอะไรก็ Lotte   ขี้หดตดหาย ญาติตายยายป่วย เป็น Lotte หมด
กลุ่มบริษัทใหญ่ไม่กี่บริษัทอย่างเช่น Lotte นี้สามารถชี้เป็นชี้ตายเศรฐกิจเกาหลีได้
เคยนึกเล่นๆว่า ตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน จีรศักดิ์จับของใช้ที่มาจากบริษัทใหญ่ๆ
อยู่ไม่เกิน 3 บริษัท นั่นคือ Lotte, LG, และ Samsung 
ถ้าคนเกาหลีขาดสามบริษัทนี้ สงสัยจะชักดิ้นตายกันทั้งประเทศ เชื่อเหอะ

x_03_DSC02030

บ่นเป็นคนแก่อีกแล้ว เข้าเรื่องดีกว่า จริงๆที่มาเพราะได้ตั๋วฟรีหรอก ชาวบ้านให้มา อิอิ
ตั๋วนี้คิดเป็นเงินตั้งพันบาท ดังนั้นจึงต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์ก่อนจะหมดอายุขัย 
พอหลุดจากทางเข้า ก็จะเป็นส่วนของพื้นที่ในร่มซึ่งจะมีหลังคาโปร่งแสงขนาดใหญ่คลุมไว้
วันจันทร์คนไม่เยอะเท่าไหร่ (แน่ละ จีรศักดิ์ไม่มาเสาร์อาทิตย์หรอก)
อยากเล่นอะไรก็ไม่ต้องต่อคิวมากมาย แต่จีรศักดิ์มีเวลาแค่ 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น
เพราะสาวชมพู่ตัวแสบจะต้องรีบบึ่งไปสนามบินในตอนเย็นเพื่อกลับประเทศ
จะให้จีรศักดิ์นั่งเครื่องเล่นกรี๊ดอยู่คนเดียวเดี๋ยวชาวบ้านจะนึกว่าเพิ่งหลุดจากศรีธัญญา…

x_03_DSC01966

ถ้าเดินหลุดจากบริเวณในร่มออกมา จะถึงเกาะมหัศจรรย์ที่อยู่กลางแจ้ง
จีรศักดิ์วิ่งพล่านเป็นเด็กสิบขวบไม่รู้จะเล่นอะไรก่อน

  x_03_DSC01973

ก็เลยนั่งรถไฟฟ้าโมโนเรลสำรวจรอบๆเกาะก่อน เนื่องจากเป็นวันจันทร์ รถทั้งขบวน
จึงนั่งกันอยู่แค่สองคนกับสาวชมพู่ แทนที่จะโรแมนติก กลับกลายเป็นอยากจะแอบถีบ
ให้ตกรถไฟตาย สูงขนาดนี้รับรองไม่รอดแน่ๆ ฮ่า…..

x_03_DSC01999

บรรยากาศยามฤดูใบไม้เปลี่ยนสีช่างสวยสว่างไสวจริงๆเลย นึกถึงประโยคเริ่มต้น
ของเพลงๆนึง ที่ Miho Nakayama เจ๊ร้องไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน (ป่านนี้เป็นป้าไปแล้วมั๊ง)

Mabushii Kisetsu ga.. Kin iro ni machi o soete …
まぶしい季節が 金色に町を染めて..
ฤดูกาลอันสว่างไสว ย้อมสีทองไว้ ให้เมืองดูเรืองรอง…

เป็นเพลงญี่ปุ่นที่เพราะที่สุดในสมัยนั้น ในความคิดของจีรศักดิ์

x_03_DSC01990

นี่เลย เครื่องเล่นที่จีรศักดิ์กระสันอยากจะเล่นมากที่สุดใน Lotte World เห็นอย่างนี้เถอะ
มันพุ่งด้วยความเร็วสูงมาก จนมองตามแทบไม่ทัน ดูหน้าตาคนนั่งดีดีก็น่าจะรู้นะ…
ไอ้เครื่องเล่นนี้มีคนต่อคิวยาวมากที่สุด แต่สาวชมพู่ไม่ยอมเล่นด้วย เลยอดนั่ง
จริงๆเครื่องเล่นที่ประทับใจที่สุด เห็นจะเป็นโรงหนังผีสิง ที่เป็นภาพยนตร์ 3 มิติ
ต้องใส่แว่นดูด้วย กรี๊ดด สมหวังสักทีหลังจากถูกหลอกจากหนังที่ตึกนรก 63
ที่ไปมาเมื่อวันแรก โรงหนังผีสิงนี้ จะทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นแมวจรจัดตัวหนึ่ง
หลุดเข้าไปในคฤหาสน์ชวนสยอง ชอบมากเลยอ่ะ เหมือนผีมาโผล่ใส่หน้าจริงๆเลย กรี๊ดดด

x_3_DSC02012

ถ่ายกับปราสาท Lotte World ก่อนจะลาจาก กลับเข้าไปในร่มเพื่อเก็บเห็ดให้ครบ
เอ้ย ไม่ใช่ เพื่อเล่นเครื่องเล่นให้มากที่สุดเท่าที่ตั๋วฟรีจะอำนวย

x_03_DSC01969  

พอนั่งบอลลูนลอยฟ้าสำรวจพื้นที่ในร่ม จึงได้รู้ว่า ยังมีเครื่องเล่นมากมายซ่อนตัวเร้นกายา
อยู่ตามซอกหลืบ เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว ต้องรีบๆๆๆๆๆๆๆ

 x_03_DSC02034

อันนี้เลย ผจญภัยแดนฟาโรห์ นี่ถ้าเดินอยู่ข้างล่างก็มองไม่เห็นนะเนี่ยะ ว่ามันมีอยู่จริง
จับต้องได้ อับดุล อับดุล.. รีบไปต่อคิวดีกว่า

x_DSC02048

จากที่ตรวจตั๋ว ถึงตัวเครื่องเล่นใช้เวลาเดินอยู่มากโข ตลอดทางเดินนี่อลังการมาก
ราวกับเดินอยู่ในแดนฟาโรห์จริงๆเลย ชอบรูปข้างบนนี้อ่ะ ถ่ายแล้วผอม อิ อิ

x_DSC02047

เครื่องเล่นเหมือนเป็นรถจี๊บคันใหญ่ๆ นั่งได้แปดคน บุกเข้าไปในพีระมิด โอว พระเจ้า
ด่านมันเยอะจริงๆ มีทั้งตกเหว ผ่านจระเข้ยักษ์ คำสาปฟาโรห์ และอื่นๆอีกมากมาย
อันนี้แหละ สุดยอดที่สุดแล้วของ Lotte World ต้องต่อคิวนานถึง 20 นาทีถึงจะได้เล่น

สนุกจริงๆเลยวันนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ได้ไปสวนสนุกมากนานมากแล้ว
นึกไม่ค่อยออกเลยว่า บรรยากาศสวนสนุกมันเป็นยังไง คนแก่แล้ว ก็อย่างนี้แหละเนอะ…

โปรดติดตามตอนจบ ของทัวร์เมืองหลวงภาคจบ เร็วๆนี้จ้า…

 

 

   

2009/10/28

เที่ยวกรุงโซล ภาคแก้ตัว (องก์ 3)


ต่อจากตอนก่อน หลังจากกินข้าวกลางวันอิ่มหนำ
เราก็ไปเดินย่อยแถวย่านบุ๊คชน (Bukchon) ข้างวังเคียงบ๊กกุง
ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของโซลไปแล้ว
ใหม่ขนาดคนโซลหลายคนก็ยังไม่รู้จักเลย ในไกด์บุ๊คก็ยังไม่มี
ย่านนี้ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของแกลอรี่ใหม่ๆ พิพิธภัณฑ์เล็กๆ ร้านอาหาร
และร้านกาแฟสวยๆ ร้านขายของจุ๊กจิ๊กกิ๊บเก๋มากมาย
บรรยากาศโรแมนติกราวกับอยู่ยุโรป จีรศักดิ์แนะนำสุดหัวใจเลย

x_02_DSC01873

ร้านอาหารหลายร้านขายอาหารตะวันตก
ตอนนี้จีรศักดิ์เอียนอาหารเกาหลีเต็มทน แค่เห็นก็จะอ้วกแล้ว
จึงตัดสินใจว่า เราจะกินอาหารค่ำใต้แสงเทียนกันที่นี่

x_02_DSC01876

การจะเดินสำรวจย่านนี้แบบถึงลึกถึงแก่น ต้องอาศัยเวลามาก
จึงลัดเลาะเอา ไม่ได้เดินหมด เพราะจะถนอมแรงไว้ไปปล่อยแก่
ที่สวนสนุก Lotte World ในวันถัดไป ฮ่าๆๆ

x_02_DSC01880

เราเดินอ้อมวังเคียงบ๊กกุงไปทางด้านหลัง (ในรูปคือด้านหลังวังนั่นแหละ) 
แล้วมาโผล่ทางหน้าวัง (วังเคียงบ๊กกุงเข้ามา 2-3หนแล้ว ไม่เข้าอีกแล้ว)
เพื่อไปดูแหล่งนัดพบแห่งใหม่ของชาวโซล นั่นคือจัตุรัสที่เพิ่งสร้างใหม่
ด้านหน้าวังเคียงบ๊กกุง เพิ่งเสร็จเอาเมื่อเดือนก่อนเอง อินเทรนด์จริงๆเรา
เดิมทีจัตุรัสนี้เป็นที่ตั้งของถนนขนาด 20 เลน (ใหญ่โครต)
แต่เค้าตัดเอาพื้นที่กลางถนนออกถึง 8 เลน
เพื่อสร้างเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองหลวง
รัฐบาลเกาหลีปัจุบันเริ่มตระหนักว่า เมืองที่น่าอยู่อาศัย
คือเมืองที่น่าอยู่สำหรับ”คน” ไม่ใช่เมืองสำหรับ”รถยนต์”
นับถือความคิดเค้าจริงๆ

x_DSC01915

นี่แหละ พื้นที่เดินเล่นใหม่ล่าสุดของชาว urban Seoul
เดิมเป็นถนนมีเกาะกลางเล็กๆที่ปลูกต้นไม้ไว้ รัฐบาลจัดการซะเรียบ
จริงๆอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เชื่อไหมว่า คนเกาหลีทั่วไป
นึกไม่ค่อยออกว่า คำว่า “ลานกว้าง” หน้าตามันเป็นอย่างไร
เพราะจนกระทั่งหลายปีก่อนเมืองหลวงแห่งนี้ไม่มีลานกว้างในเมืองเลย
ตอนนี้รัฐบาลพยายามจะสร้างลานให้มากขึ้น โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่ง
ของอภิมหาโปรเจคต์ของรัฐบาลเกาหลีที่จะพัฒนาเมืองโซล
ให้กลายเป็นเมืองแห่งดีไซน์ระดับโลก โอว…
สงสาร และสมเพช เมืองฟ้าอมร อย่างกรุงเทพจังว่ะ…..

x_DSC01907

มองไปทางหน้าวังเคียงบ๊กกุงจะเห็นเหมือนเป็นฉากกั้นอะไรบางอย่างอยู่
จริงๆแล้วเค้ากำลังทำการสร้างประตูวังใหม่ 
เอ๊ะ แล้วของเดิมมันไม่ดียังไงล่ะ
จีรศักดิ์อยากรู้มากขนาดต้องไปค้นข้อมูลในเนท ไม่งั๊นนอนไม่หลับ
เรื่องมันยาวมากเลย ท้าวความไปถึงช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลีเป็นอาณานิคม
ญี่ปุ่นพยายามย่ำยีเกียรติภูมิของชาวเกาหลีในทุกเรื่อง วังเคียงบ๊กกุง
และถนนขนาดใหญ่มโหฬารหน้าวังถูกลดคุณค่า
ด้วยการสร้างอาคารบริหารอาณานิคมเกาหลีของรัฐบาลญี่ปุ่นตรงหน้าวังเลย
และรื้อประตูวังทิ้งด้วย ส่วนตัววังกลับไม่เผาทิ้งเหมือนคราวก่อนๆแฮะ
ลองดูรูปข้างล่างสิ

 x_DSC00687

รูปนี้ถ่ายสมัยเมื่อเกาหลีตกเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นสมัยก่อนสงครามโลก
จากรูปจะเห็นตัวอาคารเป็นทรงยุโรปใหญ่โต ตั้งทะมึนปิดกั้นวังเคียงบ๊กกุง
จนมองจากถนนใหญ่ไม่เห็นอะไรเลย ส่วนประตูวังก็ถูกรื้อทำลายทิ้ง
เลยกลายเป็นว่า วังเบ้อเริ่มทั้งวังถูกปิดกั้นจนมองไม่เห็นเป็นวังอีกต่อไป
แถมยังปลูกต้นไม้ไว้กลางถนน เพื่อลดความยิ่งใหญ่ของถนนหน้าวัง
ยังไม่สาแก่ใจ ยังสร้างสวนสัตว์ไว้ใกล้เรือนประทับอีกด้วย

x_Japanese_GeneralGovernmentBuildingFront

ในรูปข้างบนเป็นช่วงช่วงหลังสงคราม ราวๆ30ปีก่อน
เกาหลีเป็นอิสระจากญี่ปุ่นเพราะญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกยับเยิน
แต่ช่วงนั้นเกาหลีก็ยังไม่ได้รื้ออาคารทิ้ง (แหม ว่าไปมันสวยดีออกนะ)
แต่กลับสร้างประตูวังขึ้นมาใหม่ทนแทนของเดิมที่ถูกญี่ปุ่นทำลายไปในช่วงอาณานิคม
ประตูวังใหม่ตั้งขนานอยู่หน้าอาคารสุดที่รัก อย่างที่เห็นในรูป 

แต่เมื่อราวๆ 10 ปีที่แล้ว รัฐบาลเกาหลีตัดสินใจทุบอาคารของญี่ปุ่นทิ้ง
เพราะมันเป็นเหมือนหนามคอยแทงจิตใจคนเกาหลีให้นึกถึงการถูกญี่ปุ่นย่ำยี
เปิดทางให้เห็นประตูวัง และตัววังอย่างชัดเจนเมื่อมองจากถนนใหญ่

อ้าว แล้วปัจจุบันนี้หาเรื่องทุบประตูวังที่สร้างเมื่อ30ปีก่อนทิ้งแล้วสร้างใหม่ทำไมล่ะ
มันเป็นเพราะว่า ประตูที่สร้างใหม่เมื่อตอนโน๊น
มันไม่ตรงกับตำแหน่งของประตูเดิมที่ญี่ปุ่นทำลายไป
เนื่องจากมันถูกสร้างให้ขนานกับอาคารเสี้ยนหนาม
แทนที่จะอยู่ตรงกับตำแหน่งเดิมตอนก่อนจะถูกญี่ปุ่นทำลาย
ในเมื่ออาคารของญี่ปุ่นดังกล่าวถูกทุบออกไป รัฐบาลปัจจุบัน
จึงมีความคิดย้ายประตูให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์
นอกจากนั้นก็จะสร้างให้มันเหมือนของเดิมจริงๆที่สร้างด้วยไม้ด้วย
ปัจจุบันนี้ ประตูดังกล่าวก็ยังสร้างใหม่ไม่เสร็จสักที และเอาฉากมาบังไว้กันอุจาด
อย่างที่เห็นในรูปข้างบนโน๊นนั่นแหละ อ่านแล้วงงไหมเอ่ย
ตอนแรกว่าจะไม่เขียนแล้วนะ เพราะมันซับซ้อน
แต่เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์
เขียนแล้วเหนื่อยจริงๆ 

x_01_DSC01898

มองไปด้านตรงข้ามวัง จะเห็นทิวทัศน์ของเมืองใหญ่ที่เป็นที่เชิดหน้าชูตา
เดินไปอีกหน่อยจะมีอนุสาวรีย์กษัตริย์ และลานน้ำพุด้วย
จริงๆแล้วตรงกลางถนนนี้เลยที่ญี่ปุ่นเคยปลูกต้นแปะก๊วยไว้จุ้มปุ๊กเรียงเป็นแถว
เพื่อปิดบังความใหญ่โตของถนน (แม๊ มันเลวจริงๆ)
ตอนนี้เกาหลีเอาออกหมดแล้ว จากนี้ไป จะไม่เหลือหลักฐานอะไรให้เห็น
แถวนี้อีกแล้วว่าญี่ปุ่นเคยมาทำอะไรไว้บ้าง ฮ่าๆๆ แต่แผลในใจลบยากเนอะ

x_DSC01922

ด้านใต้ลานยังเจาะเป็นพื้นที่ใต้ดินอย่างใหญ่โตมโหฬาร
พระเจ้า จีรศักดิ์นึกว่าของดีจะมีอยู่แต่ข้างบน
ข้างล่างมีอะไรให้ดูอีกเยอะ มีลาน
นิทรรศการด้วย
ใครเรียนเรื่องศิลปะการจัดแสดงน่าจะมาดูงานที่เกาหลีนะ

x_02_DSC01930

ตกกลางคืน เรามาดินเนอร์ใต้แสงเทียนที่ย่าน Bukchon
ตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่กลางวัน ชมพู่สั่ง Granchio
เป็นคาโบนาล่าปู จีรศักดิ์สั่งคาโบนาล่าธรรมดา
ตามประสานักเรียนจนๆ เพราะราคาต่างกันเป็นเท่าๆ
แต่พอลองชิมของเจ๊ดู กรี๊ดดดดด อร่อยเหาะ
จานนี้ราคาห้าร้อยกว่าบาท ชมพู่ แกกล้ามาก

พรุ่งนี้แล้ว จะได้ไปเที่ยว Lotte World
จีรศักดิ์จะไปปล่อยแก่แบบไหน ติดตามได้ในตอนถัดไป..

เที่ยวกรุงโซล ภาคแก้ตัว (องก์ 2)


วันแรกที่โซลช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง ไม่มีอะไรดีเท่าการไปเดินเล่นที่วังชางด๊อกกุง
(Changdeokgung) ซึ่งเป็นวังที่เกาหลีหวงแหนเป็นพิเศษ
เพราะอาคารในวังมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์
หาดูที่อื่นไม่ได้ และยังแวดล้อมด้วยธรรมชาติริมเชิงเขาอันสวยงามอีกด้วย
นอกจากนั้นยังไม่ถูกทหารญี่ปุ่นเผาแล้วเผาอีกแบบไม่เลิกราเหมือนวังอื่นๆ
ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถเดินเข้าไปโดยอิสระได้ ต้องตามไกด์เข้าไปเท่านั้น 

x_DSC01809

คนที่มีความเป็นตัวของตัวเองอย่างสูงอย่างจีรศักดิ์มีหรือที่จะตามไกด์
เก็บกินบรรยากาศต้องสำคัญกว่าความรู้ที่เดี๋ยวไปหาอ่านจากที่อื่นก็ได้ ฮ่าๆๆ
ตัวอาคารของวังชางด๊อกกุงนี้ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนเคียงบกกุงซึ่งเป็นวังหลัก
แต่มันก็ดู cosy กว่า และได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากกว่า
ในรูปเป็นบริเวณแถวๆหมู่อาคารหน้าวังจ๊ะ

 x_02_DSC01818 
 
ตัวอาคารในวังมีความซับซ้อน เยื้องย้ายไปมาให้เข้ากับธรรมชาติ
ไม่ได้เป็นอาคารเหลี่ยมๆและวางผังให้เป็นแบบจตุรัสเหมือนที่อื่น

x_01_DSC01830

เสียดาย ถ้ามาในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีเต็มที่ หรือในช่วงฤดูหนาวที่หิมะตก
น่าจะสวยกว่านี้ ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะต้องมาทำชิลล์ที่นี่อีกให้ได้
ในคราวต่อไปที่มาเที่ยวโซลอีก

x_01_DSC01792

ด้านในอาคารก็ยังคงความงามและได้รับการรักษาเป็นอย่างดี
ไม่เหมือนวังเคียงบ๊กกุงที่ดูแล้วเหมือนฉากงิ๊วแช่วับ

x_01_DSC01824

ยิ่งด้านหลังๆวังจะยิ่งสวย เพราะเป็นชายเขา
เดินเล่นที่นี่แล้วรู้สึกสงบ หลุดพ้นความวุ่นวาย เหมาะมากที่จะมาออกเดท
จะมีวังสักกี่ที่ในโลกที่จะเงียบสงบแบบนี้..
แถมได้ออกกำลังกายย่อยๆ เพราะมีพื้นที่กว้างขวางใช้ได้เลย

x_01_DSC01852

รูปข้างบนคุ้นๆนะ มัน Deja vu มากๆ
ถ่ายแล้วกลับมาดูรูปที่ห้องจึงนึกออกว่าเคยเห็นมาก่อน
ที่เวปwww.bing.com ซึ่งเป็น search engine ตัวใหม่ของ
Microsoft ที่จะใช้ต่อกรกับ Google โดยเฉพาะ
ในเวป bing เค้าจะเปลี่ยนวอลเปเปอร์ภาพวิวไปเรื่อยๆในแต่ละวัน
และหนึ่งในนั้นก็คือที่นี่นั่นเอง

ChangDoekgung_Bing 

นี่ไง รูปที่ขโมยมาจากเวป bing.com
ทำไมเค้าถ่ายได้สวยกว่าเราหว่า
ไม่เป็นไร เดี๋ยวหาโอกาสกลับไปถ่ายใหม่

x_DSC01846

เผยโฉมแล้ว ชมพู่สาวใหญ่ (ขอโทษว่ะที่เพิ่งลงรูปแก ฮ่าๆๆ)
เดินกันไปทะเลาะกันไปได้ทุกเรื่อง คิดว่าจะฆ่าหมกป่าหลังวังหลายทีแล้ว
แต่หาโอกาสเหมาะๆไม่ได้ รอดตัวไปนะแก

x_01_DSC01858

เสร็จจากเที่ยววัง เราเดินมาที่ย่านอินซาดง
เพื่อเสกอาหารเที่ยงเข้าท้อง ชมพู่เธอแนะนำร้านเกี๊ยวยักษ์
ที่เธอเคยมากินเมื่อ 4 ปีก่อน
แต่จีรศักดิ์กินแล้วเฉยๆ รู้สึกว่าสู้ร้านเกี๊ยวที่ปูซานไม่ได้
แต่ไม่รู้ทำไมคนเยอะเหลือเกิน

ตกบ่ายๆและย่ำค่ำนี้ เราจะไปไหนต่อกัน โปรดติดตามตอนต่อไป…

 

2009/10/27

เที่ยวกรุงโซล ภาคแก้ตัว (องก์ 1)

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อฤดูหนาวต้นปี จีรศักดิ์พาท่านๆฝ่าหิมะไปเที่ยวกรุงโซล
แต่อากาศ –8 องศา ประกอบกับการเดินแบกเป้นานเกินไป
ทำให้จีรศักดิ์ส้นเท้าแตก ขนาดเอาเหรียญหยอดลงไปได้
และแล้ว จีรศักดิ์ก็ได้มีโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง เมื่อสาวชมพู่เพื่อนร่วมรุ่น
จะมากรุงโซลเพื่อระลึกความหลังกับกิ๊กเก่าของเจ้าหล่อน จีรศักดิ์จึงยอม
ลงทุนซื้อตั๋วรถไฟจากปูซานไปโซลเพื่อไปพบหน้าชมพู่ที่คิดถึงมากๆๆ
(เปล่าหรอก เหตุผลจริงๆคือฝากซื้อของจากเมืองไทยไว้ต่างหาก ฮ่าๆๆ)

X_01_DSC01736

นั่งรถเมล์ออกจากมหาลัยแต่เช้าตรู่ จับเพื่อนคนไทยนั่งรถไปด้วยกันคนนึง
โอ้ว มหาลัยเรายามเช้าต้นฤดูไบใม้ร่วงช่างสวยจริงๆ
สมชื่อดินแดนแห่งความสงบยามเช้า (แต่จะวุ่นวายทันทีที่บรรดาคนเกาหลีตื่น)
จองรถไฟด่วนความเร็วสูง KTX ไว้ ไม่ใช่รวยหรอกนะ
แต่ขบวนอื่นที่ถูกกว่าเต็มหมด จีรศักดิ์ค่อยๆกระดื๊บๆๆออกจากมหาลัย
โดยไม่รู้เลยจะมีหายนะรออยู่ข้างหน้า นั่นคือ จีรศักดิ์กำลังจะไปไม่ทันรถไฟ
ลืมดูเวลาเลยขณะที่ออกจากมหาลัย พอไปถึงสถานี เจ้าหน้าที่บอกว่า
รถออกไปแล้วจ๊ะน้อง กรี๊ดดดดด จีรศักดิ์ตกรถไฟขบวนหรู แต่… ช้าก่อน
ที่นี่ไม่ใช่เมืองไทย เจ้าหน้าที่ให้แสงสว่างแก่จีรศักดิ์ว่า เปลี่ยนตั๋วเป็นเที่ยว
ถัดไปได้ โดยเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มนิดหน่อย (200กว่าบาทมันไม่ค่อยนิดนะ)
เกาหลีเอ๋ย ชั้นรักแกจริงๆๆๆๆ ถ้าเป็นเมืองไทย ตกแล้วตกเลยแน่นอน
แต่ ช้าก่อน.. ยังมีหายนะซ่อนอยู่ในความโชคดี ขบวนถัดไป
ที่นั่งธรรมดาเต็ม เหลือแต่ชั้น First Class กับที่นั่งแบบดูหนัง เฮ้ย !!
ที่นั่งแบบดูหนังเหรอ ฟังแล้วดูดีว่ะ สงสัยจะมีจอส่วนตัวแฮะ แถมยังถูกกว่า
First Class ด้วย ก็เลยเอาที่นั่งแบบดูหนังได้นี่แหละ
(หายนะรออยู่ข้างหน้าอีกด่าน โปรดติดตามต่อไป)

x_01_DSC01738

ปู๊นๆ รถไฟมาแล้ว จริงๆ KTX ของเกาหลี มันก็คือ TGV ของฝรั่งเศส
นั่นแหละ เรื่องมีอยู่ว่า ตอนที่เกาหลีมีโครงการรถไฟความเร็วสูง ญี่ปุ่นกับ
ฝรั่งเศสแข่งกันประมูล แต่ฝรั่งเศสชนะเพราะนายฟรังซัวส์ มิตเตอรอง
นายกฝรั่งเศสตอนนั้นสัญญากับเกาหลีว่าจะคืนศิลปะวัตถุชิ้นสำคัญของเกาหลี
ที่ฝรั่งเศสครอบครองอยู่ แต่พอฝรั่งเศสเอารถไฟมาวิ่งเรียบร้อย
เกาหลีไม่ได้อะไรคืนเลย เพราะนายกคนดังกล่าวซี้ม่องเท่งไปซะก่อน เฮ้อ
ประเทศเกาหลีนี่มันเคยพบพานกับความสุขและความยุติธรรมบ้างไหมหนอ…

x_01_DSC01744

เข้าเรื่องดีกว่า กรี๊ดดด ที่นั่งแบบดูหนังมันก็คือ ดูด้วยจอแบบย่อมๆ
ที่อยู่ตรงกลางตู้รถนั่นเอง แต่มันจะดูได้ทั้งสองฝั่ง เพราะใช้โปรเจตเตอร์
สองตัว แอบผิดหวังนิดๆ แต่จอก็คมชัดดีนะ เหมือนโรงหนังเคลื่อนที่ยังไง
อย่างงั๊น ก็แปลกดี เหมือนไปดูหนังมากกว่าไปขึ้นรถไฟ ฮ่าๆๆๆ
หนังที่ฉายเป็นหนังฮอลีวูดชนโรงเลย ไปเอามาจากไหนหว่า
แต่ไม่สนุกอย่างรุนแรง ไม่ย๊อมๆๆๆ เอาเงินเค้าคืนมาๆๆๆ

พอถึงโซล จีรศักดิ์มีธุระสำคัญ ต้องรีบจับแท็กซี่ไป Yongsan
(ประมาณพันธุ์ทิพย์บ้านเรานั่นแหละ) เพื่อไปเปลี่ยนแท่นชาร์จแบต
สำหรับคอมพิวเตอร์พกพาสุดเลิฟที่เพิ่งซื้อมาแต่มันใช้ไม่ได้ พอไปถึง
ศุนย์บริการ จีรศักดิ์รัวภาษาเกาหลีใส่แบบไม่เปิดโอกาสให้พนักงานพูดเลย
(ฮ่าๆ อุตส่าห์ท่องมาราวกับบทละคร) จนพนักงานต้องยอมเปลี่ยนให้ทันที
โดยไม่เช็คเลย ต้องแบบนี้สิ ไม่เสียน้ำลายจริงๆ 

x_01_DSC01765

จากนั้น ระหว่างรอเจอกับสาวชมพู่ ช่วงบ่ายๆพอมีเวลาก็เลยไปเดินเล่น
ที่ตึก 63 ที่เค้าว่ากันว่ามีอะไรเยอะแยะมากมายในตึก แต่ขอโทษ
จีรศักดิ์ขอแนะนำท่านๆว่าอย่าไปเลย ทุกอย่างในนั้นเสียตังค์แพง
และก็ดูไม่ได้เลอเลิศอะไร ตั้งแต่ สวนสัตว์น้ำ หอชมวิวกรุงโซล
หอภาพศิลป์ที่อวดอ้างว่าเป็นหอศิลป์ที่สูงที่สุดในโลก (เคยบอกแล้วใช่ไหม
ว่าเกาหลีมันชอบหาจุดขายแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ) แกลอรี่หุ่นขี้ผึ้ง
น้องคนไทยที่ติดมาด้วยกันอยากดูหนังสามมิติ ก็เลยตกลงดูกัน แต่..

x_01_DSC01768

กรี๊ดด จีรศักดิ์โดนหลอกๆๆ แว่นสามมิติก็ไม่มี เป็นจอใหญ่ๆโค้งๆ
แล้วใช้เทคนิคการแพนกล้องให้ดูเหมือนเป็นสามมิติ รับไม่ค่อยได้จริงๆ
แต่เรื่องที่ฉายก็น่าเบื่อ คนดูทุกคนทำหน้าเซ็งๆตอนออกจากโรง
เอาเงินเค้าคืนมา แง๊ๆๆๆ (รอบสองของวันนี้แล้วนะ)

x_DSC01762 - Copy

จริงๆระหว่างรอหนังฉาย เราไปเดินแรดที่ริมแม่น้ำฮั่นที่พาดผ่านกลางกรุงโซล
เพราะตึกมันอยู่ใกล้แม่น้ำ อากาศกำลังดีเลยไม่ร้อนไม่หนาว อยากเล่นถีบเรือ
แต่ไม่มีเวลา วันหลังต้องมาให้ได้..

x_DSC01778 

ตอนเย็น ชมพู่ทำอาหารไทยเลี้ยงกิ๊กเก่าชาวเกาหลี ที่ตอนนี้แต่งงานแล้ว
ในรูปก็คือตัวเค้ากับภรรยานั่นแหละ ชมพู่ทำอาหารอร่อยเด็ด
ฝีมือการทำอาหารขัดแย้งกับหน้าตาอย่างรุนแรง…

เจ้าของบ้านสามีภรรยาชวนจีรศักดิ์ค้าง ก็เลยตัดสินใจพักสักคืน
ประหยัดค่าที่พักไปได้คืนนึง เย๊ ชีวิตจีรศักดิ์ในกรุงโซลจะเป็นอย่างไรต่อไป
โปรดติดตามตอนหน้า อัพเดทพรุ่งนี้นะจ๊ะ… รับรอง ไม่ผิดหวังอย่างวันแรก..
 

2009/10/22

ปฐมบท แห่งคอมพิวเตอร์พกพา ขนานแท้ (ปัจฉิมบทแห่งคอมพกพานามว่าโนเกีย)


ท่องเวปชอปปิ้งเกาหลีไปเพลินๆ พรหมลิขิตก็บันดาลให้จีรศักดิ์ได้คลิกไปเจอกับ
คอมพิวเตอร์พกพาของแท้ขนาดมือเดียวถือได้ พกพาสะดวก
แล้วยังใช้ระบบปฎิบัติการ WindowsXP ด้วย กรี๊ดด เป็นไปได้ไงงงง
ขยี้ตาแล้ว ขยี้ตาอีก อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า 
เกาหลีมันจับ WindowsXP ยัดลงไปในเครื่องเท่านี้ได้อย่างไร
และถ้าเจ้าเครื่องนี้ทำทุกอย่างได้เหมือนคอมเครื่องใหญ่ อย่างนี้ก็ไม่ต้อง
เรียนรู้อะไรใหม่เลย ไม่ต้องปวดหัวกับการไปหาโปรแกรมมาลงด้วย
 

xxDSC01657

คิดสะระตะกับค่าตัวสองหมื่นบาท แบตใช้ได้นาน 6 ชั่วโมง
ไม่มีฮาร์ดดิสก์เพราะใช้หน่วยความจำSSD (32GB) พัดลมระบายความร้อนไม่มี
จึงไม่มีส่วนใดเคลื่อนไหว และทำงานเงียบราวมดตด (อ่านว่า มด ตด)
จอเป็นแบบ touch screen ด้วย แจ่มแจ๋วมากพี่น้อง


เผลอแป๊บเดียว เจ้าเครื่องที่ว่ามันก็มาวางอยู่บนโต๊ะจีรศักดิ์ราวกับเสก
กล่องสวยมาก สาวเกาหลียิ่งทำให้กล่องดูสวยขึ้นไปอีก กรี๊ดดด

xDSC01728

แอ่น แอ๊น เครื่องมาก็นั่งบ้าเล่นทั้งวัน ไม่เป็นอันเรียนอีกเช่นเคย
ลงภาษาได้ทุกภาษา ท่องเวปและประมวลผลเร็วจรวดเท่าๆกับ Netbook
เพราะใช้ Intel Atom เหมือนกัน พระเจ้าช่วย.. มันเป็นไปแล้ว
และมันก็มาอยู่ในมือข้าแล้ว ข้อดีอื่นๆของมันก็เช่น มีปุ่มบังคับด้านข้าง
ช่วยเลื่อนหน้าจอ มีระบบเปิดเครื่องรวดเร็ว 3 วินาที มีช่องต่อ USB
รับสัญญาณ Wireless Lan และ Bluetooth ได้
มีคีย์บอร์ดเสมือน กดแล้วสั่นด้วย
วันตายของผองเหล่า PocketPC มาถึงแล้ว ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

xDSC01730

เพราะมันลงโปรแกรมทุกอันได้เหมือนเครื่องใหญ่ จึงลง GOM ได้
สัมผัสแห่งประสบการณ์ดูวีดีโอแบบพกพาไปดูได้ทุกที่จึงบังเกิด
จอก็สวยสดมาก ทำไม๊ ทำไม เกาหลีทำได้ ยี่ห้อนี้เป็นของเกาหลีเองเลย
Made in Korea ของแท้ ยี่ห้อของมันคือ ViliV จ้า (อ่านว่า วิลลิป น่ะ)

คอมพกพา NOKIA N810 ระบบปฎิบัติการ Linux
ที่จีรศักดิ์ซื้อมาเมื่อปีที่แล้ว (ยังจำกันได้ไหมเอ่ย) จึงมีอันต้องตกกระป๋อง
ไปโดยปริยาย เสียใจด้วยนะน้อง NOKIA ชั้นไม่หันกลับไปหาแกอีกแล้ว
ชั้นพบคู่ครองใหม่ เป็นชาวเกาหลี สวย สด ใหม่ ไว ฉลาด
versatile  ทำได้ทุกอย่าง เกาหลีจงเจริญ บันไซ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

 

2009/10/16

สิ่งน่ากลัวที่สุด ที่เกาหลีส่งออก...

 

ลองนับๆดู จีรศักดิ์อยู่เกาหลีและเรียนภาษาเกาหลีมาได้ปีครึ่งแล้ว
แต่ยังพูดไม่เป็นภาษาเหมือนเดิม กลุ้มใจมั่กๆ สำเนียงการพูดก็ห่วยแตก
แต่เรื่องการอ่านจะดีกว่าการพูดและการฟัง และเรื่องการอ่านนี่แหละ
ที่จีรศักดิ์ได้เจอกับแบบทดสอบมหาโหด จากอาจารย์ที่สอนด้านการเมืองระหว่างประเทศ 
ที่ปกติจะสอนจีรศักดิ์ด้วยภาษาอังกฤษ และหนังสือที่ให้อ่านก็เป็นภาษาอังกฤษตลอด

“จีรศักดิ์ นี่เธอก็อยู่เกาหลีมาได้ระยะนึงแล้วนะ เอาหนังสือเกาหลีไปอ่านซักเล่มเป็นไงจ๊ะ”

จีรศักดิ์ช๊อคซีเนม่าคาห้องเรียน นึกแล้วว่าสักวันต้องจะอะไรอีหรอบนี้ และแล้วมันก็มาถึง..
จีรศักดิ์ก็โดนอาจารย์ทดสอบด้วยการให้อ่านบทที่2ของหนังสือ
”เข้าใจระบบโลกาภิวัฒน์ในศตวรรษที่21” มันไม่ใช่หนังสือแปลด้วย ลักไก่ไปหาอ่าน
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษไม่ได้ด้วย กรี๊ดดด เท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องย่อเนื้อหาส่ง
และออกมาพูดหน้าชั้น แถมจะอ่านบทที่2ให้รู้เรื่อง ก็ต้องอ่านบทแรกก่อนอีก
ทั้งหมดนี้ ทำด้วยภาษาเกาหลีล้วนๆ กรี๊ดดด…..

xxx_DSC01576 

อ่านจบไปแล้ว พรีเซ็นต์ไปแล้วด้วย รากเลือดจริงๆขอบอก
แต่ก็เข้าใจเนื้อหากว่า 95%โดยไม่ถึงตาย เพราะจีรศักดิ์มีวิทยายุทธ์ส่วนตัว
นั่นคือ การที่รู้ภาษาญี่ปุ่นมาก่อน  ภาษาญี่ปุ่นและเกาหลีคล้ายกันมากๆ
จนบางทีอ่านๆไปเผลอนึกว่ากำลังอ่านภาษาญี่ปุ่น กร๊าก
ไวยากรณ์ การเรียงประโยค ก็คล้ายกัน
ศัพท์เชิงวิชาการหรือภาษาเขียนเกือบทั้งหมดก็มาจากรากภาษาจีนเหมือนกัน
จากรูปข้างบน จะสังเกตได้ว่าจีรศักดิ์จะเขียนกำกับคำแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น(ตัวคันจิ)
ไว้เพียบเพราะมันเป็นศัพท์ตัวเดียวกันเป๊ะๆ เพียงแต่เกาหลีอ่านอีกอย่าง
ญี่ปุ่นอ่านอีกอย่าง แต่เสียงอ่านก็คล้ายกันมากจริงๆ
พวกนักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ของญี่ปุ่น
(และน่าจะเป็นพวกคลั่งชาติตัวเองด้วย) ชอบหาหลักฐานมายืนยันว่า
ภาษาเกาหลีกับภาษาญี่ปุ่นเป็นคนละตระกูลกัน เชอะ ใช้ตูดคิดยังรู้เลยว่า
สองภาษามันอย่างกับพี่น้องกันเลยแหละ ใครกล้ายืนยันว่าภาษาไทยกับภาษาลาว
เป็นภาษาคนละตระกูลบ้างหละ  
  

XX_KO_ALPHABET2

พูดถึงเรื่องภาษาเกาหลี เลยพาลทำให้นึกถึงข่าวที่เคยอ่านจาก
The New York Times เมื่อเดือนก่อน แต่ก่อนจะเล่าลองดูภาพข้างบนสิ
ในภาพดูเมือนจะเป็นภาษาเกาหลี
แต่มันไม่ใช่ “ภาษา” เกาหลี มันเป็นแค่ “อักษร” เกาหลี
แต่เอามาใช้เขียนภาษาของเผ่าๆหนึ่งในอินโดนีเซียเท่านั้น

งงใช่ไหมล่า เรื่องมันมีอยู่ว่า มีซือเจ๊ชาวเกาหลีนางหนึ่ง
เจ๊ตั้งโครงการเผยแพร่ตัวอักษรเกาหลี
เพื่อนำไปใช้แทนเสียงของภาษาที่ยังไม่มีตัวเขียนเป็นของตัวเอง (เจ๊แกว่างมาก)
ไม่น่าเชื่อเลยว่าปัจจุบันยังมีหลายภาษาที่ยังไม่มีอักษรแทนเสียงของตัวเองอยู่อีก
ซึ่งมันก็หนีไม่พ้นเผ่าเล็กๆทั้งหลาย โดยเฉพาะในดินแดนร้อยเกาะอย่างอินโดนีเซีย
เผ่าที่ว่าชื่อเผ่า “Cia Cia” (อ่านว่า”เชี่ยๆ”หรือเปล่า กร๊ากก)
ตอนนี้เด็กๆชาวเผ่ากำลังเรียนคัดตัวอักษรเกาหลีอย่างขะมักเขม้น
ซึ่งผลพลอยได้ก็คือ อนาคตเด็กเหล่านี้ก็จะสามารถ
รับอารยธรรมและเรียนภาษาเกาหลีได้อย่างง่ายดาย
แจ๊แกฉลาดจริงๆ คิดได้ยังไง…

รัฐบาลอินโดนีเซียเหมือนโดนไฟลวกก้น แต่ก็ไม่ได้จัดการอะไรกับเจ๊
ปล่อยใจ้เจ๊แกเริงร่า เผยแพร่อักษรเกาหลีอย่างบ้าคลั่ง
(ทำไมเจ๊บ้ารู้ไม๊ เพราะว่าเจ๊แกเป็นคริสเตียนไง..)
ถ้าท่านๆเข้าใจคริสเตียนพอ ก็จะเข้าใจว่าแรงบันดาลใจของเจ๊ โดยไม่ต้องสาธยายกัน
ให้วุ่นวาย กลับมาเข้าเรื่องรัฐบาลต่อ รัฐบาลอินโดก็ออกมาโอดครวญว่า กรี๊ดดด
สติดีกันไม๊คร้าาา อักษรภาษาอังกฤษ (ตัวโรมัน) ก็ใช้แทนเสียงได้
แถมมีประโยชน์กว่าอีก ทำไม๊พวกแกไม่รู้จักเอาอักษรโรมันมาใช้
เล่นกันแบบนี้ ประเทศก็ยิ่งแตกแยกสิคร้าาาาา
ยังไม่พอ ถ้าเผ่าอื่นอิจฉาว่าเผ่านี้ได้รับ special treatment
ก็จะยิ่งไม่เป็นผลดีต่อความมั่งคงของประเทศด้วย
จีรศักดิ์เห็นด้วยว่า การส่งออกวัฒนธรรมในรูปแบบนี้ มันอันตรายจริงๆ
เจ๊แกวิทยายุทธมาเหนือเมฆมากๆ รัฐบาลเกาหลีก็เอาเรื่องนี้มาโปรโมทใหญ่เลย
ว่าปัจจุบันวัฒนธรรมเกาหลีมันแพร่แผ่ไพศาลและเป็นที่ยอมรับจริงๆ
(เรื่องชูคอโอ้อวดแม้เรื่องเล็กๆน้อยๆนี่คนเกาหลีและรัฐบาลเค้าถนัดนักแล)

แต่ว่าไปแล้ว อักษรเกาหลีมันเรียนง่ายเรียนไวจริงๆแหละ
ชั่วโมงเดียวก็เขียนอ่านได้แล้ว
แต่จะพูดให้เหมือนคนเกาหลี มันยากจริงๆ เวลาจีรศักดิ์ไปซื้อของ
มีน้อยร้านมากจริงๆ ที่ไม่รู้ว่าจีรศักดิ์ไม่ใช่คนเกาหลี
เรื่องสำเนียงห่วยแตกนี่ไม่รู้จะแก้ยังไงดี ขนาดเรียนอยู่ที่เกาหลีนะนี่.. กุ้มๆๆ
 
  

 

2009/10/3

Me and Haeundae beach in Late Summer


คำเตือน
ก่อนจะอ่านตอนนี้ โปรดมั่นใจว่า
คุณสามารถทนดูหน้าคนๆนึงหลายๆรูปได้
ถ้ามั่นใจแล้วว่าจะไม่มีอาการกระอักกระอ่วน เชิญลากเมาส์เลื่อนลงได้เลย


 XXX_DSC01530

หน้าร้อนกำลังจะจากไป และก็เป็นพิธีที่สืบมาแต่บรรพกาล
ว่าจีรศักดิ์จะต้องแอ๊กท่ามาโชว์รูปในหน้าร้อนทุกปี
ปีนี้ดีหน่อยที่ผอมลงไปสิบกิโล ช่วยให้รูปดูดีขึ้นกว่าปีก่อน
(คิดไปเองหรือเปล่าหว่า) เป้าหมายคือลดให้ได้อีกสักสิบกิโล
แต่ไม่รู้จะไหวไหม ตอนนี้ก็ใส่เสื้อเบอร์ 95 เบอร์เล็กสุดของเกาหลีแล้ว
(ถ้าเทียบกับไทยก็เป็นเบอร์ระหว่าง S กับ M)
ถ้าผอมกว่านี้ไม่รู้ว่าจะหาเสื้อที่ไหนใส่…

XXX_IMG_0754 - Copy

เราพาท่านๆมาที่หาดแฮอุนแด (Haeundae) ที่จีรศักด์มาบ่อย
จนรู้ดีราวกับเป็นเจ้าถิ่น วันนี้มากับเพื่อนคนจีน เลยพาเพื่อนเที่ยวสำรวจซะเลย
ตอนนี้หาดแห่งนี้กำลังดัง เพราะถูกใช้เป็นฉากถ่ายหนังสึนามิยักษ์ถล่มเกาหลี
ที่เพิ่งเข้าฉายเมื่อไม่นานมานี้ มุมไหนน่ะเหรอ ตามจีรศักดิ์มา…..

XXX_IMG_0763 - Copy

แถวนี้แหละ ที่จะเป็นโลเกชั่นทอง ที่มวลชนจะแห่แหนมาถ่ายรูปในอนาคต
ลองเทียบกับรูปในหนังที่แปะไว้ข้างล่างดูนะ
เอ แต่ถ่ายมาอีท่าไหนไม่รู้ ทะเลด้านหลังทำไมหายไปหว่า
มหัศจรรย์ตะวันแก้วจริงๆ ธรรมกายยังต้องหลบ…

XXX_090717_p14_haeundae

นี่แหละ ฉากในหนัง วิ่งกันจ้าละหวั่น น่ากลัวดีแฮะ
ถ้าจีรศักดิ์เจอแบบนี้จริงๆ ขอยืนเฉยๆรอความตายดีกว่า Oh My God
ตอนถ่ายรูป ว่าจะทำท่าวิ่งหนีแบบในหนัง แต่กลัวชาวบ้านแถวนั้นจะนึกว่าบ้า
ก็เลยหลบมุมเปลี่ยนไปบ้าแบบรูปข้างล่างแทน

XXX_IMG_0771 - Copy

กรี๊ดด เสียคอนเซ็ปต์หมดเลย ทำท่านี้แล้ว หน้าโดนบีบจนอ้วนมาก
แต่พุงที่หายไปยังช่วยยืนยันว่าผอมลง เอาใหม่ แก้ตัวใหม่ดีกว่าด้วยรูปข้างล่าง…

XXX2_IMG_0765 - Copy

เออ ค่อยยังชั่วหน่อย แฮ่กๆ พอเต๊ะท่าแล้วหน้าก็กลับมาผอมอีกครั้ง
แหะๆ พลาดไปนิด..ว่าแต่เดี๋ยวต้องมีเสียงนกเสียงกาบอกว่า
อยากเห็นหน้าชัดๆเพื่อพิสูจน์ว่าผอมลงจริงๆ ก็ด้ายๆๆๆ ลองดูรูปข้างล่างนะ

XXX_DSC01591 

ถ่ายกับเสื้อแจ๊คเก็ตรับฤดูใบได้ร่วงตัวใหม่ ที่เพิ่งสั่งซื้อมาจากอังกฤษ
ขอบใจปุ๊ก สาวใหญ่ร่างยักษ์นักสถาปนิกที่อุตส่าห์ส่งมาให้จากอังกฤษ
ว่าแต่เงินไม่คิดใช่ไหม ฮ่าๆๆๆ ข้างหลังเป็นโต๊ะรูมเมทนะ ไม่ใช่โต๊ะจีรศักดิ์
ของจีรศักดิ์รกกว่านี้ร้อยพันเท่า อย่างที่ได้บอกไปว่าเห็นเมทใส่เสื้อตัวนี้แล้ว
เกิดอาการอยากได้บ้าง ทั้งๆที่มันซื้อมาจากอังกฤษ จีรศักดิ์ก็ยังไปดั้นด้นหามาจนได้

XXX_P92988482

แอ๊กท่าถ่ายกับรูทเมท อย่าแปลกใจว่าทำไมต้องปิดบังหน้า
จีรศักดิ์ทำเพื่อ privacy ของรูมเมทจีรศักดิ์ เนื่องจากกลัวว่าเมทจะเสียหาย
เพราะที่เกาหลี มันเป็นอะไรที่นิยมมาก ที่คนที่เป็นแฟนกันจะนัดใส่เสื้อเหมือนกัน
ดังนั้น เพื่อป้องกันมหาชนที่เผลอหลุดเข้ามาในบลอคจีรศักดิ์มาเห็นแล้วจะเข้าใจผิด
จึงปิดหน้าซะเลย (เอ หรือว่าจะทำให้สถานการณ์มันหนักขึ้นหว่า..) 
ตอนแรกเมทก็ถามจีรศักดิ์ว่าจะออกไปถ่ายนอกห้องไหม
จีรศักดิ์ถามว่าแน่ใจเหรอ ลืมอะไรไปหรือเปล่า…
เมทก็ตรัสรู้ระลึกชาติได้ทันที ก็เลยถ่ายกันในห้องนี่แหละ ฮ่าๆๆ….
นี่ถ้าใส่ลงไปกินข้าวใต้หอ คงต้องนัดกันก่อนว่าต้องใส่ไม่เหมือนกัน
หรือไม่ก็ต้องนั่งกันคนละโต๊ะ ฮ่าๆๆๆ

 
 

 
第 1 張 / 共 5 張
其他相簿 (1)